บทที่ 5 ถูกฉีกหน้า
หลังจากวันทำสัญญา ชีวิตของอรนภาในคฤหาสน์อัครเดโชชัยเริ่มต้นขึ้นราวกับอยู่ในโลกคู่ขนานที่มืดมิด เธอถูกจัดให้อยู่ในห้องพักชั้นล่างสุดของตัวบ้าน
ซึ่งห่างไกลจากความสะดวกสบายราวกับต้องการจะแบ่งแยกให้เห็นชัดเจนว่าสถานะของเธอคืออะไร แต่อรนภาก็ไม่เคยบ่นสักคำ เธอทำหน้าที่แม่บ้านและรอคอยการปฏิบัติตามตกลงข้อตกลงที่ทศวรรษจงใจเมินเฉย
จนกระทั่งวันหนึ่ง... วันที่ความอดทนและการเฝ้ารอของเธอพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
เช้าวันนี้คฤหาสน์ดูวุ่นวายกว่าปกติ แขกเหรื่อฝ่ายธุรกิจของคุณหญิงมณฑามาเยือน อรนภาได้รับหน้าที่ให้นำเอกสารสำคัญที่ทศวรรษต้องใช้ในการเซ็นสัญญาไปวางไว้ที่ห้องทำงานส่วนตัวของเขาบนชั้นสอง เธอได้รับคำสั่งจากแม่บ้านว่าให้รีบไปวางไว้ให้ทันก่อนที่เขาจะขึ้นมาจากห้องประชุม
เธอเดินขึ้นบันไดไม้โอ๊คด้วยหัวใจที่เต้นรัว กลิ่นอายความหรูหราของชั้นบนทำให้เธอรู้สึกประหม่า มือที่ถือแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มสั่นเล็กน้อย เธอมาถึงหน้าห้องทำงานของเขา ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย เสียงสนทนาเบาๆ ที่เล็ดลอดออกมาทำให้ฝีเท้าของเธอหยุดชะงัก
"ทศคะ... เรื่องผู้หญิงคนนั้น คุณหญิงแม่เขาบังคับคุณจริงๆ เหรอคะ?"
เสียงหวานหยดย้อยที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี... เสียงของ 'รสริน'
อรนภาตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อได้ยินชื่อของตัวเองถูกกล่าวถึงในเชิงดูหมิ่น เธอพยายามจะหันหลังกลับ แต่บทสนทนาที่ตามมากลับตรึงเธอไว้กับที่ราวกับถูกสาป
"อย่าไปใส่ใจเลยครับรส" เสียงทศวรรษตอบกลับมา เสียงของเขานุ่มนวลและอ่อนโยนอย่างที่อรนภาไม่เคยได้รับ
"แม่ก็แค่หาคนมาคั่นเวลาให้ผมมีทายาทก็เท่านั้นเอง สำหรับผมอรนภาก็แค่แม่พันธุ์อุ้มบุญที่ซื้อมาด้วยเงิน เธอไม่มีความหมายอะไรกับชีวิตผมเลยแม้แต่นิดเดียว"
คำว่า 'แม่พันธุ์' ที่เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเฉยชา มันดังก้องอยู่ในหัวของอรนภาจนเกิดเสียงอื้ออึง เธอไม่ได้โกรธที่เขาไม่รัก แต่ความเจ็บปวดคือการที่เขาใช้คำจำกัดความที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของเธอลงไปจนไม่เหลือชิ้นดี
"แต่รสไม่สบายใจเลยค่ะรสกลัวว่าวันหนึ่งคุณจะใจอ่อนกับเธอ" รสรินแสร้งทำเสียงสั่นเครือ
"ยิ่งเห็นเธอเจียมตัว รสก็ยิ่งหงุดหงิด เหมือนเธอจะคอยเรียกร้องความสนใจตลอดเวลา"
"เธอไม่มีวันทำได้หรอกครับ" ทศวรรษตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเย็นเยือก
"ผมเกลียดผู้หญิงที่ทำตัวน่าสงสารเพื่อตักตวงผลประโยชน์แบบเธอที่สุด ผมมีคุณอยู่ทั้งคน รสคิดว่าผมจะไปสนใจผู้หญิงที่ไม่มีอะไรดีสักอย่างอย่างอรนภาหรอครับ?"
