บทที่ 10 ตอนที่ 10 เงาที่ซ่อนอยู่
ตอนที่ 10 เงาที่ซ่อนอยู่
บรรยากาศภายในห้องประชุมใหญ่ของชั้นสามสิบหลังจากการจากไปของท่านประธานกิตติมศักดิ์วีระยังคงหลงเหลือความเงียบงัดอยู่ชั่วขณะ ภาคินยังคงโอบเอวบางของสายขิมไว้หลวม ๆ กลิ่นหอมจาง ๆ จากเส้นผมของหญิงสาวผสมผสานกับกลิ่นสะอาดกายของชายหนุ่ม ทำให้ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
ขิมรู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือหนาที่แนบอยู่ตรงเอว หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นซาบซึ้ง เธอค่อย ๆ ยกมือขึ้นดันอกเสื้อเชิ้ตของเขาเบา ๆ เพื่อเป็นสัญญาณให้ปล่อย แม้ในใจลึก ๆ จะแอบเสียดายอ้อมกอดนี้อยู่ไม่น้อยก็ตาม
“คุณภาคิน... ปล่อยได้แล้วค่ะ ท่านประธานใหญ่เพิ่งออกไปเอง เดี๋ยวนทีหรือพนักงานคนอื่นเดินกลับเข้ามาเห็นเข้าจะดูไม่ดีนะคะ” ขิมเอ่ยกระซิบเสียงเบา ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
ภาคินยอมคลายอ้อมกอดออกอย่างนึกเสียดาย แต่มุมปากหยักลึกยังคงประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่หาดูได้ยาก
“เห็นแล้วทำไมล่ะครับ ในเมื่อเราก็บอกท่านไปแล้วว่าเราเป็นคนรักกัน”
“นั่นมันสถานการณ์เฉพาะหน้าต่างหากล่ะคะ เพื่อเอาตัวรอดจากท่านประธานต่างหาก” ขิมรีบแก้ตัวเสียงสูง “อีกอย่าง ตามสัญญาของเรา...”
“สัญญาหกเดือนเหรอครับ” ภาคินทวนคำเสียงเรียบ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้เธออีกก้าวหนึ่งจนขิมต้องผถอยหลังไปชนโต๊ะประชุมอีกรอบ “ตั้งแต่เมื่อคืนคุณก็เป็นคนทำลายกฎข้อสี่และข้อห้าไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ ขิม”
ขิมอ้าปากค้างเถียงไม่ออก เธอยอมรับว่าตัวเองเป็นคนทำลายกฎเหล็กเหล่านั้นก่อนด้วยความเผลอไผลและความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เธอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนจนแต้มทางคำพูด ทำให้ภาคินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอด้วยความเอ็นดู
“เอาล่ะครับ ไม่แกล้งแล้ว” ภาคินเปลี่ยนโหมดกลับมาเป็นประธานบริหารผู้สุขุมดังเดิม “เรื่องข่าวฉาวเราเคลียร์เรียบร้อยแล้ว และคุณปู่ก็ไฟเขียวให้เราจัดการเรื่องงานต่อได้เต็มที่ สิ่งที่เราต้องโฟกัสต่อไปคือการประชุมบอร์ดบริหารในเดือนหน้า อาผมต้องหาทางเล่นงานเรื่องโครงการตลาดชุมชนอีกแน่”
เมื่อพูดถึงเรื่องงาน สีหน้าของขิมก็กลับมาจริงจังขึ้นทันที เธอพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“ค่ะ ขิมเตรียมรายงานผลประกอบการและเสียงตอบรับของชาวบ้านไว้หมดแล้ว รับรองว่าต่อให้ท่านรองกรรมการพยายามหาช่องโหว่แค่ไหน ก็ไม่มีทางหาเจอแน่นอนค่ะ”
