บทที่ 6 วิวาห์ตีตรา
เสียงรองเท้าส้นเตี้ยกระทบพื้นกระเบื้องดังเป็นจังหวะ ก่อนจะหยุดลงหน้าห้องพักชั้นล่างสุดของบ้าน
อรนภากำลังนั่งจัดดอกมะลิใส่แจกันเล็ก ๆ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ช่วยให้จิตใจที่ว้าวุ่นมาตลอดเช้าสงบลงได้เพียงชั่วคราว เธอพยายามจดจ่ออยู่กับการเรียงก้านดอกไม้ทีละดอก ราวกับหากมือยังขยับต่อไป ความคิดฟุ้งซ่านก็จะไม่ทันไล่ตาม
แต่ทันทีที่ประตูถูกเปิดเข้ามาโดยไม่มีเสียงเคาะ มือของเธอก็หยุดชะงัก
แม่บ้านวัยกลางคนเดินถือกล่องกระดาษใบใหญ่เข้ามา สีหน้าของอีกฝ่ายเรียบเฉยจนเกือบเย็นชา กล่องนั้นถูกวางลงบนโต๊ะไม้เก่าตรงหน้าเธอด้วยแรงพอสมควร
ตุบ
แรงกระแทกทำให้ดอกมะลิในมืออรนภาสั่น ก้านเล็ก ๆ เสียดสีกันจนเกิดเสียงแผ่วเบา เธอเงยหน้าขึ้นมองแม่บ้านด้วยความสงสัยปนระแวง หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะโดยไม่รู้สาเหตุ
“อะไรเหรอคะ?”
“ของคุณค่ะ”
“ของฉันหรอคะ”
“ค่ะ”
แม่บ้านตอบสั้น ๆ แล้วกอดอก ท่าทางเหมือนต้องการทำหน้าที่ให้เสร็จโดยเร็ว ไม่ได้มีความสนใจว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร
อรนภาขมวดคิ้ว เธอพยายามนึกว่าตัวเองเคยสั่งของอะไรไว้หรือไม่ แต่ไม่ว่าจะคิดเท่าไรก็ไม่มีคำตอบ เธอไม่เคยมีเงินมากพอจะซื้อของฟุ่มเฟือย และยิ่งไม่เคยมีใครส่งของมาให้ถึงห้องพักแห่งนี้
“ใครส่งมาให้คะ?”
“คุณหญิงค่ะ”
เพียงสองคำ ความสงสัยในใจของอรนภาก็ถูกแทนที่ด้วยความหวาดหวั่นทันที
ชื่อของคุณหญิงไม่เคยนำพาเรื่องดีมาให้เธอเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่ได้ยิน เธอมักรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังจะถูกพรากไปจากชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเวลาพักผ่อน ความสงบ หรือศักดิ์ศรีเล็ก ๆ ที่เธอพยายามรักษาไว้
แม่บ้านมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังแจ้งกำหนดทำความสะอาดบ้าน
“คุณหญิงให้บอกว่า อีกสามวันจะมีพิธีแต่งงาน”
มือที่กำลังจับก้านดอกมะลิอยู่แข็งค้าง
อรนภาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมันกำลังพยายามเตือนว่า สิ่งที่ได้ยินไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่สมองของเธอกลับปฏิเสธที่จะรับรู้ เธอจ้องหน้าแม่บ้านนิ่ง ๆ หวังว่าอีกฝ่ายจะหัวเราะแล้วบอกว่าเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด
“แต่งงาน?”
เสียงของเธอเบากว่าที่ตั้งใจ และแหบพร่าจนแทบไม่เหมือนเสียงตัวเอง
“ค่ะ คุณกับคุณทศ”
ชื่อของทศวรรษทำให้ความรู้สึกชาวาบแล่นจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงหัวใจ ภาพใบหน้าเย็นชาและแววตารังเกียจของเขาผุดขึ้นในความคิดทันที เธอรู้ดีว่าเขาไม่เคยต้องการแต่งงานกับเธอ และเธอเองก็ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะถูกผลักให้เดินไปถึงจุดนั้นอย่างกะทันหัน
“อีกสามวันเลยเหรอคะ?”
