บทที่ 4 สัญญาที่ลงนามด้วยน้ำตา
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์อัครเดโชชัยนั้นแตกต่างจากโรงพยาบาลอย่างสิ้นเชิง เพดานสูงลิ่วที่ประดับด้วยโคมไฟระย้าคริสตัลระยิบระยับไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของอรนภาดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับกัน มันยิ่งทำให้เธอกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่ดูแปลกแยกและน่าสังเวชในสายตาของคนในบ้านหลังนี้
อรนภายืนกุมมือตัวเองไว้แน่นอยู่กลางห้อง พื้นหินอ่อนที่ขัดมันจนเงาวับสะท้อนภาพหญิงสาวในชุดเดรสสีเรียบที่ดูจืดชืดเมื่อเทียบกับความหรูหราของสถานที่แห่งนี้ เธอถูกเรียกมาที่นี่ตามกำหนดการที่ถูกกำหนดไว้โดยคุณหญิงมณฑา เพื่อทำขั้นตอนสุดท้ายของข้อตกลงที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
ที่ปลายห้องคุณหญิงมณฑานั่งอยู่บนเก้าอี้บุพกำมะหยี่สีแดงเข้ม ใบหน้าของท่านเรียบเฉยและทรงอำนาจ แววตาคมกริบดุจนางพญาเสือจับจ้องมาที่เธอราวกับจะประเมินคุณค่าของสินค้าชิ้นสำคัญ แต่ที่ทำให้หัวใจของอรนภาร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ใช่สายตาของคุณหญิงแต่เป็นร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงผนังอยู่ข้างๆ นั่น
ทศวรรษหมอหนุ่มที่เคยอ่อนโยนกับเธอในห้องตรวจเมื่อวันก่อน บัดนี้เขายืนกอดอก แววตาที่เคยมีแต่ความเมตตาถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาที่ทำให้อรนภารู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก เขาสวมชุดสูทสีเข้มที่ขับเน้นให้เขาดูเหมือนมัจจุราชที่พร้อมจะพิพากษาทุกคนที่ขวางทาง
"มาแล้วเหรอ" คุณหญิงมณฑาเอ่ยขึ้น เสียงของท่านก้องไปทั่วห้องโถงที่เงียบสงัด "ฉันคิดว่าเธอจะหนีไปเสียแล้วนะ อรนภา"
"ฉัน... ฉันมาตามนัดค่ะ" อรนภาตอบด้วยเสียงที่พยายามรวบรวมความกล้าให้มากที่สุด
ทศวรรษแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยัน เขาเดินเข้ามาใกล้เธอช้าๆ ฝีเท้าที่หนักแน่นของเขากดดันจนเธอต้องก้มหน้าหลบสายตาที่ราวกับจะแผดเผาเธอให้เป็นจุณ
"กล้าหาญดีนี่" เขาพูดพลางก้มลงมองใบหน้าของเธอชัดๆ สายตาของเขาไม่ได้มองเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง แต่มองเหมือนมองสิ่งของที่แม่ของเขาเพิ่งซื้อมาประดับบ้าน
"คงจะคำนวณมาแล้วสินะว่าหนี้สินของที่บ้านมันมีค่ามากกว่าศักดิ์ศรีของผู้หญิงคนหนึ่ง"
อรนภาตัวสั่นเทาเธออยากจะเถียงว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือเรื่องร้านของแม่ที่เธอไม่มีวันยอมให้ถูกทำลาย แต่คำพูดเหล่านั้นกลับติดอยู่ที่ลำคอ เธอไม่อยากอธิบายอะไรให้ผู้ชายที่มองเธอต่ำต้อยขนาดนี้ฟังอีกต่อไป
คุณหญิงมณฑาส่งแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มให้หญิงรับใช้ ก่อนจะนำมาวางตรงหน้าอรนภาบนโต๊ะไม้ตัวยาว มันคือสัญญาที่ระบุรายละเอียดทั้งหมดหน้าที่ของการเป็นภรรยาในนาม หน้าที่ของการอุ้มบุญ และข้อจำกัดที่เธอต้องยอมรับตลอดระยะเวลาที่อยู่ในบ้านหลังนี้