คำพูดนั้นเป็นเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจของอรนภาจนเหวอะหวะ ความรักที่เธอเคยแอบซ่อนไว้ ความอบอุ่นที่เขาเคยหยิบยื่นให้ที่โรงพยาบาล... ทั้งหมดนั้นมันคืออะไร มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวความสงสารที่เขาแจกจ่ายให้คนไข้ แต่เขากลับมอบความเกลียดชังให้เธออย่างเต็มเปี่ยมเพียงเพราะเธอเข้ามาในฐานะ คนถูกบังคับ
อรนภาไม่สามารถยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นได้อีกต่อไป มือที่ถือแฟ้มสั่นจนทำให้แฟ้มเอกสารหลุดมือร่วงลงกับพื้น เสียงแฟ้มกระแทกพื้นดัง ปัง! ทำให้คนในห้องทำงานชะงัก
ประตูถูกเปิดออกกว้างโดยทศวรรษ เขามองมาที่เธอด้วยสายตาที่แข็งกร้าวราวกับจะฆ่าคนให้ตายข้างหลังเขา รสรินยืนเกาะแขนชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเศร้าสร้อย
"เธอเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่?" ทศวรรษถามเสียงต่ำ เขาก้าวเท้าออกมาจากห้อง ยืนประจันหน้ากับเธอด้วยความโกรธจัด
อรนภาพยายามก้มลงเก็บแฟ้มเอกสารด้วยมือที่สั่นเทา เธออยากจะหนีไปให้พ้นจากตรงนี้ แต่ทศวรรษกลับใช้ปลายเท้าเขี่ยแฟ้มนั้นให้ห่างจากมือเธอ ก่อนจะก้มลงคว้าข้อมือของเธออย่างแรงจนเธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
"ผมถามว่าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่! แอบฟังเรื่องของคนอื่นมันเป็นนิสัยที่น่ารังเกียจ รู้ไว้ด้วยนะอรนภา ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอที่จะเดินพล่านไปมาที่ไหนก็ได้"
"ฉัน... ฉันแค่จะเอาเอกสารมาให้คุณ" อรนภาพยายามเค้นเสียงบอก น้ำตาที่เธอพยายามกักเก็บไว้เริ่มไหลรินลงมาอาบแก้ม
"ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง... ฉันขอโทษ"
รสรินเดินเข้ามาใกล้ แล้วแสร้งทำเป็นใจดี
"โธ่... ทศคะ อย่าดุอ้อนเลยค่ะ เขาอาจจะแค่ไม่รู้กาลเทศะ เห็นไหมคะเขาร้องไห้แล้ว ทศยิ่งพูดแรงแบบนี้เขายิ่งจะได้ใจนะคะ"
รสรินที่ดูเหมือนจะช่วย แต่จริงๆ แล้วคือการราดน้ำมันลงบนกองไฟ อรนภาเงยหน้ามองรสรินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่รสรินกลับส่งยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะมาให้เธอ
ทศวรรษดึงร่างของอรนภาเข้ามาใกล้จนแทบจะชิดอก แววตาของเขาที่มองเธอไม่ได้มีความสงสารแม้แต่นิดเดียว มีเพียงความรังเกียจที่เขาส่งผ่านมาถึงเธอ
"ฟังให้ดีนะอรนภา ต่อไปนี้ถ้าเธอจะเข้าห้องทำงานของผม คุณต้องเคาะประตูและรอจนกว่าผมจะอนุญาต จำไว้ว่าที่ที่เธอควรอยู่คือชั้นล่างของบ้าน ไม่ใช่ที่นี่และเลิกทำน้ำตาเรียกความสงสารเสียที เพราะต่อให้คุณร้องไห้จนกลายเป็นสายเลือด ผมก็ไม่มีวันสงสารผู้หญิงที่เห็นแก่เงิน"
เขาสะบัดแขนเธอออกจนร่างบางเซไปชนกับขอบประตู อรนภารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบดับวูบลงตรงหน้า เธอไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรอีกแล้ว เธอไม่ใช่คนไข้ที่เขาต้องดูแล ไม่ใช่ภรรยาที่เขาต้องใส่ใจ เธอเป็นเพียงแม่พันธุ์ที่รอคอยวันหมดประโยชน์
"ค่ะ...ฉันจะจำไว้" อรนภาตอบด้วยเสียงที่ไร้ความรู้สึก เธอหันหลังเดินกลับลงบันไดไป โดยไม่ได้หันกลับไปมองแววตาของทศวรรษอีกเลย
ในวินาทีนั้นเอง อรนภาก็เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าความรักที่เธอมอบให้เขาเป็นเรื่องที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต สิ่งที่เธอเคยคิดว่าเป็น 'เทพบุตร' แท้จริงแล้วเป็นเพียงซาตานที่ซ่อนใบหน้าอันแสนดีไว้เพื่อรอคอยที่จะเหยียบย่ำเธอให้จมดิน ความหวังที่จะเห็นเขาใจอ่อนในวันข้างหน้าดับสูญไปหมดสิ้น คงเหลือไว้เพียงแต่การนับถอยหลังของวันเวลาที่เธอต้องอยู่ในที่แห่งนี้... เพื่อลูกที่จะเกิดมา และเพื่อหนี้สินที่เธอต้องใช้ชดใช้ด้วยชีวิต
รสรินที่ยืนมองตามหลังเธอไปกระซิบข้างหูทศวรรษด้วยความพอใจ
"เห็นไหมคะทศ...รสดูมารยาหญิงออกค่ะเรียกร้องให้คุณเห็นใจ พยายามเข้าใกล้คุณ น่าสงสารนะคะที่เขาต้องพยายามทำตัวให้คุณสนใจด้วยวิธีสกปรกแบบนี้"
ทศวรรษไม่ตอบอะไร เขาเพียงแค่มองตามร่างของอรนภาไปด้วยแววตาที่สั่นไหวเพียงชั่ววูบ ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเหมือนเดิม เขาไม่รู้หรอกว่าในวินาทีที่เขาสะบัดมือเธอออกนั้น หัวใจของเธอก็ได้ตายจากเขาไปแล้วเช่นกัน
