บทที่ 3 คนที่แสนดีสุดท้ายเขาก็ใจร้าย
6เดือนก่อนหน้านั้น
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังกริ๊งเตือนว่ามีผู้มาเยือน แต่มันไม่ใช่เสียงที่น่ารื่นรมย์เหมือนลูกค้าที่มาเลือกซื้อดอกไม้จัดช่อ อรนภาเงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชีเล่มเก่าที่เปื้อนรอยนิ้วมือของเธอด้วยความเหนื่อยล้า
แสงแดดสีทองยามเย็นที่ลอดผ่านกระจกหน้าร้านเข้ามาไม่ได้ทำให้ความรู้สึกอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับกันมันยิ่งเน้นให้เห็นรอยร้าวบนผนังปูนที่เริ่มกะเทาะ และดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาในแจกันที่เธอไม่มีปัญญาจะเปลี่ยนใหม่
ทนายความในชุดสูทสีเทาเข้มเดินตรงเข้ามา เขาไม่ได้มีความเกรงใจหรือความเห็นอกเห็นใจให้แก่หญิงสาววัย 24 ปีที่ยืนสั่นเทาอยู่หลังเคาน์เตอร์เลยแม้แต่น้อย เขาจัดการวางเอกสารปึกหนาลงบนพื้นไม้ที่เริ่มผุพัง เสียงตึงของเอกสารนั้นดังก้องไปทั่วร้าน ราวกับเสียงฆ้อนที่ตอกย้ำความล้มเหลวของชีวิตเธอ
"คุณอรนภาครับ ผมมาในฐานะตัวแทนของตระกูลทศวรรษ" ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาของเขาไร้ซึ่งความรู้สึก เหมือนกับว่าเขากำลังอ่านรายงานธุรกิจมากกว่ามาทำลายชีวิตใครคนหนึ่ง
"นี่คือหมายแจ้งเตือนครั้งสุดท้าย หนี้สินทั้งหมดที่แม่ของคุณกู้ยืมไปพร้อมดอกเบี้ยสะสม ตอนนี้รวมเป็นยอดเงินที่ทางคุณไม่สามารถหามาคืนได้ทันตามกำหนดภายใน 7 วันนี้"
อรนภารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง เธอรู้ดีว่าหนี้ก้อนนี้คือภาระที่แม่ทิ้งไว้ให้ ก่อนที่ท่านจะจากไปจากอุบัติเหตุตึกถล่ม แต่มันเป็นหนี้ที่แม่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องร้านนี้ไว้ ร้านที่พ่อกับแม่สร้างมาด้วยกัน ร้านที่อบอวลไปด้วยความทรงจำของเธอ
"7 วันเองเหรอคะ" อรนภาเสียงสั่น "แต่มันเร็วเกินไปไหม อ้อนขอเวลาอีกสักนิดได้ไหมคะ ฉันกำลังพยายามหาทางอยู่ ออเดอร์ดอกไม้ช่วงนี้เริ่มกลับมาแล้ว ถ้าให้เวลาฉันอีกสักเดือน..."
"เราให้เวลามามากพอแล้วครับคุณอรนภา" ทนายความขัดขึ้น
"ทางตระกูลทศวรรษไม่ได้ต้องการเงินก้อนนี้ พวกเขาสนใจที่ดินผืนนี้มากกว่า และถ้าคุณไม่มีเงินสดมาชำระภายใน 7 วันนี้ พรุ่งนี้ทีมรื้อถอนจะเข้ามาประเมินราคาอาคารทันที"
เขาทิ้งท้ายด้วยท่าทีเย็นชา ก่อนจะเดินออกจากร้านไป ทิ้งให้อรนภาทรุดเข่าลงกับพื้น ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมร้านดอกไม้ที่เคยมีแต่เสียงหัวเราะ
เธอร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร กลิ่นหอมของดอกกุหลาบที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกลิ่นของความสุข ตอนนี้กลับกลายเป็นกลิ่นของความอับอายและความสิ้นหวัง
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างมีชีวิตชีวา ในขณะที่โลกของเธอพังทลายลงในพริบตา