"เซ็นซะ" คุณหญิงสั่ง "ถ้าเธอเซ็น ทุกอย่างที่เธอต้องการจะสำเร็จ แต่ถ้าเธอลังเล... ฉันจะถือว่าข้อเสนอนี้เป็นโมฆะ แล้วหนี้ของเธอทั้งหมดจะถูกเรียกคืนทันทีภายใน 24 ชั่วโมง"
อรนภาหยิบปากกาขึ้นมา มือของเธอสั่นระริกจนแทบจะถือไม่อยู่ เธอไล่สายตาอ่านข้อความในสัญญา แต่ละบรรทัดที่เธออ่านคือการตอกย้ำว่าเธอได้ขายอิสรภาพของตัวเองไปแล้ว เธอจะไม่มีสิทธิ์ในตัวลูกที่จะเกิดมา เธอจะไม่มีสิทธิ์ในสถานะทางสังคม และที่แย่ที่สุด เธอต้องทนอยู่ในที่ที่คนรักของเขารอคอยจะเหยียบย่ำเธอ
เธอมองหน้าทศวรรษอีกครั้ง หวังลึกๆ ว่าจะเห็นความเห็นใจสักนิดในแววตาของเขา แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือความรังเกียจที่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
"อย่าทำท่าทางเหมือนเหยื่อผู้ถูกกระทำเลย" ทศวรรษพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม
"ในเมื่อเธอเสนอตัวเข้ามาในวงจรนี้เอง ก็จงยอมรับความจริงเถอะว่าเธอไม่ได้ดีไปกว่าใครที่ต้องการเงิน เธอต้องการหนี้ที่หมดไป ฉันต้องการความสงบจากแม่... เราต่างคนต่างได้สิ่งที่ต้องการ ส่วนเรื่องหัวใจหรือความรู้สึก... เลิกหวังไปได้เลย เพราะสำหรับผม ผู้หญิงที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อเงินแบบเธอน่ะ ไม่มีวันได้รับความเคารพรักจากผมหรอก"
คำพูดนั้นกรีดลงบนหัวใจของเธอเหมือนมีดที่ไร้ความปราณี อรนภาเม้มริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดที่ปลายลิ้น เธอรู้ดีว่าคำอธิบายของเธอไม่มีความหมายอะไรเลยในสายตาของเขา เขาตัดสินเธอไปแล้วตั้งแต่เริ่ม
เธอจรดปากกาลงบนกระดาษ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้หยดลงบนตัวอักษรเป็นวงกว้าง หมึกสีดำที่ซึมลงบนกระดาษเป็นสัญลักษณ์ว่าเธอกำลังลงนามในสัญญาที่เป็นเหมือนคำพิพากษาประหารชีวิตหัวใจของตัวเอง
"เรียบร้อยแล้วค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเบาหวิว
ทศวรรษดึงเอกสารจากมือเธอไปอ่านด้วยสายตารวดเร็ว เขาเพียงแค่พยักหน้าให้คุณหญิงมณฑา ก่อนจะหันมามองเธออีกครั้งด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
"ยินดีด้วยนะคุณอรนภา... ต่อไปนี้เธอคือภรรยาในนามของผม แต่จำไว้นะในบ้านหลังนี้ มีกฎเพียงข้อเดียวที่เธอต้องจำให้ขึ้นใจ คืออย่าริอาจสะเออะมาเรียกร้องความรักจากผม หรือพยายามทำตัวให้ผมสนใจ เพราะผมจะไม่มีวันยอมมีความสัมพันธ์ทางกายกับผู้หญิงที่ผมไม่ได้รักโดยเฉพาะผู้หญิงที่แม่ผมยัดเยียดให้แบบนี้"
เขากระแทกคำพูดนั้นทิ้งท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน ทิ้งให้เธอยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงที่หรูหราแต่กลับหนาวเหน็บกว่าร้านดอกไม้ที่ผุพังของเธอหลายเท่า
คุณหญิงมณฑายิ้มอย่างผู้ชนะ "ไปพักผ่อนเถอะอรนภา แต่ๆๆ ถ้าพร้อมเธอสามารถเริ่มงานได้ตั้งแต่วันนี้เลยนะ"
อรนภาเดินออกมาจากห้องนั้นด้วยหัวใจที่แหลกสลาย เธอไม่ได้ทำเพื่อเงิน เธอทำเพื่อรักษาสิ่งที่แม่รัก เธอมองขึ้นไปที่บันไดชั้นบนที่ทศวรรษเพิ่งเดินหายลับไป เธอไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นการเปิดฉากความรักที่เต็มไปด้วยความแค้น และเธอจะต้องเจ็บปวดไปอีกนาน