“ผมเชื่อมั่นในตัวคุณ” ภาคินเอ่ยสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยน้ำหนักที่หนักแน่น “ไปเถอะครับ กลับลงไปทำงานของคุณได้แล้ว เดี๋ยวช่วงบ่ายผมมีประชุมกับฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ถ้าเสร็จทันผมจะลงไปทานมื้อเที่ยงด้วย”
“ไม่ต้องมารับประทานด้วยหรอกค่ะ เดี๋ยวคนอื่นก็ซุบซิบกันอีก” ขิมรีบปฏิเสธ
“ปล่อยให้พวกเขาซุบซิบไปสิครับ ในเมื่อเราประกาศตัวชัดเจนขนาดนั้นแล้ว” ภาคินตอบหน้าตายก่อนจะเดินนำหน้าออกจากห้องประชุมไป ปล่อยให้ขิมยืนกะพริบตาปริบ ๆ กับความหน้ามึนแบบเนียน ๆ ของท่านประธานหนุ่ม
ช่วงบ่าย ณ ห้องทำงานแผนกประชาสัมพันธ์ ขิมกำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมเอกสารสรุปโครงการตลาดชุมชนรอบถัดไป เมษาเพื่อนสนิทที่แวะมาหาที่บริษัทถือวิสาสะลากเก้าอี้มานั่งประกบข้างทันที
“นี่ ๆ แม่สาวคนดัง เมื่อเช้าฉันเห็นท่านประธานใหญ่เดินตรวจตึกด้วย พนักงานข้างล่างลือกันให้แซ่ดว่าท่านมาจัดการเรื่องข่าวฉาวของแก เล่าให้ฉันฟังด่วนเลยนะขิม” เมษากระซิบรัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ไม่ได้โดนเฉ่งอย่างที่แกคิดหรอกน่า ท่านแค่มาทดสอบเฉย ๆ”
“ทดสอบ? ทดสอบยังไง แกเล่ามาให้หมดเปลือกเลยนะ อย่ามาอมพะนำ” เมษาเขย่าแขนเพื่อนเบา ๆ
ขิมจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงตอนที่เธอเผลอหลุดปากบอกท่านประธานวีระไปว่าเธอกับภาคินเป็น ‘คนรักกัน’ เมษาอ้าปากค้าง ตาโตเป็นไข่ห่านก่อนจะส่งเสียงกรี๊ดเบา ๆ ออกมาด้วยความตื่นเต้น
“กรี๊ดดด! แกพูดออกไปแบบนั้นจริง ๆ เหรอวะ ขิม! แกนี่มันใจกล้าบ้าบิ่นยิ่งกว่าตอนจูบประธานวันแรกซะอีก” เมษาตีต้นแขนขิมเพลินมือ “แบบนี้เขาเรียกว่ามัดมือชกทางอ้อมหรือเปล่าแก ท่านประธานใหญ่ถึงกับไฟเขียวแถมยังชมว่าแกตาถึงอีก แบบนี้ตำแหน่งสะใภ้ใหญ่แห่งวารินกรุ๊ปอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วมั้งเนี่ย!”
“แกจะบ้าเหรอเมย์!” ขิมรีบยกมือขึ้นปิดปากเพื่อนสนิทหน้าตาตื่น “พวกเราแค่แสดงละครตบตา เอ๊ย ทำตามสัญญาต่างหากเล่า อีกอย่าง ท่านรองกรรมการกฤษณ์ยังจ้องเล่นงานเราอยู่นะ แกเบาเสียงหน่อยเถอะ”
เมษาปัดมือขิมออกแล้วทำหน้าหมั่นไส้
“แสดงละครอะไรกัน สายตาของประธานเวลาเขามองแกนี่มันหวานหยดย้อยจนน้ำตาลเรียกพี่ แกไม่เห็นแต่ฉันเห็นจากข่าวเมื่อวานก็รู้แล้วว่าผู้ชายเขาคลั่งรักเข้าเต็มเปา!”