ในตอนนั้นเองรถลีมูซีนสีดำคันหรูที่ดูแปลกแยกจากย่านเก่าแก่แห่งนี้ก็เลื่อนมาจอดสนิทหน้าร้าน แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ทำให้เธอสะดุ้ง ประตูรถเปิดออก และสตรีวัยกลางคนในชุดผ้าไหมราคาแพงเดินลงมาพร้อมกับมาดที่ดูน่าเกรงขามนั่นคือคุณหญิงมณฑา
อรนภารีบเช็ดน้ำตาแล้วลุกขึ้นยืนด้วยความสับสน คุณหญิงมณฑาเดินเข้ามาในร้าน กวาดสายตามองไปรอบๆ ร้านที่ดูทรุดโทรมด้วยสายตาที่แสดงถึงความรังเกียจ
"ร้านของเธอมันเก่าไปนะ" คุณหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความกดดัน
"แต่มันตั้งอยู่ในทำเลที่ลูกชายฉันต้องการพอดี"
"คุณหญิงมาที่นี่ทำไมคะ" อรนภาถามด้วยเสียงแหบพร่า
คุณหญิงมณฑายิ้มมุมปาก ยิ้มที่ไม่ได้มีความเมตตาเลยแม้แต่น้อย
"ฉันมาพร้อมกับทางออกให้เธอไง ฉันรู้ว่าเธอรักร้านนี้มาก รักมากเสียจนยอมแลกทุกอย่างได้ใช่ไหมล่ะ”
อรนภาไม่ตอบ เธอได้แต่กำมือแน่นด้วยความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้ คุณหญิงมณฑาเดินเข้ามาใกล้เธอมากขึ้น กลิ่นน้ำหอมราคาแพงฉุนจัดจนอรนภารู้สึกเวียนหัว
"ลูกชายฉันน่ะอยากแต่งงานกับผู้หญิงที่ฉันไม่ชอบ และเขาก็เอาแต่ดื้อรั้นด้วยการมีคนรักที่ไม่คู่ควร" คุณหญิงเริ่มเข้าประเด็น
"ฉันต้องการใครสักคนที่จะมาเป็นภรรยาในนามให้เขา เป็นคนที่ฉันควบคุมได้ และที่สำคัญที่สุด... เป็นคนที่สามารถให้กำเนิดทายาทให้กับตระกูลของเราได้"
อรนภานิ่งงันหัวใจเต้นรัวด้วยความกลัว "คุณหญิงจะให้ฉันทำอะไรคะ?"
"แต่งงานกับทศวรรษและก็มาอุ้มบุญหลานให้ฉัน เมื่อไหร่ที่เด็กคนนั้นเกิดมา หนี้ทั้งหมดของเธอจะกลายเป็นศูนย์ และร้านดอกไม้แห่งนี้จะเป็นของเธอถาวร"
ความเงียบปกคลุมไปทั่วร้าน ในหัวของอรนภามีแต่คำถามมากมาย เธอเป็นเพียงผู้หญิงขายดอกไม้ธรรมดา จะไปเป็นภรรยาของคนที่สูงส่งและรวยล้นฟ้าได้อย่างไร แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือเธอมีทางเลือกอื่นไหม ถ้าเธอปฏิเสธ พรุ่งนี้แม่ของเธอคงจะเสียใจอยู่บนสวรรค์ที่เธอรักษาของรักของท่านไว้ไม่ได้
"ฉัน... ฉันไม่รู้จักลูกชายคุณ" เธอพึมพำ
"ความรักไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือพันธสัญญา" คุณหญิงมณฑาวางนามบัตรสีทองลงบนเคาน์เตอร์
"คิดดูให้ดีนะอรนภา หนี้ก้อนนี้มันใหญ่เกินกว่าที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะแบกไว้ไหว ถ้าเธอไม่ตอบตกลง ภายในหนึ่งสัปดาห์ เธอจะไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน"
คุณหญิงหมุนตัวกลับออกไป ทิ้งให้อรนภานั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของร้าน อรนภามองดูนามบัตรสีทองนั้นด้วยความรู้สึกที่แตกสลาย ชีวิตของเธอถูกตีราคาด้วยเงินก้อนหนึ่งและความต้องการของผู้หญิงที่อยู่เหนือกว่า เธอไม่ได้ต้องการแต่งงาน เธอไม่ได้ต้องการอุ้มบุญ แต่เธอก็ไม่อาจยอมให้ร้านของแม่หายไปได้