เธอถามซ้ำ ทั้งที่ได้ยินชัดเจนแล้ว เพียงแต่ยังไม่อาจยอมรับได้
“คุณหญิงบอกให้เตรียมตัวให้พร้อมค่ะ”
“แต่…”
คำพูดติดอยู่ในลำคอ ความรู้สึกหลายอย่างปะทะกันจนเธอไม่รู้ว่าจะเริ่มถามจากตรงไหนก่อน ทั้งตกใจ สับสน หวาดกลัว และเจ็บปวดจนเหมือนมีมือมาบีบแน่นอยู่กลางอก
เรื่องแต่งงานไม่ควรถูกกำหนดขึ้นภายในสามวัน ไม่ควรถูกแจ้งด้วยน้ำเสียงเฉยชา และไม่ควรเกิดขึ้นโดยที่คนสองคนซึ่งต้องใช้ชีวิตร่วมกันไม่มีโอกาสแม้แต่จะพูดคุยกัน
แต่ดูเหมือนสำหรับคนในบ้านหลังนี้ ชีวิตของเธอคงไม่ได้มีค่าพอให้ใครเสียเวลาถามความสมัครใจ
สายตาของอรนภาเลื่อนลงไปยังกล่องกระดาษตรงหน้า เธอรู้สึกไม่อยากเปิดมันขึ้นมาเลย เพราะลึก ๆ แล้วมีลางสังหรณ์ว่าของข้างในคงสะท้อนความสำคัญของเธอได้อย่างชัดเจน
“แล้วนี่…”
“ชุดค่ะ”
แม่บ้านเปิดกล่องให้โดยไม่รออนุญาต
ผ้าสีขาวถูกพับวางอยู่ข้างในอย่างลวก ๆ อรนภามองมันด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ก่อนความผิดหวังจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
มันเป็นชุดเดรสสีขาวธรรมดา เนื้อผ้าแข็งและบาง ไม่มีลูกไม้ ไม่มีงานปัก ไม่มีรายละเอียดใดที่จะทำให้มันดูเหมือนชุดเจ้าสาวเลยแม้แต่น้อย ชุดนั้นดูราวกับถูกเลือกมาเพียงเพื่อให้เธอมีอะไรสวมเข้าพิธี ไม่ใช่เพื่อให้เธอรู้สึกว่าเป็นเจ้าสาว
อรนภาเม้มริมฝีปาก ความฝันเล็ก ๆ ที่เธอเคยเก็บซ่อนไว้ในใจถูกเหยียบย่ำอย่างเงียบ ๆ
แม่บ้านหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“คุณหญิงบอกว่าเอาไว้ใส่เข้าพิธีค่ะ”
“ค่ะ…”
เธอตอบรับทั้งที่ลำคอเริ่มตีบตัน ไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นว่าคำพูดนั้นทำให้เธอเจ็บ
“ก็ใส่ไปเถอะค่ะ งานไม่ได้จัดใหญ่โตอะไรอยู่แล้ว”
แม่บ้านเว้นจังหวะ มองชุดในกล่องแล้วมองเธอด้วยสายตาประเมิน ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่เจือความดูถูกอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“ยังไงก็แค่แต่งกันตามเรื่อง”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของอรนภากระตุกวูบ ความอับอายแล่นขึ้นมาร้อนผ่าวถึงใบหน้า เธออยากเถียง อยากถามว่าการแต่งงานของเธอเป็นเรื่องน่าขันตรงไหน แต่ความกลัวว่าจะถูกมองว่าเรื่องมากทำให้คำพูดทั้งหมดจมหายลงไปในอก
เธอก้มลงมองชุดสีขาวอีกครั้ง
มันควรเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งยิ้ม ควรเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่สำหรับเธอชุดนี้กลับเหมือนผ้าผืนหนึ่งที่ถูกส่งมาเพื่อย้ำว่า เธอไม่มีสิทธิ์ได้รับสิ่งดี ๆ แม้แต่ในวันที่ควรเป็นวันสำคัญที่สุดของชีวิต
อรนภายื่นมือไปแตะเนื้อผ้าเบา ๆ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความหยาบกระด้างจนเธอต้องรีบชักมือกลับ ความรู้สึกผิดหวังนั้นไม่ได้เกิดจากราคา หากเกิดจากการที่ไม่มีใครคิดจะใส่ใจเธอเลย
“ถ้าไม่พอดีล่ะคะ?”
