บทที่ 7 ตอนที่ 7 ยาดีแก้เจ็บ

ตอนที่ 7 ยาดีแก้เจ็บ

ภายในห้องทำงานส่วนตัวของมินตรา เสียงประตูเปิดและปิดลงเบาๆ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงบขึ้นทันตา มินตราดึงท่อนแขนแกร่งของภานุให้เดินมานั่งลงบนโซฟาตัวยาว ก่อนที่เธอจะรีบเดินไปหยิบกล่องยาประจำรีสอร์ตออกมาวางบนโต๊ะกระจก

“นั่งนิ่งๆ เลยนะคุณ” มินตราเอ่ยสั่งเสียงเข้ม พลางนั่งลงบนโซฟาข้างๆ เขา “ถ้าเจ็บก็อดทนเอาหน่อยแล้วกัน”

“ถ้าคนทำแผลมือเบา... ผมก็คงไม่เจ็บหรอกครับ” ภานุยิ้มกรุ้มกริ่ม สายตาจ้องมองใบหน้าหวานในระยะประชันชิด

มินตราใช้คอตตอนบัดชุบน้ำยาทำแผล แล้วค่อยๆ แตะลงบนรอยถลอกสีแดงตรงมุมปากหนาอย่างเบามือ ทว่าทันทีที่ตัวยาแตะโดนแผล ภานุก็แกล้งทำเสียง

“ซี้ด~” พร้อมกับเอนตัวเข้ามาหาคนตัวเล็กจนชิด

“เจ็บเหรอ? ฉันลงน้ำหนักมือแรงไปเหรอคุณ” มินตราตกใจ รีบชะงักมือแล้วเอียงหน้าเข้าไปดูแผลใกล้ๆ ด้วยความลืมตัว

“เจ็บครับ... แต่ถ้าคุณช่วยเป่าให้หน่อย ผมว่าอาการเจ็บคงหายเป็นปลิดทิ้งแน่” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงนุ่มทุ้ม สายตาคมเข้มแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์

“ไอ้... ไอ้คนเจ้าเล่ห์!” มินตราหน้าแดงก่ำเมื่อรู้ว่าโดนหลอก เธอเตรียมจะถดตัวหนี แต่กลับถูกมือหนาของภานุรวบเข้าที่เอวบางแล้วดึงร่างเล็กเข้าไปแนบชิดอกแกร่งทันที

“ปล่อยนะ นี่มันในห้องทำงานฉันนะ!” มินตราโวยวาย มือเล็กยันอกเขาไว้

“ไม่ปล่อยครับ” ภานุจ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโต “เมื่อกี้คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลยนะ... คุณมองผมด้วยสายตาแบบนั้น หมายความว่ายังไง?”

“สายตาแบบไหนไม่ทราบ” มินตราเชิดหน้ากลบเกลื่อนความประหม่า หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ เมื่อได้ใกล้ชิดเขาขนาดนี้

“สายตาเหมือนกำลังสงสัย... ว่าแฟนกำมะลอคนนี้เป็นใครกันแน่” ภานุโน้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกโด่งเกือบจะชนกัน “หรือว่าคุณเริ่มจะสนใจผมขึ้นมาจริงๆ แล้ว”

“หลงตัวเอง ฉันก็แค่สงสัย” มินตราจ้องจับผิด “คุณปิดบังอะไรฉันอยู่กันแน่”

ภานุหัวเราะในลำคอเบาๆ สัมผัสผิวนุ่มตรงเอวบางผ่านเนื้อผ้าพื้นเมือง ชวนให้เขาอยากฟัดยัยตัวแสบคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

“ผมก็บอกคุณไปแล้วไงครับ ว่าผมเป็นผู้ชายเรื่องพวกนี้มันก็ธรรมดามากๆ อีกอย่าง...” ชายหนุ่มใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ริมฝีปากบางของเธอเบาๆ “มีคนจะมาทำร้ายเมียต่อหน้าต่อตา มีหรือผัวที่ไหนจะยอม”

