บทที่ 9 คืนหอที่ไร้หัวใจ
ค่ำคืนแรกของการแต่งงานมาถึงโดยไม่มีเสียงหัวเราะหรือคำอวยพรหลงเหลืออยู่ในคฤหาสน์อีกแล้ว หลังจากแขกคนสุดท้ายกลับออกไป ความวุ่นวายตลอดทั้งวันก็ค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วบ้าน ราวกับทุกคนต่างรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความรัก และไม่มีใครคิดจะทำให้มันดูเหมือนเป็นเช่นนั้น
ภายในห้องนอนใหญ่ที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับคู่แต่งงาน ผ้าม่านสีเข้มถูกปิดสนิทจนแทบไม่มีแสงจากด้านนอกลอดเข้ามา เตียงขนาดใหญ่กลางห้องถูกปูด้วยผ้าสีอ่อนอย่างเรียบร้อย ทุกอย่างหรูหราและสมบูรณ์แบบจนไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติ หากไม่นับผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งนิ่งอยู่ริมเตียงมานานเกือบชั่วโมง
อรนภายังคงสวมชุดเดรสสีขาวตัวเดิม ชายกระโปรงยับเล็กน้อยจากการนั่งนาน ๆ เส้นผมที่เคยจัดไว้อย่างสวยงามตอนเช้าเริ่มคลายลงบางส่วน เครื่องสำอางบนใบหน้าจางลงจากทั้งเหงื่อและหยาดน้ำตาที่เธอพยายามเช็ดออกมาตลอดทั้งวัน ดวงตาคู่สวยบวมแดงจนเห็นได้ชัด แม้เธอจะพยายามก้มหน้าเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเห็นภาพสะท้อนในกระจกตรงหน้า
เธอเหนื่อยจนแทบไม่มีแรงจะคิดอะไรแล้ว
ทั้งวันเธอต้องยืนรับสายตาของผู้คน ต้องฝืนยิ้ม ต้องทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดกระทบกระเทียบ และต้องยืนอยู่ข้างผู้ชายที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการให้เธออยู่ใกล้ แม้แต่ตอนนี้เธอก็ยังไม่รู้ว่าคืนแรกในฐานะภรรยาจะต้องผ่านไปอย่างไร รู้เพียงว่าตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้ เธอก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังรอรับบางอย่างที่ไม่อยากเผชิญ
เสียงลูกบิดประตูดังขึ้น
อรนภาเงยหน้าขึ้นทันทีประตูเปิดออกพร้อมกับร่างสูงของทศวรรษที่เดินเข้ามา กลิ่นแอลกอฮอล์และบุหรี่จาง ๆ ลอยมากับตัวเขา จนเธอรู้ทันทีว่าเขาคงไม่ได้กลับมาจากงานเลี้ยงด้วยสภาพปกติ ใบหน้าคมเข้มยังคงเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เนกไทสีเงินถูกดึงจนหลวม เขากระชากมันออกจากคอแล้วโยนลงบนโซฟาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนเดินเข้ามาหาเธอด้วยฝีเท้าหนัก ๆ
อรนภามองเขาเงียบ ๆ ไม่ได้พูดอะไรทศวรรษหยุดยืนตรงหน้าเธอ สายตาของเขาเลื่อนลงมองชุดสีขาวที่เธอยังสวมอยู่ ก่อนจะถอนหายใจอย่างหงุดหงิด
“ยังใส่อยู่อีกเหรอ เห็นแล้วรำคาญตาชะมัด”
อรนภาก้มมองชุดตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้น
“ค่ะ”
“ถอดออก”
คำสั่งสั้น ๆ ทำให้เธอชะงักไปเล็กน้อย
“ฉันขอเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ”
“ฉันบอกให้ถอด”
น้ำเสียงของเขาแข็งขึ้นจนเธอรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน อรนภากำชายกระโปรงแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่ยังพยายามควบคุมสีหน้า
“คุณทศ…”
“มีอะไรอีก?”
“วันนี้เราแต่งงานกันแล้วนะคะ”
เพียงประโยคเดียว สีหน้าของทศวรรษก็เปลี่ยนไปทันที เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเหมือนได้ยินเรื่องที่น่าขันที่สุด ก่อนเดินเข้ามาใกล้จนเงาร่างสูงของเขาทาบลงบนตัวเธอ
“แล้วไง?”
อรนภานิ่งไป
“ฉันแค่คิดว่า… เราน่าจะคุยกันดี ๆ ได้”
“คุยอะไร?”
“เรื่องของเรา”
ทศวรรษมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เธอคิดว่ามีอะไรต้องคุย?”
“อย่างน้อยเราก็ควรรู้ว่า หลังจากนี้จะอยู่กันยังไง”
เขาหัวเราะออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีแม้แต่ความขบขัน
“เธอคิดไปถึงขั้นไหนแล้ว อรนภา?”
เธอขมวดคิ้ว
“หมายความว่าอะไรคะ?”
“แต่งงาน จดทะเบียน ใส่ชุดเจ้าสาว แล้วคิดว่าต่อจากนี้ฉันจะทำเหมือนเราเป็นสามีภรรยากันจริง ๆ งั้นเหรอ?”
คำพูดของเขาทำให้อรนภาเงียบลง ความรู้สึกเจ็บแล่นขึ้นมาช้า ๆ ทั้งที่เธอรู้อยู่แล้วว่าเขาไม่ต้องการเธอ แต่การได้ยินเขาพูดออกมาตรง ๆ ในคืนแรกของการแต่งงานกลับทำให้หัวใจเหมือนถูกบีบแน่นกว่าเดิม
“ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นค่ะ”
“งั้นก็อย่าพูดเรื่องสามีภรรยา”
เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย แววตาคมกริบจับจ้องใบหน้าของเธอ
“ฉันแต่งงานเพราะแม่สั่ง ไม่ใช่เพราะฉันอยากแต่งกับเธอ เข้าใจไหม?”
อรนภาสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
“เข้าใจค่ะ”
“ดี”
ทศวรรษพูดเพียงเท่านั้น แต่ดูเหมือนยังไม่พอ เขามองเธอด้วยสายตาแข็งกร้าวแล้วพูดต่อ
“เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าการมีทะเบียนสมรสจะเปลี่ยนอะไรได้ ฉันไม่ได้อยากเป็นสามีของเธอ และเธอก็อย่าหวังว่าฉันจะทำตัวเหมือนผู้ชายที่รักเมีย”
อรนภากลืนน้ำลายลงคอ ความเจ็บแล่นขึ้นมาจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ แต่เธอพยายามไม่แสดงออก
“ฉันไม่เคยขอให้คุณรักค่ะ”
ทศวรรษนิ่งไปเล็กน้อย
“แล้วก็ไม่ต้องห่วงว่าฉันจะเรียกร้องอะไรจากคุณ”
เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่สงบกว่าที่ตัวเองรู้สึกมาก
“ฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้วค่ะว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร”
แววตาของทศวรรษไหววูบเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของเธอ
มันไม่ใช่สีหน้าของผู้หญิงที่กำลังพยายามอ้อนวอนให้เขายอมรับ ไม่ใช่แววตาที่รอคอยความรักจากสามี และไม่มีน้ำตาให้เขาเห็นเหมือนที่ผ่าน ๆ มา มีเพียงความเหนื่อยล้าและความว่างเปล่าที่ทำให้เธอดูเหมือนยอมรับความจริงบางอย่างไปแล้ว
แต่แทนที่เขาจะรู้สึกดีขึ้น ความรู้สึกหงุดหงิดกลับเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
“รู้ก็ดี”
เขาพูดเสียงแข็ง ก่อนหันไปมองเตียงขนาดใหญ่ด้านหลังเธอ
“งั้นคืนนี้เธอไปนอนที่อื่น”
อรนภาหันตามสายตาเขา
“ที่ไหนคะ?”
“โซฟาคนอย่างเธอได้นอนพื้นที่แค่นั้นก็ถือว่าฉันมีเมตตามากแล้ว”
เธอมองโซฟาที่อยู่มุมห้อง ก่อนหันกลับมามองเขา
“แล้วคุณล่ะคะ?”
“ฉันนอนเตียงสิ ฉันเป็นเจ้าของบ้าน”
คำตอบนั้นเรียบง่ายจนเหมือนเป็นเรื่องปกติอรนภาพยักหน้าเบา ๆ
“ได้ค่ะ”
เธอไม่ได้เถียง ไม่ได้ถามว่าทำไม และไม่ได้เรียกร้องสิทธิ์อะไร เพราะเธอรู้ดีว่าต่อให้พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ทศวรรษกลับมองเธอเหมือนผิดหวังที่เธอยอมง่ายเกินไป
“แค่นี้?”
อรนภาชะงัก
“คะ?”
“ไม่มีอะไรจะพูด?”
เธอมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนตอบตามตรง
“แล้วฉันควรพูดอะไรคะ?”
คำถามนั้นทำให้ทศวรรษเงียบไป อรนภาสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ แล้วพูดต่อ
“คุณไม่อยากให้ฉันนอนบนเตียง ฉันก็จะไม่นอนค่ะ คุณไม่อยากให้ฉันคาดหวัง ฉันก็ไม่คาดหวังอยู่แล้ว”
เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนมองเขาด้วยสายตานิ่งขึ้น
“เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องคอยบอกฉันซ้ำ ๆ ก็ได้ค่ะ”
ทศวรรษจ้องเธอ สีหน้าของเขาแข็งขึ้นเล็กน้อย ราวกับไม่คาดคิดว่าเธอจะตอบกลับเช่นนั้น
“หึ อย่าเสแสร้งแกล้งทำเป็นเข้มแข็งเลยอรนภา”
“ฉันไม่ได้แกล้งทำ”
“ฉันเห็นเธอร้องไห้มาทั้งวัน”
คำพูดนั้นทำให้เธอเงียบทศวรรษพูดต่ออย่างไม่ปรานี
“ถ้าเสียใจมากก็ร้องออกมาเถอะ ไม่ต้องมาทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร”
อรนภามองเขาอยู่นาน ก่อนยิ้มบาง ๆ อย่างเหนื่อยล้า
“ฉันร้องไปแล้วค่ะ”
เธอก้มมองมือตัวเอง
“ร้องจนไม่รู้จะร้องอะไรแล้ว”
คำตอบนั้นทำให้ห้องเงียบลงทันทีทศวรรษไม่ได้พูดอะไรอีก
อรนภาจึงลุกจากเตียงอย่างช้า ๆ หยิบหมอนกับผ้าห่มผืนเล็กที่วางอยู่ปลายเตียง แล้วเดินไปยังโซฟาตามที่เขาสั่ง แต่ก่อนจะเดินผ่านเขา เธอก็หยุดลงเล็กน้อย
“คุณทศคะ”
“อะไร?”
“พรุ่งนี้ฉันจะจัดของออกจากห้องนี้บางส่วน”
เขาขมวดคิ้ว
“ทำไม?”
“คุณบอกว่าห้องนี้เป็นพื้นที่ของคุณ”
เธอตอบอย่างเรียบง่าย
“ฉันจะได้ไม่ทำให้คุณรู้สึกว่ามีคนมารบกวนพื้นที่ของคุณค่ะ”