เธอถามด้วยเสียงแผ่ว พยายามรักษาน้ำเสียงให้สุภาพแม้ข้างในจะเริ่มสั่นไหวแม่บ้านยักไหล่อย่างไม่ยี่หร่ะ
“ก็แก้เอาเองสิคะ”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้งให้อยู่กับเรื่องทั้งหมดเพียงลำพัง แม้แต่เรื่องชุดแต่งงานก็ยังไม่มีใครคิดจะช่วยจัดการให้ พูดจบแม่บ้านก็หมุนตัวเดินออกไปทันที
อรนภาไม่ได้รั้งไว้ เธอไม่มีแรงพอจะอธิบายว่าคำพูดเหล่านั้นทำร้ายจิตใจเพียงใด และไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะสนใจฟังหรือไม่
ประตูปิดลงช้า ๆ
ห้องทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง แต่ความเงียบคราวนี้ไม่ได้ทำให้เธอสงบ มันกลับเปิดพื้นที่ให้ความกลัวและความเจ็บปวดขยายตัวจนเต็มอก
เธอยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น ตรงหน้าคือแจกันดอกมะลิที่จัดค้างไว้ และข้างกันคือชุดเจ้าสาวสีขาวราคาถูกที่ถูกโยนใส่กล่องมาอย่างไม่ใส่ใจ
อรนภามองมันอยู่นาน ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว แต่เธอพยายามกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมาก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นแห้งแล้งและสั่นพร่า ไม่ได้เกิดจากความขบขัน แต่เกิดจากความสิ้นหวัง เธอไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือโกรธดี ไม่รู้ว่าควรต่อสู้กับเรื่องนี้อย่างไร ในเมื่อคนที่มีอำนาจตัดสินใจทั้งหมดไม่เคยคิดจะถามเธอเลย
สามวันอีกสามวันเธอจะต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เคยอยากแต่งงานกับเธอ
และสิ่งที่เธอได้รับแทนคำว่าเจ้าสาวคือชุดราคาถูกหนึ่งชุด กับคำสั่งให้เตรียมตัว
เธอเคยคิดว่าหากวันหนึ่งได้สวมชุดสีขาว เธอคงมีความสุข อย่างน้อยก็คงได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่กับคนที่เลือกเธอด้วยหัวใจ
แต่ความฝันนั้นไม่เคยมีที่ยืนในชีวิตของเธอ
แม้แต่ความฝันเล็ก ๆ ที่อยากสวมชุดสวยในวันแต่งงาน เธอก็ยังไม่มีสิทธิ์เลือก
ทว่า เสียงประตูดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้แรงจนบานประตูสั่น อรนภาสะดุ้งสุดตัว ความกลัวที่เพิ่งกดเอาไว้เมื่อครู่พุ่งกลับขึ้นมาในทันที เธอหันไปมองด้วยหัวใจที่เต้นแรง และเมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงเดินเข้ามา ความหวาดหวั่นก็เปลี่ยนเป็นความเกร็งจนไหล่แข็ง
ทศวรรษยังอยู่ในชุดเดิมจากเมื่อคืน เสื้อเชิ้ตสีเข้มยับเล็กน้อย ปลายแขนเสื้อถูกพับขึ้นถึงข้อศอก กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ติดอยู่กับลมหายใจ ใบหน้าของเขาดูเหนื่อยล้า แต่แววตายังคงแข็งกร้าวเหมือนเดิม
เขาหยุดอยู่กลางห้อง สายตาคมกริบเหลือบมองกล่องบนโต๊ะ แล้วเลื่อนมามองเธอ
อรนภารู้สึกเหมือนถูกจับได้ว่ากำลังอ่อนแอ เธอรีบเช็ดหางตาอย่างแนบเนียนและพยายามตั้งสีหน้าให้เป็นปกติ แม้มือที่วางอยู่บนตักจะกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
“รู้แล้วใช่ไหม?”
เธอไม่ตอบทันที ความเงียบของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกกดดันให้ยอมรับความผิดบางอย่าง
“เรื่องแต่งงานน่ะ”
อรนภาพยักหน้า
“ค่ะ”
ทศวรรษหัวเราะหึ ๆ เสียงนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจมากกว่าความขบขัน
“เร็วดีนะ”
“คือ ฉันก็เพิ่งรู้ค่ะ”
เธอตอบตามความจริง แต่เขากลับมองเธอเหมือนไม่เชื่อ ความรู้สึกน้อยใจแล่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เธอไม่เข้าใจว่าตัวเองต้องทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของทุกเรื่อง
“แล้ว?”