“ใครเมียคุณ พูดจาให้มันดีๆ นะ ไอ้คนลามก!” มินตราแก้มร้อนผ่าว ดิ้นอยู่ในอ้อมกอดเขา “เราเป็นแค่แฟนกำมะลอ”

“แต่ตอนจูบโชว์แม่คุณเมื่อวาน มันเหมือนจริงมากเลยนะ” ภานุแกล้งทำเสียงกระซิบข้างใบหูเล็ก “โดยเฉพาะริมฝีปากนุ่มๆ ของคุณ มันทำให้ผมอดใจไม่ไหวทุกที”

“คุณภาม!” มินตราตีอกเขาไปทีหนึ่งแรงๆ “หยุดฉวยโอกาสเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นฉันจะสั่งหักเงินค่าจ้างคุณจริงๆ ด้วย”

“หักไปเลย หมื่นนึงผมไม่เอาแล้วก็ได้” ภานุยิ้มกวนๆ “แต่ขอเปลี่ยนเป็น ‘โบนัส’ อย่างอื่นแทนได้ไหม?”

“โบนัสอะไรของคุณอีก”

“ก็...” ภานุรวบมือเล็กทั้งสองข้างของเธอไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะใช้อีกมือหนึ่งเชิดคางมนขึ้น แล้วประเคนริมฝีปากหนาลงไปทับริมฝีปากบางอย่างรวดเร็ว จนร่างเล็กไม่ทันได้ตั้งตัว

“อื้อ!” มินตราเบิกตาโตด้วยความตกใจ

สัมผัสครั้งนี้ไม่ได้รุนแรง แต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและอ่อนหวาน ลิ้นหนาละเลียดชิมความหวานจากกลีบปากเล็กอย่างละเมียดละไม

ราวกับกำลังปลอบประโลมคนตัวเล็กที่เพิ่งผ่านเรื่องตื่นเต้นมา มินตราที่ที่ตั้งใจจะดิ้นรนกลับรู้สึกเหมือนร่างกายอ่อนระทวยไปหมด สองมือที่เคยดันอกแกร่งค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว

ภานุถอนริมฝีปากออกช้าๆ จมูกโด่งกดลงบนแก้มนวลฟอดใหญ่จนเกิดเสียงดัง

ฟอด!

“นี่แหละ ยาดีแก้เจ็บแผลของผม” ภานุยิ้มหวาน พลางสบตากับคนตัวเล็กที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำไปถึงใบหูขาว นั่งตะลึงทำตาปริบๆ หมดฤทธิ์เดชไปเรียบร้อย

“ไอ้... ไอ้คนฉวยโอกาส” มินตราได้สติ รีบผลักอกเขาออกเต็มแรง นั่งหอบหายใจ “ออกไปเลยนะ ออกไปทำงานข้างนอกเลย”

“ครับๆ ไปแล้วครับคุณแฟน” ภานุหัวเราะชอบใจ ยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย “ถ้าเจ้านายมีงานอะไรให้รับใช้ หรืออยากได้ยาดีอีก โทรเรียกผมได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะ”

“ไปเลยนะ” มินตราคว้าหมอนอิงบนโซฟาขว้างใส่เขาอย่างหมั่นไส้

ภานุเบี่ยงตัวหลบหมอนได้อย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะส่งจูบให้เธอแล้วเดินออกจากห้องทำงานไปพร้อมรอยยิ้มอย่างผู้ชนะ ทิ้งให้มินตรานั่งเอามือทาบอกตัวเอง หัวใจข้างในเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาเอาให้ได้

“ยัยมินตรา... แกเป็นอะไรไปเนี่ย! อย่าไปเคลิ้มตามไอ้คนเจ้าเล่ห์คนนั้นสิ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง พยายามเรียกสติกลับคืนมา แต่ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยตอนที่เขาปกป้องเธอ กลับเด่นชัดอยู่ในหัวใจ