ความรู้สึกในตอนนั้นมันเหมือนถูกกักขังทางความคิดเธอกลืนไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก เธอตัดสินใจได้ทันทีหลังจากมองไปที่รูปถ่ายของแม่ที่ยิ้มให้เธอจากกำแพงร้าน อ้อนต้องยอมแลก... ไม่ใช่เพื่อความรวย แต่เพื่อรักษาหัวใจของตัวเองที่ผูกติดอยู่กับร้านนี้
เธอกดโทรศัพท์หาเบอร์บนนามบัตร เสียงปลายสายที่ตอบรับด้วยความเย็นชาทำให้หัวใจของเธอร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"ฉันตกลงค่ะ" เธอเอ่ยคำนั้นออกมาด้วยน้ำตาที่ไหลนองหน้า
"ฉันจะยอมรับข้อเสนอของคุณหญิง"
นั่นคือจุดเริ่มต้นของนรกที่แสนสวยงามที่เธอกำลังจะก้าวเข้าไปโดยที่อรนภาไม่รู้เลยว่า ผู้ชายที่เธอกำลังจะไปใช้ชีวิตด้วยในฐานะภรรยาในนามนั้น จะเป็นคนที่มอบความเจ็บปวดให้เธอมากที่สุดในชีวิต
เช้าวันถัดมาหลังจากที่อรนภาตัดสินใจตอบรับข้อเสนอที่เปรียบเสมือนโซ่ตรวนทองคำ ชีวิตของเธอก็ไม่ได้ดีขึ้นแม้แต่น้อย ความกังวลใจและภาวะทางอารมณ์ที่พุ่งพล่านทำให้อาการปวดท้องเรื้อรังที่เธอพยายามอดทนมาตลอดหลายเดือนกำเริบขึ้นอย่างรุนแรง
ในใจเธอคิดเพียงว่าหากร่างกายนี้พังพินาศไปก่อนที่จะได้ทำหน้าที่อุ้มบุญตามสัญญา ทุกอย่างที่เธอพยายามปกป้องมาก็คงจะสูญเปล่า
เธอเลือกที่จะเดินทางไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งใหญ่ที่สุดที่ตระกูลทศวรรษเป็นเจ้าของ ด้วยเหตุผลทางคำสั่งของคุณหญิงมณฑาที่ต้องการให้เธอได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อนจะก้าวเข้าสู่คฤหาสน์ของเขาอย่างเป็นทางการ
โรงพยาบาลแห่งนี้ดูราวกับโรงแรมระดับห้าดาว กลิ่นสะอาดสะอ้านที่ปนไปด้วยกลิ่นจางๆ ของน้ำยาฆ่าเชื้อทำให้คนไข้รู้สึกเบาใจ แต่สำหรับอรนภาที่แบกรับความลับและอนาคตที่มืดมัวไว้บนบ่า บรรยากาศเหล่านี้กลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่ออก เธอเดินก้มหน้าก้มตาผ่านโถงทางเดินที่เต็มไปด้วยผู้คน จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าห้องตรวจหมายเลข 4 ที่มีป้ายชื่อสลักอย่างสวยงามว่า ‘นายแพทย์ทศวรรษ อัครเดโชชัย’
ทันทีที่ก้าวเข้าไปภายในห้องตรวจ กลิ่นสมุนไพรจีนที่คุ้นเคยก็โชยมาปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นที่แตกต่างจากห้องตรวจแผนปัจจุบันทั่วไป กลิ่นของไม้กฤษณา ใบยาตากแห้ง และความเงียบสงบที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย อรนภานั่งลงบนเก้าอี้ด้วยอาการสั่นเทา ความเจ็บปวดที่ท้องน้อยบีบรัดตัวเธอจนต้องขดตัวลง
ทศวรรษก้าวเข้ามาจากห้องด้านใน เขาอยู่ในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตา แว่นสายตากรอบบางวางอยู่บนสันจมูกโด่งเป็นสันคม ทำให้เขายิ่งดูสุขุมและน่าเกรงขาม เขามีบุคลิกของชายหนุ่มที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตาและตำแหน่งหน้าที่การงาน
"คนไข้ชื่ออรนภาใช่ไหมครับ?"
