บทที่ 8 แบบนี้ต้องเจอกับจือจือซะหน่อย!!
หลังพิธีแต่งงานสิ้นสุดลง แขกผู้ใหญ่ถูกเชิญให้มาถ่ายภาพร่วมกันบริเวณหน้าซุ้มดอกไม้สีขาว บรรยากาศที่ควรจะผ่อนคลายลงกลับยังคงเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน เพราะแม้ช่างภาพจะพยายามชวนพูดคุยเพื่อสร้างบรรยากาศให้ดูเป็นกันเองเพียงใด คู่บ่าวสาวที่ยืนอยู่ตรงกลางกลับไม่มีใครมีท่าทีอยากให้ภาพถ่ายนั้นดูเหมือนงานแต่งงานจริง ๆ เลยสักคน
“คุณทศครับ ขยับเข้ามาใกล้คุณอรอีกนิดครับ เอ่อ… ใกล้อีกนิดเดียวก็ได้ครับ”
ช่างภาพพยายามยิ้มอย่างมืออาชีพ พลางยกกล้องขึ้นเตรียมจับภาพ แต่ทศวรรษกลับยืนนิ่งไม่ต่างจากรูปปั้น ร่างสูงของเขาตั้งตรง ไหล่กว้างจงใจเอียงออกจากอรนภาจนเห็นช่องว่างระหว่างทั้งคู่ได้ชัดเจน แม้แต่สีหน้าก็ยังคงเรียบตึง ไม่มีทีท่าว่าจะให้ความร่วมมือมากไปกว่าการยืนอยู่ตรงนั้นให้ครบตามหน้าที่
อรนภาเองก็ไม่ได้พูดอะไร เธอยืนประสานมืออยู่ด้านหน้า พยายามฝืนยิ้มให้กล้องทั้งที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดที่สุดในชีวิต ใกล้กันเพียงไม่กี่คืบ แต่กลับเหมือนเธอกับทศวรรษอยู่ห่างกันคนละโลก
“คุณทศครับ ขออีกนิดครับ เดี๋ยวภาพออกมาเหมือนถ่ายคนละงานเลย”
เสียงกระซิบติดตลกของช่างภาพเรียกรอยยิ้มบาง ๆ จากแขกบางคน แต่ทศวรรษไม่ได้ขำด้วย เขาเพียงปรายตามองกล้องแล้วตอบเสียงเรียบ
“ถ่ายไปเถอะครับ”
ช่างภาพถึงกับชะงัก ก่อนยิ้มแห้ง ๆ แล้วพยักหน้ารับ
“ครับ… ได้ครับ”
ในขณะที่ทุกคนกำลังพยายามทำให้ภาพถ่ายดูปกติ รสรินซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลก็เห็นช่องว่างระหว่างคนทั้งสองอย่างชัดเจน รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อเธอเห็นสีหน้าของอรนภา แม้จะไม่พอใจที่วันนี้ทศวรรษต้องแต่งงาน แต่การได้เห็นเจ้าสาวยืนอย่างโดดเดี่ยวข้างชายที่ตัวเองหมายปองกลับทำให้ความรู้สึกนั้นเบาบางลงไปมาก
เธอรอจังหวะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทำทีเดินเข้ามาหาพวกเขาด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ
“คุณแม่คะ”
รสรินเรียกคุณหญิงมณฑาพร้อมรอยยิ้มหวาน ก่อนจะหันไปมองตำแหน่งยืนของคู่บ่าวสาว
“ให้รสเข้าไปช่วยยืนด้วยไหมคะ? ดูสิคะ ยืนกันห่างขนาดนี้ รูปออกมาคงเหมือนมาถ่ายรูปทำบัตรมากกว่างานแต่ง”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากแขกบางคน รสรินจึงยิ้มหวานขึ้นอีกนิดแล้วพูดต่อ
“งานแต่งทั้งที อย่างน้อยก็ถ่ายให้ดูอบอุ่นหน่อยนะคะ เดี๋ยวคนอื่นเห็นรูปแล้วจะคิดว่าพี่ทศกับพี่อ้อนไม่ถูกกัน”
อรนภาได้ยินแล้วรู้ทันทีว่าคำพูดนั้นไม่ได้มีเจตนาดีเลย แต่ก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไร รสรินก็เดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างเธอกับทศวรรษเสียแล้ว
“รสขอยืนตรงนี้นะคะ”
เธอพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ก่อนจะเอื้อมมือไปเกาะแขนของทศวรรษอย่างสนิทสนม การกระทำทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติจนน่าอึดอัด ราวกับตำแหน่งข้างกายเขาเป็นที่ของเธอมานานแล้วทศวรรษไม่ได้พูดอะไร
เขาไม่ได้ขยับหนี ไม่ได้เอ่ยปากห้าม และไม่ได้แสดงสีหน้าว่าไม่พอใจกับการกระทำของรสรินแม้แต่น้อย เพียงปล่อยให้เธอเกาะแขนอยู่แบบนั้น ขณะที่รสรินหันหน้าเข้าหากล้องพร้อมรอยยิ้มสดใส
“แบบนี้ค่อยเหมือนรูปครอบครัวหน่อยค่ะ”
ช่างภาพมองภาพตรงหน้าอย่างลำบากใจ เขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไรกับสถานการณ์ประหลาดนี้ดี จึงได้แต่ยกกล้องขึ้นและทำหน้าที่ต่อไป
“เอ่อ… ทุกคนมองกล้องนะครับ หนึ่ง สอง…”
อรนภาถูกเบียดจนต้องถอยออกไปด้านข้างโดยไม่มีใครสนใจ เธอยืนอยู่ริมสุดของเฟรม รอยยิ้มที่พยายามฝืนไว้ค่อย ๆ จางลง ขณะที่มือทั้งสองข้างกำชายกระโปรงแน่น เธอไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าคนมากมาย ไม่อยากให้ใครเห็นว่าเพียงการกระทำเล็ก ๆ ของคนสองคนตรงหน้าก็สามารถทำให้หัวใจของเธอเจ็บได้ถึงเพียงนี้
เธอพยายามบอกตัวเองว่าอย่าสนใจวันนี้เธอแต่งงานกับทศวรรษแล้วก็จริง แต่เขาไม่เคยบอกว่าเขาจะรักเธอ และเธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปเรียกร้องให้เขาปฏิบัติต่อเธอเหมือนภรรยาที่เขาเต็มใจเลือก แต่การพยายามเข้าใจเหตุผลไม่ได้ทำให้ความรู้สึกเจ็บน้อยลงเลย
อรนภาก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยให้เส้นผมด้านข้างช่วยบดบังแววตาที่เริ่มแดง เธอคิดถึงคำพูดของทศวรรษเมื่อไม่กี่วันก่อนขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
ตัวตลกบางทีเขาอาจพูดถูกก็ได้
เธอเป็นเจ้าสาวที่ไม่มีเจ้าบ่าวยืนอยู่ข้าง ๆ เป็นภรรยาที่สามีไม่แม้แต่จะอยากมองหน้า และในวันที่ควรเป็นวันที่มีความสุขที่สุด เธอกลับต้องยืนหลบอยู่ริมภาพเพราะไม่มีที่ของตัวเอง
แต่ก่อนที่ความคิดเหล่านั้นจะพาเธอจมลึกลงไปกว่านี้ เสียงเล็ก ๆ จากข้างเวทีก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ป้ารสริน!”
ทุกคนหันไปตามเสียงพร้อมกัน
จือจือที่ยืนดูเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นกำลังยืนกำหมัดแน่นอยู่ข้างเวที ใบหน้ากลมเล็กขึ้นสีด้วยความโมโห เด็กหญิงมองรสรินที่กำลังเกาะแขนทศวรรษสลับกับมองอรนภาที่ถูกเบียดออกไป ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ทั้งห้องไม่มีใครกล้าทำเด็กน้อยวิ่งพรวดเข้ามาทันที
“ป้ารสรินออกไปนะ!”
รสรินหันขวับแทบไม่ทันตั้งตัว จือจือคว้าชายกระโปรงของเธอแล้วดึงเต็มแรงจนร่างของหญิงสาวเซถอยหลัง
“โอ๊ย!”
รสรินรีบปล่อยแขนทศวรรษแล้วก้มมองกระโปรงของตัวเองด้วยสีหน้าตกใจ ก่อนหันกลับไปมองเด็กหญิง
“จือจือ! ทำอะไรเนี่ย?”
“ก็ป้ารสแย่งที่อ้อน!”
“อะไรนะ?”
“ออกไปเลย!”