ทางด้านนอก บริเวณสวนหลังบ้านใหญ่

ภานุเดินหลบออกมาคุยโทรศัพท์ในโซนส่วนตัว ชายหนุ่มกดสายหาลูกน้องคนสนิทด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจัง ไร้ร่องรอยขี้เล่นเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง

“เรื่องไอ้เสี่ยพงษ์ศักดิ์ไปถึงไหนแล้ว”

(เรียบร้อยครับนาย) เสียงเอกตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

(ผมส่งคนไปเช็กประวัติกับโฉนดที่ดินมันแล้วครับ ปรากฏว่าที่ดินตรงทางเข้าหลักของรีสอร์ตมนต์เมืองเหนือ เสี่ยพงษ์ศักดิ์มันใช้วิธีปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหด แล้วยึดที่ดินของชาวบ้านมาอย่างไม่ถูกต้องครับ)

“หึ! เลวได้ใจจริงๆ” ภานุแค่นหัวเราะในลำคอ “จัดการกว้านซื้อหนี้สินและที่ดินบริเวณรอบๆ นั้นทั้งหมดมาเป็นชื่อของบริษัทเราซะ แล้วกว้านซื้อหุ้นบริษัทพัฒนาที่ดินของมันด้วย เอาให้มันบอร์ดบริหารไล่มันออกภายในเย็นนี้”

(รับทราบครับนาย แล้วเรื่องสัญญาที่ดินตรงทางเข้าล่ะครับ?)

“กว้านซื้อเสร็จ... ก็โอนที่ดินตรงนั้นให้เป็นชื่อของ ‘มินตรา’ ทั้งหมด ซื้อในนามบริษัทThe Grand Andaman แต่ระบุว่ามอบให้เป็นของขวัญ” ภานุยิ้มร้าย “ฉันอยากรู้เหมือนกันว่า ถ้ายัยตัวแสบรู้ว่าคนที่ช่วยแก้ปัญหาธุรกิจให้เธอ คือ ‘ไอ้มาเฟียบ้าอำนาจ’ ที่เธอเกลียดนักเกลียดหนา... เธอจะทำหน้ายังไง”

(นายครับ ทุ่มทุนสร้างเพื่อคุณมินตราขนาดนี้ ไม่เรียกคลั่งรักแล้วจะเรียกว่าอะไรครับเนี่ย) เอกเอ่ยเย้าขำๆ

“พูดมากไปแล้วไอ้เอก อยากลงไปเฝ้าเรือขนส่งหรือไง” ภานุขู่เสียงเรียบ

(ขอโทษครับนาย ผมจะรีบไปจัดการตามสั่งเดี๋ยวนี้เลยครับ) เอกรีบวางสายไปทันที

ภานุลดโทรศัพท์ลง สายตาคมเข้มมองทอดไปยังบ้านหลังใหญ่ เกมนี้เขาเป็นคนคุมไพ่ทุกใบไว้ในมือ ทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องของหัวใจ ไม่ว่ายัยตัวแสบอย่างมินตราจะดื้อรั้นแค่ไหน สุดท้ายเธอก็ต้องยอมจำนนอยู่ในอ้อมกอดของมาเฟียอย่างเขาอยู่ดี

#เวลา 17.30 น.

บรรยากาศยามเย็นของมนต์เมืองเหนือรีสอร์ตเริ่มคึกคัก แสงไฟสีอบอุ่นประดับประดาตามสวนดอกไม้ที่ภานุจัดไว้เมื่อเช้าอย่างงดงาม คณะทัวร์VIP ต่างพากันเดินชมสวนและเอ่ยปากชมความสวยงามไม่ขาดสาย

มินตราเดินตรวจงานด้วยความเบาใจขึ้นมาก แต่ในใจยังคงกังวลเรื่องที่ดินตรงทางเข้า ไม่รู้ว่าเสี่ยพงษ์ศักดิ์จะขนคนกลับมาป่วนอีกหรือเปล่า

เพียงครู่เดียวคุณนายจันทร์ส่องและคุณทวีศักดิ์ก็เดินควงแขนกันเข้ามาหาลูกสาว

“ยัยมิน” คุณนายจันทร์ส่องร้องทักเสียงใส “เป็นยังไงบ้างลูก งานเรียบร้อยดีไหม?”