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและกังวาน เป็นน้ำเสียงที่คนฟังรู้สึกได้ทันทีถึงความใส่ใจ อรนภาเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหลบสายตาด้วยความประหม่า ความเจ็บปวดทำให้เธอแทบไม่มีแรงจะเอ่ยตอบ เธอเพียงพยักหน้าช้าๆ
ทศวรรษเดินอ้อมมาที่ข้างเก้าอี้ เขาเริ่มด้วยการตรวจอาการอย่างจริงจัง มือของเขาที่สัมผัสลงบนหน้าท้องของเธอเบามือและเต็มไปด้วยความทะนุถนอม ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาส่งผ่านไปถึงผิวหนังของเธอ ทำให้หัวใจที่เคยเย็นเยียบเพราะความโดดเดี่ยวของอรนภาเริ่มเต้นผิดจังหวะ
"ปวดมากเลยใช่ไหมครับ... ผมขอโทษนะที่ทำให้เจ็บ"
คำพูดนั้น...คำพูดที่แสดงถึงความห่วงใยอย่างแท้จริง ทำให้อรนภารู้สึกเหมือนได้รับพลังงานบางอย่างที่เธอขาดหายไปมาเนิ่นนาน
ทศวรรษเริ่มอธิบายถึงภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ของเธอด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เขาบอกเล่าถึงศาสตร์ยาจีนโบราณที่ครอบครัวของเขาสืบทอดมา โดยแววตาของเขาที่มองมาที่เธอนั้นไม่มีความรังเกียจหรือเยียดหยามเลยแม้แต่น้อย
เขาก้มลงหยิบสมุดจดบันทึกและเริ่มเขียนใบสั่งยาด้วยลายมือที่สวยงามและหนักแน่น ทุกกิริยาอาการของเขาช่างดูสง่างาม อรนภาแอบมองเสี้ยวหน้าของเขาในขณะที่เขากำลังก้มหน้าก้มตาทำงาน เธอเผลอคิดไปว่าหากเขาไม่ใช่คนในตระกูลที่ต้องมาผูกมัดกับเธอด้วยสัญญาที่น่ารังเกียจนี้ เขาจะเป็นผู้ชายที่แสนดีขนาดไหนกันนะ
"ถ้าคุณเชื่อใจผม" ทศวรรษเงยหน้าขึ้นจากบันทึก สบตากับเธอตรงๆ
"ร่างกายนี้ยังรักษาได้ หมอจะทำให้คุณกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ผมจะดูแลคุณเอง"
ประโยคนั้น... คำว่า ‘หมอจะดูแลคุณเอง’ มันก้องอยู่ในหัวของเธอราวกับมนตรา อรนภารู้สึกว่าน้ำตาแห่งความตื้นตันเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาที่ขอบตา เธอพยายามกลั้นมันไว้ แต่ความเหนื่อยล้าสะสมทำให้เธอกลั้นไม่อยู่ หยดน้ำตาใสๆ ไหลลงมาอาบแก้ม
ทศวรรษชะงักไปเล็กน้อย เขาวางปากกาในมือลง แล้วยื่นทิชชูให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ มือของเขาที่สัมผัสกับนิ้วมือของเธอแผ่ความอบอุ่นเข้ามาในหัวใจที่หนาวเหน็บ
เธอรู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน ความรู้สึกแปลกประหลาดนี้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ เธอเริ่มหลงรักเขา... โดยไม่รู้ตัวว่าความรักนี้จะกลายเป็นอาวุธที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองในอนาคต
"อย่าร้องไห้เลยครับ" เขายิ้มบางๆ ให้เธอ รอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบของอรนภาดูสดใสขึ้นมาทันที
"หมอรู้ว่ามันเจ็บ แต่เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้น ผมสัญญา"
ในนาทีนั้นอรนภาลืมเรื่องสัญญาที่ต้องอุ้มบุญ ลืมเรื่องร้านดอกไม้ที่กำลังจะถูกยึดลืมทุกอย่างไปชั่วขณะ เธอจดจำเพียงแค่ใบหน้าอันแสนอ่อนโยนของหมอหนุ่มตรงหน้า เธอจดจำเพียงความเมตตาที่เขามอบให้
เธอไม่ได้สนใจเลยว่าผู้หญิงคนอื่นจะมองเขาอย่างไร หรือคนรอบข้างจะกล่าวถึงเขาแบบไหน สำหรับเธอในวินาทีนั้น ทศวรรษไม่ใช่ทายาทมาเฟียผู้โหดเหี้ยม แต่เขาคือเทพบุตรที่เข้ามาช่วยฉุดเธอขึ้นมาจากความสิ้นหวัง
"ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ” เธอตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ "ขอบคุณที่คุณไม่รังเกียจผู้หญิงอย่างฉัน"
ทศวรรษเพียงแค่ยิ้มตอบ เขาไม่ได้รู้เลยว่ารอยยิ้มที่เป็นกิจวัตรในฐานะหมอของเขานั้น ได้เปลี่ยนชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งไปตลอดกาล เขายังคงทำหน้าที่ของเขาอย่างตั้งใจ โดยไม่รู้เลยว่าเขากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ทำให้อรนภายอมเจ็บปวดในภายหลัง
อรนภาเดินออกจากห้องตรวจด้วยหัวใจที่พองโต แม้ความเจ็บปวดที่ท้องน้อยจะยังคงอยู่ แต่ความหวังที่เขามอบให้นั้นมันช่างหอมหวาน เธอเดินผ่านโถงทางเดินไปโดยไม่รู้เลยว่า ที่ปลายทางของความหวังนั้น คือกับดักที่เขารอการทำลายเธออยู่ด้วยความเกลียดชัง