เด็กน้อยตวาดใส่ทั้งที่เสียงยังเป็นเสียงใสของเด็ก แต่ความจริงจังกลับทำให้คนรอบข้างเงียบไปตาม ๆ กัน จือจือไม่สนใจสายตาของผู้ใหญ่เลยแม้แต่น้อย เธอเดินตรงไปหาอรนภา คว้ามือของหญิงสาวไว้แล้วดึงกลับมายืนข้างทศวรรษเหมือนเดิม
“อ้อนต้องยืนตรงนี้สิ”
อรนภาก้มมองเด็กน้อยด้วยความตกใจ
“จือจือ…”
“อ้อนเป็นเจ้าสาวนะ”
เด็กหญิงพูดหน้าตาจริงจัง ก่อนหันกลับไปมองลุงของตัวเองอย่างเอาเรื่อง
“ลุงทศก็ยืนดี ๆ สิ”
ทศวรรษขมวดคิ้ว
“จือจือ อย่ามายุ่งไม่ใช่เรื่องของเด็กเลยนะ ทำแบบนี้กับพี่รสไม่น่ารักเลย”
“ทำไมจะยุ่งไม่ได้?”
คำตอบทันทีของเด็กทำให้คนที่อยู่ใกล้ ๆ หลายคนหลุดยิ้ม แต่ทศวรรษกลับยิ่งหน้าตึงกว่าเดิม
“ผู้ใหญ่กำลังถ่ายรูปอยู่ ไปนั่งรอก่อนไป”
“ไม่เอา”
“จือจือ”
“ไม่เอาจริง ๆ!”
เด็กหญิงกอดแขนอรนภาไว้แน่น แล้วชี้ไปทางรสรินด้วยนิ้วเล็ก ๆ
“ป้ารสต้องออกไป อ้อนเป็นเจ้าสาว ลุงทศต้องยืนกับอ้อนสิ”
รสรินหน้าเสียทันที แต่ยังพยายามรักษารอยยิ้มเอาไว้
“น้องจือจือคะ ป้าไม่ได้จะแย่งที่ใครนะ ป้าแค่ช่วยถ่ายรูปเอง”
“แต่จือจือเห็นนะ”
เด็กหญิงสวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า
“ป้ารสเดินมาเบียดอ้อน แล้วอ้อนก็ต้องไปยืนข้างนอก”
“ป้าก็แค่—”
“ไม่ต้องแค่แล้ว!”
จือจือพูดเสียงดังขึ้นจนรสรินต้องชะงักเด็กหญิงหันไปมองทศวรรษอีกครั้ง ดวงตากลมโตเริ่มมีน้ำใส ๆ คลออยู่ตรงขอบตา แต่สีหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ลุงทศใจร้าย”
“อะไรของเราอีก?”
“ก็อ้อนเป็นภรรยาลุงแล้ว ลุงยังไม่ยอมยืนกับอ้อนเลย”
ทศวรรษอ้าปากเหมือนจะเถียง แต่เด็กน้อยกลับพูดต่อเสียก่อน
“แล้วปล่อยให้ป้ารสมาเกาะแขนอีก จือจือไม่ชอบ”
“จือจือ พอได้แล้ว”
“ไม่พอ!”
เสียงเล็ก ๆ ตวาดกลับทันที
ทศวรรษนิ่งไปอย่างไม่คิดว่าเด็กห้าขวบจะกล้าขึ้นเสียงกับเขาต่อหน้าคนทั้งห้อง จือจือเองก็ดูเหมือนจะไม่สนแล้วว่าผู้ใหญ่คนไหนจะมองอย่างไร เธอเพียงยืนกอดเอวอรนภาแน่นขึ้น ราวกับกำลังใช้ร่างเล็ก ๆ ของตัวเองเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาทำร้ายผู้หญิงที่เธอรัก
“จือจือไม่ได้ชอบลุงทศตอนนี้เลย”
ทศวรรษถอนหายใจ
“แล้วจะให้ลุงทำยังไง?”
“ก็ยืนกับอ้อนสิ”
“ลุงก็ยืนอยู่นี่ไง”
“ไม่เห็นใกล้เลย”
เด็กหญิงทำหน้ามุ่ย ก่อนดึงชายเสื้อสูทของเขาให้ขยับเข้าไปหาอรนภาอีกนิด
“ตรงนี้”
ทศวรรษมองมือเล็ก ๆ ที่กำลังดึงเสื้อเขาแล้วถอนหายใจอย่างหมดความอดทน แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของหลานสาว เขาก็ยอมขยับตามแรงดึงในที่สุด
อรนภาเองก็ทำอะไรไม่ถูก เธอยืนตัวแข็งเมื่อทศวรรษขยับเข้ามาใกล้จนไหล่ของเขาอยู่เกือบชิดกับเธอ กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากตัวเขาลอยเข้ามาแตะจมูก ความใกล้ชิดที่เธอไม่เคยคาดหวังทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย แต่เธอรีบเก็บอาการแล้วมองไปทางอื่น
จือจือมองซ้ายทีขวาที ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ
“แบบนี้แหละ”
รสรินที่ยืนอยู่อีกด้านกำมือแน่น ใบหน้าที่เคยยิ้มหวานเมื่อครู่แทบจะรักษาเอาไว้ไม่อยู่ เธอไม่เคยคิดว่าจะถูกเด็กตัวเล็ก ๆ หักหน้าต่อหน้าคนทั้งงานเช่นนี้ และที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือทศวรรษกลับยอมทำตามคำพูดของจือจือจริง ๆ
คุณหญิงมณฑาซึ่งยืนอยู่ด้านหลังมองภาพทั้งหมดเงียบ ๆ ก่อนยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ เธอไม่ได้คิดจะช่วยรสรินแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่จือจือกำลังทำกลับตรงกับความต้องการของเธออย่างพอดิบพอดี
“เอาล่ะครับ ทุกคนพร้อมนะครับ”
ช่างภาพรีบคว้าโอกาสนั้นทันที เมื่อเห็นว่าคู่บ่าวสาวกลับมายืนอยู่ในตำแหน่งเดิมและไม่มีใครกล้าขัดอีก
“มองกล้องนะครับ หนึ่ง สอง สาม…”
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นอรนภาฝืนยิ้มให้กล้อง แต่คราวนี้รอยยิ้มของเธอมีบางอย่างแตกต่างจากเมื่อครู่เล็กน้อย เพราะมือเล็ก ๆ ของจือจือยังคงกุมมือเธออยู่แน่น เด็กน้อยยืนอยู่ข้างเธอด้วยสีหน้าภูมิใจ ราวกับเพิ่งทำภารกิจสำคัญที่สุดในชีวิตสำเร็จ
หลังถ่ายภาพเสร็จ จือจือยังไม่ยอมปล่อยมืออรนภา เธอเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อ้อนอย่าเสียใจนะ”
คำพูดสั้น ๆ ทำให้อรนภานิ่งไป
“จือจืออยู่ข้างอ้อนเอง”
ดวงตาของอรนภาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เธอก้มลงมองเด็กน้อยที่กำลังยิ้มให้ด้วยความจริงใจ ความรู้สึกมากมายที่พยายามกลั้นมาตลอดทั้งวันเหมือนกำลังจะทะลักออกมาพร้อมกัน เธอจึงรีบก้มหน้าลงและลูบศีรษะเล็ก ๆ ของจือจือเบา ๆ
“ขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไร สบายอยู่แล้วคิ้กก~”
จือจือตอบง่าย ๆ ก่อนหันไปมองทศวรรษแล้วทำหน้าบึ้งใส่
“แต่ลุงทศต้องใจดีกับอ้อนด้วย”
ทศวรรษเลิกคิ้ว
“เรานี่สั่งลุงเก่งจริง ๆ”
“ก็ลุงดื้อ”
เด็กหญิงตอบหน้าตาเฉยจนคนรอบข้างหลุดหัวเราะออกมา ทศวรรษได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา ส่วนอรนภาเผลอยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มพิธี
มันเป็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากความสุขของงานแต่งงาน แต่เกิดจากความอบอุ่นจากเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจว่าใครจะมีอำนาจมากกว่าใคร ไม่สนใจว่าผู้ใหญ่จะคิดอย่างไร และไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอรนภาจะมีสถานะสูงหรือต่ำเพียงใด สำหรับจือจือ อรนภาก็คืออ้อน คนที่เธอรักและไม่อยากเห็นต้องเสียใจ
และในวันที่ทั้งงานทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่มีที่ยืน อย่างน้อยก็ยังมีเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างเธออย่างเต็มใจโดยไม่ต้องมีใครบังคับ