“เรียบร้อยดีค่ะแม่ คณะทัวร์ชอบสวนดอกไม้มากเลยค่ะ” มินตราตอบ พลางสอดส่องสายตามองหาใครบางคนโดยไม่รู้ตัว

“มองหาตาภามอยู่ล่ะสิ” คุณพ่อทวีศักดิ์แซวขึ้นยิ้มๆ “เห็นว่าเมื่อเช้าช่วยปกป้องรีสอร์ตเราไว้สุดฤทธิ์เลยนี่ พ่อฟังพนักงานเล่าแล้วยังทึ่งไม่หาย”

“มินก็ทึ่งไม่ต่างจากพ่อหรอกค่ะ”

“แล้วนี่แม่ยินดีด้วยนะ เรื่องปัญหาที่ดินตรงทางเข้าที่เสี่ยพงษ์ศักดิ์มาขู่เมื่อเช้าน่ะ”

“แม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไงคะ แล้วยินดีเรื่องอะไร?”

“เอ้า! ก็เมื่อครู่นี้ ทนายความประจำตัวของบริษัทพัฒนาที่ดินคู่แข่งเขาโทรมาแจ้งแม่น่ะสิ บอกว่าเสี่ยพงษ์ศักดิ์ถูกฟ้องร้องข้อหาฉ้อโกงและถูกปลดออกจากบอร์ดบริหารไปแล้ว แถมเจ้าของใหม่ของบริษัทยังใจดี โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตรงถนนทางเข้าทั้งหมดมาให้เป็นชื่อของแกฟรีๆ อีกต่างหาก” คุณนายจันทร์ส่องเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ว่าไงนะคะ!” มินตราตาโต อ้าปากค้างด้วยความช็อก “โอนที่ดินให้มินฟรีๆ เหรอคะ? ใครเป็นคนทำแบบนั้น”

“ทนายเขาบอกว่า... เป็นคำสั่งจากประธานใหญ่ของThe Grand Andaman Group มาเฟียคู่เดตของแกไงล่ะยัยมิน” คุณนายจันทร์ส่องใส่ไข่ฉากใหญ่ตามแผน

“เขาเหรอคะ?” มินตราสตั้นไปหลายวินาที สมองเริ่มประมวลผลอย่างหนัก

มาเฟียใต้คนนั้นน่ะเหรอ ทำไมเขาถึงต้องมาช่วยแก้ปัญหาที่ดินให้เธอ ทั้งๆ ที่เธอเบี้ยวนัดเดตเขาเนี่ยนะ

ทว่าจู่ๆ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลังของคนตัวเล็กทันที

“มีเรื่องอะไรกันเหรอครับคุณแม่ คุณมินตราทำไมทำหน้าช็อกขนาดนั้นล่ะครับ?”

ภานุเดินเข้ามาร่วมวงในชุดสูทสีเข้ม ใบหน้าหล่อๆ ของเขามีรอยยิ้มกวนประสาทตามเดิม มินตราหันขวับไปจ้องหน้าภานุเขม็ง สายตาเต็มไปด้วยความสับสนและสงสัย

“ภาม...” มินตราเอ่ยเรียกชื่อเขาเสียงเบา “คุณรู้จักประธานของThe Grand Andamanไหม?”

ภานุเลิกคิ้ว แสร้งทำสีหน้างุนงงได้อย่างแนบเนียนที่สุด

“ผมจะไปรู้จักเขาได้ยังไงกัน”

มินตราจ้องมองเข้าไปในดวงตาคมกริบคู่นั้น พยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่... ทว่าภานุกลับส่งยิ้มหวานกวนประสาทตอบกลับมาอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป