บทที่ 7 พิธีแต่งงานที่ไร้รอยยิ้ม
ห้องจัดพิธีขนาดเล็กภายในคฤหาสน์ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายตามคำสั่งของคุณหญิงมณฑา ซุ้มดอกไม้สีขาวถูกจัดวางไว้ด้านหน้าอย่างพอเป็นพิธี เก้าอี้สำหรับแขกถูกเรียงไว้เพียงไม่กี่แถว และไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่านี่คือวันแต่งงานของคนสองคนที่กำลังจะเริ่มต้นชีวิตคู่ร่วมกัน ทุกอย่างดูเงียบงันและเป็นทางการราวกับการจัดพิธีเพื่อให้เอกสารบางอย่างถูกต้องตามกฎหมายมากกว่าจะเป็นงานมงคลของคนในครอบครัว
ไม่มีแขกฝ่ายเจ้าสาว ไม่มีเพื่อนสนิทของอรนภา ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเสียงหัวเราะหรือคำอวยพรอย่างที่ควรจะมีในงานแต่งงาน มีเพียงญาติสนิทไม่กี่คนของฝ่ายชายกับคนรับใช้ที่ถูกเรียกมานั่งเป็นสักขีพยาน บรรยากาศทั้งหมดจึงเต็มไปด้วยความอึดอัดจนแม้แต่เสียงขยับเก้าอี้เบา ๆ ยังฟังชัดกว่าปกติ
อรนภาก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดเดรสสีขาวตัวเดิมที่เธอได้รับจากแม่บ้านเมื่อไม่กี่วันก่อน ชุดราคาถูกไม่ได้มีความงดงามอะไรเลยเมื่อเทียบกับชุดเจ้าสาวที่เธอเคยเห็นตามร้านหรือในนิตยสาร แต่เมื่อมันอยู่บนเรือนร่างของเธอ กลับไม่ได้ทำให้เธอดูด้อยค่าอย่างที่ใครบางคนตั้งใจ ตรงกันข้าม ใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงบางเบากลับยิ่งขับให้ดวงตาของเธอดูเศร้าจนคนมองรู้สึกสะเทือนใจ ผมยาวถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อยและมีดอกไม้สีขาวเล็ก ๆ ประดับอยู่ข้างใบหู เธอดูเหมือนเจ้าสาวที่สวยงามคนหนึ่ง เพียงแต่ไม่มีความสุขอยู่ในแววตาเลยแม้แต่น้อย
เธอเดินไปหยุดอยู่หน้าซุ้มดอกไม้ตามที่คนจัดพิธีบอก มือทั้งสองข้างประสานกันอยู่ตรงหน้าท้อง ขณะที่สายตากวาดมองไปรอบห้องอย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครมองเธอด้วยสายตาของคนที่กำลังแสดงความยินดี ไม่มีใครเข้ามาจับมือ ไม่มีใครกระซิบชมว่าเธอสวยแค่ไหน มีเพียงสายตาหลากหลายคู่ที่มองมาอย่างเงียบ ๆ บางคนสงสาร บางคนอยากรู้อยากเห็น และบางคนก็แทบไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าวันนี้เธอกำลังถูกผลักให้เข้าสู่ชีวิตแบบไหน
อรนภาก้มมองมือของตัวเองแล้วสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ พยายามบอกตัวเองว่าอย่างน้อยวันนี้ก็ต้องผ่านไปให้ได้ ไม่ว่าหลังจากนี้ชีวิตจะเป็นอย่างไร เธอไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว
เสียงฝีเท้าดังมาจากทางด้านหลังทำให้คนในห้องเริ่มหันไปมองพร้อมกัน
ทศวรรษเดินเข้ามาในชุดสูทสีเข้มที่ตัดเย็บพอดีตัว ร่างสูงสง่าของเขาดูโดดเด่นท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่ายของงาน ใบหน้าคมคายที่ปกติก็ดูเข้าถึงยากอยู่แล้ว วันนี้กลับยิ่งแข็งกระด้างจนไม่มีใครกล้าเข้าไปทัก ดวงตาของเขากวาดมองไปข้างหน้าเพียงครั้งเดียว ก่อนจะหยุดอยู่ที่คนทำพิธีโดยไม่ได้สนใจเจ้าสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลแม้แต่น้อย
อรนภามองเขาอยู่เงียบๆ วันนี้เป็นวันที่เธอกับเขาควรจะมองหน้ากันมากที่สุด แต่ตั้งแต่เขาเดินเข้ามา เขากลับไม่แม้แต่จะชายตามองเธอ
ความรู้สึกบางอย่างจุกขึ้นมาในอก เธอพยายามปลอบตัวเองว่าอย่าคาดหวัง เพราะผู้ชายคนนี้ไม่เคยปิดบังอยู่แล้วว่าเขาไม่ต้องการแต่งงานกับเธอ แต่ถึงจะเตรียมใจไว้มากแค่ไหน การถูกเมินอย่างสิ้นเชิงในวันแต่งงานของตัวเองก็ยังเจ็บอยู่ดี
เมื่อผู้ทำพิธีเริ่มกล่าวตามขั้นตอน ทศวรรษยืนอยู่ข้างเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาแทบไม่ขยับตัวและไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมาเลย จนกระทั่งถึงขั้นตอนแลกแหวนแต่งงาน ผู้ทำพิธียื่นกล่องแหวนให้เขา ทศวรรษรับมาเปิดออกแล้วหยิบแหวนเงินวงเรียบขึ้นมาเขาไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำเดียว
มือหนายื่นไปจับมือของอรนภาแล้วดึงเข้าหาตัวเองอย่างรวดเร็ว นิ้วของเขาเย็นและแรงจนเธอเผลอเกร็ง แต่ก็ไม่ได้กล้าดึงมือกลับ เขาสวมแหวนลงบนนิ้วนางของเธออย่างลวก ๆ ราวกับต้องการทำให้ขั้นตอนนี้จบลงโดยเร็วที่สุด ขอบแหวนกดลงบนผิวจนเธอรู้สึกเจ็บเล็กน้อย แต่สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บยิ่งกว่าคือสีหน้าของคนตรงหน้า
ไม่มีความอ่อนโยน ไม่มีความยินดี และไม่มีแม้แต่ความรู้สึกของคนที่กำลังสวมแหวนให้ผู้หญิงซึ่งจะกลายเป็นภรรยาของตัวเอง
อรนภาเงยหน้าขึ้นมองเขาโดยไม่ตั้งใจ สายตาของทั้งคู่สบกันเพียงครู่เดียว และสิ่งที่เธอเห็นในดวงตาคู่นั้นก็ยังคงเป็นความเย็นชาเช่นเดิมทศวรรษปล่อยมือเธอทันที
เมื่อถึงเวลาที่เจ้าสาวต้องสวมแหวนให้เจ้าบ่าว ผู้ทำพิธียื่นแหวนอีกวงให้อรนภา เธอรับมันมาอย่างมือสั่นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มตรงหน้า แต่ทศวรรษกลับพูดขึ้นทันที
“ไม่ต้อง”
อรนภาชะงัก
“คะ?”
“ฉันไม่ใส่”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบจนเหมือนกำลังปฏิเสธของธรรมดาชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่แหวนแต่งงานที่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะสวมให้สามีของตัวเอง
คนในห้องเงียบลงกว่าเดิม อรนภารู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่มองมา แต่เธอไม่อยากแสดงความอับอายให้ใครเห็น จึงค่อย ๆ ลดมือลงและส่งแหวนคืนให้ผู้ทำพิธี
“ค่ะ”
เธอตอบเพียงเท่านั้นความจุกมันตื้นไหลขึ้นมาที่กลางอกทำเอาเธอพูดอะไรไม่ออก
พิธีดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีการจุมพิต ไม่มีคำพูดหวานซึ้ง และไม่มีช่วงเวลาที่ทั้งสองคนจะหันมามองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม ทุกอย่างถูกทำให้เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการราวกับทั้งสองกำลังเซ็นสัญญาทางธุรกิจมากกว่ากำลังแต่งงาน
เมื่อผู้ทำพิธีกล่าวว่าทั้งสองได้กลายเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เสียงปรบมือเบา ๆ ดังขึ้นจากคนในห้องเพียงไม่กี่คน ก่อนจะเงียบลงแทบจะทันที
อรนภาก้มมองแหวนเงินบนนิ้วตัวเอง มันเป็นเพียงแหวนวงเรียบ ๆ ไม่มีเพชร ไม่มีลวดลายสวยงาม แต่กลับหนักราวกับมีบางอย่างถูกผูกติดอยู่กับนิ้วของเธออย่างถาวร
เธอคิดว่าตัวเองควรรู้สึกดีใจ อย่างน้อยวันนี้เธอก็กลายเป็นภรรยาของเขาแล้ว แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เธอไม่ได้รู้สึกเหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่รู้สึกมีเพียงความว่างเปล่าและความรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกขังอยู่ในสถานะที่ไม่มีทางหลีกหนี
อีกด้านหนึ่งของห้อง รสรินยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น สีหน้าของเธอไม่ได้แสดงความยินดีเลยสักนิด แม้จะไม่พอใจที่คุณหญิงมณฑาบังคับให้ทศวรรษแต่งงานกับอรนภา แต่เมื่อเห็นสีหน้าของชายหนุ่มตลอดพิธี ความขุ่นเคืองในใจก็ลดลงไปมาก
ทะเบียนสมรสอาจทำให้ผู้หญิงตรงนั้นกลายเป็นภรรยาของทศวรรษตามกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะได้หัวใจของเขาไปด้วย
เมื่อพิธีจบลง รสรินจึงเดินตรงเข้าไปหาทศวรรษอย่างไม่สนใจสายตาของคนอื่น เธอหยุดอยู่ตรงหน้าเขาแล้วเอื้อมมือไปจัดปกเสื้อสูทให้เบา ๆ ท่าทีสนิทสนมเกินกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นเพียงน้องสาวหรือคนรู้จัก
“เหนื่อยไหมคะพี่ทศ?”
ทศวรรษมองเธอ สีหน้าที่เคยแข็งกระด้างตลอดพิธีคลายลงเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
“นิดหน่อย”
รสรินยิ้มบาง ๆ พลางจัดปกเสื้อให้เขาอีกครั้ง
“รสเห็นแล้วก็เหนื่อยแทนเลยค่ะ”
“ทำไม?”
“ก็ดูน่าเบื่อจะตาย”
เธอพูดเหมือนกำลังบ่นเรื่องงานเลี้ยงที่ไม่น่าสนใจ ก่อนเหลือบมองอรนภาที่กำลังยืนอยู่คนเดียวตรงซุ้มดอกไม้
“รสยังนึกเลยว่าพี่ทศทนยืนอยู่จนจบได้ยังไง”
อรนภาได้ยินทุกคำเธอพยายามทำเหมือนไม่สนใจ แต่ปลายนิ้วกลับกำกระโปรงแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ทศวรรษไม่ได้ห้ามรสริน และไม่ได้ถอยออกจากสัมผัสของเธอ เขากลับปล่อยให้หญิงสาวจัดเสื้อให้ตามใจชอบ ก่อนจะปรายตามองไปยังอรนภา สายตาของเขาเย็นชาเช่นเดิม
“อดทนหน่อยก็แล้วกันรส”
รสรินเงยหน้ามองเขา
“อดทนเรื่องอะไรคะ?”
ทศวรรษเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงต่ำ
“อีกไม่นานมันก็จบ”
รอยยิ้มของรสรินค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“รสจะรอนะคะ”
คำพูดนั้นไม่ได้ดังมาก แต่ในห้องที่เงียบจนแทบไม่มีเสียงอื่น อรนภากลับได้ยินมันชัดเจนทุกคำเธอก้มหน้าลงมองแหวนบนมืออีกครั้ง
เพิ่งแต่งงานกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่คนละโลกกับสามีของตัวเอง ขณะที่คนหนึ่งถูกเรียกว่าเจ้าสาว อีกคนกลับมีผู้หญิงอีกคนยืนจัดเสื้อให้อย่างสนิทสนมโดยไม่สนใจว่าภรรยาหมาด ๆ จะรู้สึกอย่างไร
อรนภาสูดลมหายใจเข้าเงียบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยออกมา เธอรู้แล้วว่าตัวเองไม่ควรคาดหวังอะไรจากคำว่าสามีภรรยาอีก เพราะสำหรับทศวรรษการแต่งงานครั้งนี้คงเป็นเพียงเรื่องที่เขาถูกบังคับให้ทำ และสำหรับเธอมันคือการยอมรับชะตากรรมที่ไม่มีทางเลือก
งานแต่งงานที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขจบลงโดยไม่มีรอยยิ้มของเจ้าบ่าว ไม่มีคำยินดีจากคนที่เธอรัก และไม่มีแม้แต่ช่วงเวลาเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าสาวที่ได้รับการทะนุถนอม
มีเพียงแหวนเงินวงหนึ่งบนนิ้วนาง และสถานะภรรยาที่เพิ่งถูกประทับลงในทะเบียนสมรส
แต่สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือ ต่อให้ชื่อของเธอจะอยู่ข้างชื่อของทศวรรษในเอกสารทางกฎหมายแล้วก็ตาม ในสายตาของเขา เธอก็ยังคงเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาไม่ต้องการ และงานแต่งงานในวันนี้ไม่ได้ทำให้เธอเข้าใกล้หัวใจของเขาเลยแม้แต่น้อย