ก่อนที่ขิมจะได้แก้ตัวอะไรเพลินไปมากกว่านี้ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น นที เลขานุการส่วนตัวของภาคินก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามระเบียบ
“คุณสายขิมครับ ท่านประธานให้มาตามไปที่ห้องทำงานด่วนครับ” นทีเอ่ย
เมษาหันมาขยิบตาให้ขิมทันที
“เห็นไหมล่ะ พูดปุ๊บสามี... เอ๊ย ท่านประธานก็เรียกปั๊บ ไปเลยจ้าแม่คุณ”
ขิมค้อนใส่เพื่อนรักวงใหญ่หนึ่งทบ ก่อนจะลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินตามนทีขึ้นไปยังห้องทำงานชั้นบนสุด หัวใจของเธอเต้นรัวขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความสงสัยว่าภาคินมีเรื่องด่วนอะไรถึงได้เรียกตัวเธอขึ้นมากลางคันแบบนี้
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องทำงาน ภาคินไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเหมือนทุกครั้ง แต่เขายืนรออยู่ตรงโซฟาต้อนรับริมกระจกบานใหญ่ ข้างกายมีชายวัยกลางคนสวมสูทเรียบร้อยท่าทางภูมิฐานยืนถือกระเป๋าเอกสารอยู่ด้วยคนหนึ่ง
“มาแล้วเหรอครับ ขิม” ภาคินหันมาเอ่ยทัก
“คุณภาคินเรียกขิมมา มีเรื่องอะไรด่วนหรือเปล่าคะ แล้วนี่...” ขิมมองหน้าชายแปลกหน้าสลับกับภาคินด้วยความสงสัย
“นั่งก่อนสิครับ” ภาคินผายมือให้นั่งลง “นี่คือ คุณสธน เป็นทนายความส่วนตัวของครอบครัวเรา และเป็นที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายอิสระของบริษัท”
ขิมพยักหน้ารับและกล่าวทักทายทนายความสธนอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับคุณสายขิม” ทนายความวัยกลางคนยิ้มรับด้วยความสุภาพ “ที่ผมมาพบคุณในวันนี้ตามคำสั่งของท่านประธานภาคิน ก็เพื่อมาพูดคุยและจัดการเรื่องคดีหมิ่นประมาทที่คุณถูกเพจซุบซิบและสำนักข่าวออนไลน์ปล่อยข่าวเท็จใส่ร้ายเมื่อวานนี้ครับ”
ขิมขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เรื่องคดี... ทางฝ่ายกฎหมายของบริษัทไม่ได้เป็นคนจัดการหรอคะ”
“จัดการในนามบริษัทเรียบร้อยแล้วครับ” ภาคินเป็นคนอธิบายเสริม “แต่ในส่วนของคดีส่วนบุคคล ที่พวกมันจงใจโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทและบิดเบือนภาพถ่ายเก่าเพื่อทำลายชื่อเสียงเกียรติยศของคุณโดยตรง ผมต้องการให้คุณเป็นโจทก์ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายทางแพ่งด้วยตัวเอง เพื่อให้พวกมันหลาบจำและไม่มีกล้าเอาชื่อเสียงของคุณมาเล่นสนุกอีก”
ขิมนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เธอไม่เคยคิดเรื่องการฟ้องร้องหรือเรียกค่าเสียหายอะไรเลย เพราะคิดว่าแค่บริษัทออกแถลงการณ์ปฏิเสธและเพจพวกนั้นลบโพสต์ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ภาคินกลับคิดรอบคอบและปกป้องเธอในมุมมองทางกฎหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า
“แต่ว่า... การฟ้องร้องมันจะยุ่งยากหรือเปล่าคะคุณภาคิน อีกอย่าง มันจะทำให้เป็นข่าวใหญ่โตขึ้นมาอีกหรือเปล่า” ขิมแสดงความกังวล
“ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นเลยครับคุณสายขิม” ทนายความสธนเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ทางเราเตรียมพยานหลักฐาน IP Address ของผู้ปล่อยข่าวและคอมเมนต์หมิ่นประมาททั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้วครับ การฟ้องร้องครั้งนี้จะดำเนินการอย่างเงียบ ๆ แต่เด็ดขาด และผมรับรองว่าจำเลยทุกคนจะต้องได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมายอย่างแน่นอนครับ”
ขิมหันไปมองหน้าภาคิน ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและความห่วงใยที่ฉายชัดเจน เขาต้องการล้างมลทินและทวงคืนความยุติธรรมให้เธอด้วยมือของเขาเอง
“ทำเถอะ” ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง “คนพวกนั้นทำลายความรู้สึกและชื่อเสียงของคุณ พวกเขาต้องได้รับบทเรียน และผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเหยียบย่ำคุณอีกเด็ดขาด”
คำพูดนั้นทำให้ขิมรู้สึกตื้นตันจนจุกอยู่ที่ลำคอ ความกลัวและความระแวงในอดีตที่เคยถูกคนอื่นทำร้ายแล้วเธอต้องก้มหน้ารับกรรมอยู่ฝ่ายเดียวถูกพังทลายลงด้วยความปกป้องดูแลอย่างดีเยี่ยมของผู้ชายคนนี้ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับช้า ๆ
“ค่ะ ขิมตกลงค่ะ ฝากคุณทนายความดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุดได้เลยค่ะ”
ทนายความสธนโค้งศีรษะรับคำ
“รับทราบครับคุณสายขิม ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปจัดการร่างเอกสารฟ้องร้องกันก่อนนะครับ” ว่าแล้วทนายความก็ขอตัวเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ภาคินและขิมอยู่ตามลำพัง
เมื่อประตูกระจกปิดลง ภาคินก็ลุกขึ้นเดินจากโซฟามาหยุดยืนตรงหน้าขิม ร่างสูงโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ
“ขอบคุณนะคะคุณภาคิน” ขิมเอ่ยเสียงเบา “คุณปกป้องขิมมากเกินไปแล้ว จนขิมไม่รู้จะตอบแทนยังไงหมด”
“ไม่ต้องตอบแทนอะไรหรอครับ” ภาคินเอ่ยยิ้ม ๆ “แค่คุณยังอยู่ข้าง ๆ ผม ทำหน้าที่เป็นแฟนปลอม ๆ ต่อไปจนครบกำหนดสัญญา ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว”
คำว่าแฟนปลอม ๆ ที่ออกจากปากเขาในตอนนี้ไม่ได้ทำให้ขิมรู้สึกยินดีเหมือนตอนแรกที่ตกลงกัน แต่กลับทำให้เธอรู้สึกหน่วง ๆ ในอกแปลก ๆ ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาในตอนนี้มันก้าวข้ามคำว่า ‘ปลอม’ ไปไกลลิบจนกู่ไม่กลับแล้ว
“ถ้าครบหกเดือนตามสัญญา แล้วเราต้องแยกย้ายกันไปจริง ๆ คุณจะเสียดายไหมคะ” ขิมเผลอหลุดปากถามออกไปตามความรู้สึกในใจ
ภาคินชะงักไปเล็กน้อย แววตาคมกริบไหววูบอย่างรุนแรง เขานิ่งเงียบไปนานจนขิมเริ่มใจคอไม่ดี นึกกลัวว่าตัวเองจะล้ำเส้นข้อตกลงมากเกินไป
แต่แล้ว มือหนาก็เอื้อมขึ้นมาสัมผัสแก้มเนียนแผ่วเบา นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ผิวแก้มใสอย่างทะนุถนอม
“ใครบอกคุณล่ะครับ ว่าผมตั้ใจจะให้มันจบลงแค่หกเดือน” ภาคินเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ก้องกังวานลึกลงไปในหัวใจของเธอ “ตั้งแต่แรก... ผมไม่เคยคิดจะปล่อยให้คุณเดินออกจากชีวิตผมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ขิม”
หัวใจของขิมเต้นกระหน่ำรัว ความหวานซ่านเอ่อล้นทะลักออกมาจนขอบตาร้อนผ่าว เธอมองสบตาผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นประธานบริหารผู้เย็นชา แต่วันนี้เขากลับกลายเป็นคนที่มอบความอบอุ่นและหัวใจทั้งดวงให้กับเธออย่างหมดเปลือก