“แล้วอะไรคะ?”
“เธอคิดจะทำยังไง?”
คำถามนั้นทำให้อรนภารู้สึกทั้งเจ็บและขมขื่น เขาเป็นคนที่ควรตอบคำถามนี้มากที่สุด แต่กลับโยนภาระมาให้เธอราวกับเธอเป็นคนวางแผนเรื่องแต่งงานทั้งหมด
“คุณไม่อยากแต่งเหรอคะ?”
“ถามจริง? ไม่รู้หรือแกล้งโง่”
น้ำเสียงประชดประชันของเขาทำให้เธอเงียบลงทันที ความกล้าที่รวบรวมไว้เมื่อครู่หดหายไป เหลือเพียงความรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ผิดที่ผิดเวลา
ทศวรรษเดินเข้ามาใกล้โต๊ะ ก่อนใช้นิ้วแตะขอบกล่องเบา ๆ
“เธอเห็นนี่แล้วไม่รู้คำตอบอีกเหรอ?”
“ฉันไม่ได้เป็นคนเลือกค่ะ”
เธอพยายามอธิบาย แม้รู้ดีว่าเขาอาจไม่ต้องการฟัง
“แต่เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธ”
คำพูดนั้นทำให้ความอดทนของเธอสั่นคลอน อรนภาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาและความโกรธที่กำลังตีขึ้นมา
“แล้วฉันปฏิเสธได้ยังไง?”
ประโยคหลุดออกไปเร็วกว่าที่คิด น้ำเสียงของเธอสั่นแต่แฝงความอัดอั้นที่เก็บมานานทำเอาทศวรรษชะงักไปเสี้ยววินาที
อรนภาเห็นแววลังเลในดวงตาเขา แต่เขารีบซ่อนมันไว้ใต้สีหน้าแข็งกระด้าง
“อย่ามาทำเป็นน่าสงสาร”
คำพูดนั้นทำให้ความเจ็บปวดในอกเธอหนักขึ้น เธอไม่ได้ต้องการให้ใครสงสาร เพียงต้องการให้เขาเข้าใจว่าเธอเองก็ไม่มีทางเลือก
“ฉันไม่ได้ทำนะ”
“แล้วจะให้ฉันคิดว่ายังไง?”
เขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ระยะห่างที่ลดลงทำให้อรนภารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เธอถอยหลังโดยไม่รู้ตัว จนแผ่นหลังเกือบชนขอบโต๊ะ
“คุณทศ…”
เสียงเรียกของเธอเบาลงอย่างห้ามไม่ได้ ทั้งหวาดกลัวและพยายามขอให้เขาหยุดกดดันเธอ
“เธอรู้อยู่แล้วว่าฉันเกลียดเรื่องนี้”
“ค่ะ”
“รู้ว่าฉันไม่อยากแต่ง”
“ค่ะ”
ทุกคำตอบของเธอทำให้หัวใจยิ่งหนัก เธอรู้ว่าเขาเกลียดการแต่งงาน แต่เธอก็ไม่ได้ต้องการมันเช่นกัน เพียงแต่ไม่มีใครยอมรับความรู้สึกของเธอ
“แล้วเธอยังจะยืนอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ อีก?”
อรนภามองหน้าเขา ดวงตาสั่นไหวจากความกดดัน แต่เธอยังพยายามไม่หลบสายตา เพราะไม่อยากให้เขาคิดว่าเธอกำลังยอมรับความผิด
“แล้วฉันควรทำอะไรคะ?”
คำถามนั้นทำให้ทศวรรษนิ่งไปอรนภากลืนน้ำลายลงคอ ความกลัวทำให้ลำคอแห้งผาก แต่เธอฝืนพูดต่อ เพราะหากไม่พูดตอนนี้ เธอคงไม่มีโอกาสได้ปกป้องตัวเองอีก
“ถ้าคุณไม่อยากแต่ง คุณก็ไปบอกคุณหญิงสิคะ”
“เธอคิดว่าฉันยังไม่บอกหรือไง?”
“แล้วคุณหญิงว่าอะไร?”
“โถ่เว้ย! น่าหงุดหงิดชะมัด.”
คำตอบนั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกผลักออกจากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเอง อรนภาก้มหน้าลงชั่วครู่ ก่อนเงยขึ้นอีกครั้งด้วยความเหนื่อยล้า
“งั้นฉันก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร”
ทศวรรษจ้องหน้าเธอ ความหงุดหงิดในแววตาเขาชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
เขาไม่ได้โกรธเพราะคำตอบของเธอเพียงอย่างเดียว แต่โกรธเพราะรู้ว่าเธอพูดถูก เขาเองก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของมารดาได้ และความจริงนั้นทำให้เขารู้สึกเสียอำนาจจนต้องระบายความคับข้องใจกับคนที่อ่อนแอกว่า
“งั้นก็แต่งๆ ไปเถอะ”
เขาพูดในที่สุดอรนภานิ่งไป หัวใจเหมือนถูกกระชากให้ตกลงไปในความว่างเปล่า
“อะไรนะคะ?”
“แม่ฉันอยากให้แต่ง ก็แต่ง”
น้ำเสียงของเขาเย็นชา ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องของคนอื่น
“แต่จำเอาไว้ ฉันไม่ได้แต่งเพราะอยากได้เธอเป็นเมีย”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของอรนภาบีบรัดจนเจ็บ เธอรู้ว่าเขาไม่ต้องการเธอ แต่การได้ยินออกมาตรง ๆ ก็ยังทำให้ความหวังเล็ก ๆ ที่ไม่เคยยอมรับว่ามีอยู่พังลงอย่างเงียบ ๆ
“เรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้วค่ะ คุณไม่ต้องย้ำเพื่อตอกย้ำฉันหรอกนะคะ”
เธอตอบเบา ๆ พยายามไม่ให้เสียงสั่นจนเขาจับได้ว่าเธอเจ็บแค่ไหน
“รู้ก็ดี”
เขากวาดตามองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนหยุดที่ชุดสีขาวในกล่อง
อรนภารู้สึกเหมือนสายตานั้นกำลังประเมินคุณค่าของเธอ และคำตอบที่เห็นคงไม่ต่างจากชุดราคาถูกตรงหน้า
“ชุดนั่นก็เหมาะกับเธอดี”
เธอมองตามสายตาของเขา ความอับอายและความเจ็บปวดผสมกันจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ
“…”
ทศวรรษยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่นอยู่เลย
“เหมาะกับงานที่ไม่มีใครเต็มใจมาร่วมไง”
คำพูดนั้นเบา แต่กลับหนักจนเหมือนถูกโยนลงกลางอก อรนภารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าโดยไม่มีสิทธิ์โต้ตอบ น้ำตาร้อนผ่าวขึ้นมาที่ขอบตา แต่เธอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นมันไว้
เธอกำมือจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเจ็บเล็ก ๆ ที่ฝ่ามือช่วยให้เธอยังควบคุมตัวเองได้
เธออยากเถียง อยากบอกเขาว่าเธอเองก็ไม่ได้อยากให้เรื่องทั้งหมดเป็นแบบนี้ อยากบอกว่าคนที่ถูกลากเข้ามาในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เขา
แต่เธอกลัวว่าหากพูดออกไป น้ำเสียงจะสั่นจนกลายเป็นการร้องไห้ต่อหน้าเขาสุดท้ายสิ่งที่ออกจากปากมีเพียงประโยคเดียว
“ถ้าคุณเกลียดฉันขนาดนั้น… ก็ไม่ต้องมองก็ได้ค่ะ”
ทศวรรษชะงักงัน อรนภาสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ แม้หน้าอกจะสั่นจนควบคุมแทบไม่ได้ เธอรู้ว่าตัวเองกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด แต่ก็ไม่อยากถอยกลับไปเป็นคนที่เอาแต่ก้มหน้ารับคำพูดของเขาอีก
“ฉันไม่ได้ขอให้คุณรัก”
เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แต่ยังคงพยายามพูดให้จบ
“แค่ขอให้ต่างคนต่างอยู่ก็พอ”
เขาจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง ความเงียบระหว่างทั้งคู่ทำให้เธอได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองชัดเจน เธอไม่รู้ว่าเขาจะตอบอย่างไร และไม่แน่ใจว่าตัวเองจะรับคำพูดร้ายกาจได้อีกกี่ประโยคก่อนเขาจะหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา
“เธอนี่เก่งนะ”
คำพูดนั้นทำให้ความกล้าที่เพิ่งรวบรวมไว้สั่นคลอนอีกครั้ง
“…”
“พูดเหมือนตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมด”
อรนภาเงยหน้าขึ้น ความเจ็บปวดในดวงตาถูกแทนที่ด้วยความน้อยใจและความโกรธที่ไม่อาจกดไว้ได้อีก
“ฉันไม่ได้บอกว่าฉันไม่มีส่วน”
“งั้นก็อย่าทำเหมือนตัวเองเป็นเหยื่อสิ”
คำพูดนั้นแทงเข้ามาตรง ๆ จนเธอรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้รับผิดในสิ่งที่ไม่ได้เลือกอรนภาเงียบไป ไม่ใช่เพราะยอมรับ แต่เพราะรู้ว่าการโต้เถียงต่อไปคงไม่ทำให้เขาเข้าใจ เธอจึงได้แต่ก้มหน้าซ่อนดวงตาที่เริ่มแดงก่ำ
ทศวรรษเดินผ่านเธอไป ก่อนหยุดอยู่หน้าประตู
มือของเขาจับลูกบิดไว้ แต่ก่อนจะเปิดออก เขาพูดขึ้นโดยไม่ได้หันกลับมา
“สามวัน”
อรนภามองแผ่นหลังกว้างนั้น ความรู้สึกหวาดกลัวค่อย ๆ กลับมาเกาะกุมหัวใจอีกครั้ง
“เตรียมตัวให้พร้อม”
เขาหันกลับมาเพียงเล็กน้อย
“เพราะหลังจากวันนั้น เธอจะได้รู้ว่าการแต่งงานกับฉันมันไม่ได้ทำให้ชีวิตเธอดีขึ้นหรอก”
ประตูถูกปิดลงคราวนี้ไม่มีเสียงกระแทก แต่ความเงียบหลังจากนั้นกลับหนักกว่าเดิม ราวกับคำพูดของเขายังคงค้างอยู่ในห้องและกดทับเธอไว้ไม่ให้หายใจ
อรนภายืนอยู่กลางห้องเพียงลำพัง ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนต้องใช้มือยันขอบโต๊ะ เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แต่ทุกครั้งที่หายใจ ความเจ็บในอกกลับยิ่งชัดขึ้น
สายตาของเธอค่อย ๆ เลื่อนไปยังชุดสีขาวในกล่อง
มือเรียวเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมา นิ้วของเธอสั่นเล็กน้อยขณะคลี่ผ้าออก เนื้อผ้าหยาบกระด้างเสียดผ่านปลายนิ้ว ทำให้เธอนึกถึงคำพูดของทศวรรษซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เธอสูดลมหายใจลึก พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังเอ่อขึ้นมา แต่ครั้งนี้มันยากกว่าทุกครั้ง ความเจ็บปวดที่สะสมมานานกำลังไหลย้อนกลับมาพร้อมกัน ทั้งความรู้สึกไร้ค่า ความโดดเดี่ยว และความกลัวต่ออนาคตที่ไม่มีทางเลือก
ในที่สุดน้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลลงมาตามแก้ม
อรนภากอดชุดนั้นไว้กับอก ไม่ใช่เพราะมันมีค่า แต่เพราะอย่างน้อย สิ่งนี้ก็คือหลักฐานว่าอีกสามวันข้างหน้า เธอจะต้องเดินเข้าไปในพิธีแต่งงานจริง ๆ
งานแต่งงานที่ไม่มีความรัก
ไม่มีความยินดี
และไม่มีแม้แต่สิทธิ์ให้เธอเลือกว่าจะเดินเข้าไปหรือไม่
สำหรับคนอื่น ชุดสีขาวอาจหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตคู่ อาจหมายถึงความหวังและคำสัญญาว่าจะมีใครสักคนอยู่เคียงข้าง
แต่สำหรับอรนภามันคือเครื่องหมายของการถูกตีตรา
เป็นหลักฐานว่าเธอกำลังถูกส่งมอบให้กับผู้ชายที่ไม่ต้องการเธอ และเป็นคำเตือนว่าตั้งแต่วินาทีที่เธอสวมมัน เธออาจไม่มีวันกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก
