บทที่ 3 ตอนที่ 3 สัญญาหกเดือน
ตอนที่ 3 สัญญาหกเดือน
ฝนตกตั้งแต่ช่วงบ่ายและยังไม่หยุดจนถึงเวลาที่สายขิมเลิกงาน ถนนหน้าร้านกาแฟของเมษาเปียกเป็นเงาวาว แสงไฟจากร้านค้าสะท้อนลงบนพื้นเป็นริ้วสีเหลืองส้ม เสียงฝนกระทบหลังคากันสาดดังสม่ำเสมอจนช่วยกลบเสียงรถที่แล่นผ่านไปมาได้เกือบหมด
ขิมนั่งอยู่ตรงโต๊ะมุมในสุดของร้าน แฟ้มสัญญาถูกวางเปิดอยู่ข้างแก้วโกโก้ร้อนที่ยังไม่ได้แตะ เธออ่านเอกสารมาเกือบสามชั่วโมง แต่ทุกครั้งที่สายตาเลื่อนไปถึงคำว่า ‘ความสัมพันธ์ในฐานะคู่รักต่อสาธารณะ’ เธอก็ต้องถอนหายใจแล้วเริ่มอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น
“ถ้าอ่านจนกระดาษทะลุได้ ฉันคิดเงินค่าแฟ้มเพิ่มนะ” เมษาวางจานเฟรนช์ฟรายส์ลงตรงหน้า “หรือถ้าอ่านไม่เข้าใจก็ถามคนที่เขียนสิ เขาเป็นประธานบริษัท ไม่น่าจะยุ่งจนตอบคำถามไม่ได้หรอก”
“เขาไม่ได้เขียนเองทุกบรรทัดสักหน่อย”
“แต่เขาเป็นคนเซ็นอนุมัติให้เธอเป็นแฟนปลอมของเขา”
“เมย์”
“อะไร ฉันพูดผิดตรงไหน” เมษานั่งลงฝั่งตรงข้าม “สรุปว่ามีข้อห้ามอะไรบ้าง”
ขิมพลิกกระดาษ “ห้ามเปิดเผยข้อมูลภายในบริษัท ห้ามให้ความสัมพันธ์กระทบต่อการทำงาน ต้องเข้าร่วมกิจกรรมตามที่ตกลงร่วมกัน และถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการยุติสัญญา ต้องแจ้งล่วงหน้าสามสิบวัน”
“แล้วเรื่องเงินล่ะ”
“ค่าตอบแทนพิเศษตามจำนวนกิจกรรม”
เมษาเลิกคิ้ว “พูดง่าย ๆ คือได้ค่าจ้างไปเป็นแฟนเขา”
“มันไม่ใช่แบบนั้น”
“แล้วมันแบบไหน”
ขิมเงียบไป เธอรู้ว่าคำตอบนั้นไม่มีทางทำให้ตัวเองดูดีขึ้นเลย
“ฉันอยากให้ธันวาเสียใจ”
เมษาไม่หัวเราะ ไม่แซวต่อเหมือนทุกครั้ง เธอเอื้อมมือมาจับมือขิมไว้
“ขิม แก้แค้นได้ แต่อย่าเอาหัวใจตัวเองไปเป็นของเดิมพัน”
“ฉันไม่ได้ชอบคุณภาคิน”
“ฉันยังไม่ได้ถามว่าเธอชอบเขาหรือเปล่า”
“แต่ฉันรู้ว่าเมย์กำลังจะพูดอะไร”
“ฉันจะพูดว่า ประธานบริษัทไม่ใช่คนที่ควรเอามาใช้เป็นเครื่องมือ เพราะเขามีอำนาจมากเกินไป แล้วเธออาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว”
ขิมมองเอกสารตรงหน้า เธอรู้เรื่องนั้นดี ภาคินเป็นคนมีอำนาจและมีโลกที่แตกต่างจากเธออย่างสิ้นเชิง เขาอาจมองเธอเป็นเพียงตัวแปรหนึ่งในแผนรักษาตำแหน่ง ขณะที่เธอกำลังคิดจะใช้เขาเป็นภาพสะท้อนให้คนรักเก่าเจ็บปวด
“ในสัญญาเขียนไว้ว่าไม่มีสิทธิ์บังคับฉัน”
“สัญญาเขียนได้ แต่คนมีอำนาจทำให้เธอรู้สึกว่าปฏิเสธไม่ได้ด้วยวิธีอื่น”
ขิมรู้ว่าเมษาพูดถูก แต่ภาพข้อความของธันวายังติดอยู่ในหัว เขาไม่เพียงนอกใจ เขายังเตรียมบิดเรื่องให้เธอกลายเป็นคนผิด ทั้งที่เธอเป็นคนที่ถูกทิ้งก่อน
“ฉันจะเพิ่มเงื่อนไขเอง” ขิมพูด
“อะไร”
“ถ้าฉันไม่สบายใจ ฉันจะยกเลิกได้ทันทีโดยไม่เสียค่าปรับ แล้วทุกกิจกรรมต้องให้ฉันเป็นคนตัดสินใจร่วมกัน ไม่ใช่ให้เขาสั่งอย่างเดียว”
เมษาพยักหน้า “ดี อย่างน้อยก็ยังมีสติ”
“และเขาห้ามใช้ตำแหน่งก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของฉัน”
“ดีมาก”
“ห้ามแตะต้องตัวฉันนอกเหนือจากที่ตกลงกัน”
เมษาชะงักไปเล็กน้อย “มีการแตะต้องด้วยเหรอ”
ขิมหน้าแดงเมื่อนึกถึงจูบเมื่อคืน “หมายถึง... เวลาออกงานอาจต้องจับมือหรืออะไรแบบนั้น”
“อ๋อ” เมษาลากเสียงยาว “แล้วจูบล่ะ”
“ไม่มี”
“แน่ใจนะ”
“แน่ใจสิ”
ขิมตอบเร็วเกินไปจนเมษาหรี่ตามอง เธอจึงก้มหน้าเปิดแฟ้มต่อ ทำเป็นสนใจตัวหนังสือมากกว่าความร้อนบนแก้มตัวเอง
โทรศัพท์ของเธอดังขึ้น คราวนี้เป็นสายจากนที
“คุณสายขิมครับ ท่านประธานฝากถามว่าคุณตัดสินใจได้หรือยัง”
“เขาให้เวลาขิมถึงเมื่อไรคะ”
“เขาไม่ได้กำหนดครับ”
“ถ้าอย่างนั้นบอกเขาว่าขิมจะเข้าไปคุยพรุ่งนี้เช้า”
“ท่านประธานอยู่ที่บริษัทตอนนี้ครับ”
ขิมมองฝนที่กำลังตกหนักนอกหน้าต่าง “ตอนนี้เลยเหรอคะ”
“ครับ ท่านบอกว่าถ้าคุณสะดวก”
เธอรู้ว่าคำว่า ‘ถ้าคุณสะดวก’ ในแบบของภาคินหมายถึง เขาจะไม่บังคับ แต่เขายังคงพร้อมรอคำตอบอยู่ที่เดิม ขิมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนปิดแฟ้ม
“ขิมจะเข้าไปค่ะ”
เมษาทำท่าจะคัดค้าน แต่ขิมยกมือห้าม
“ฉันจะไปฟังเงื่อนไขให้ชัด แล้วกลับมา ถ้าไม่ดีฉันก็ปฏิเสธ”
“โทรหาฉันทันทีถ้าเขาทำอะไรแปลก ๆ”
“เขาไม่ทำหรอก”
“เธอรู้จักเขาดีมากแล้วหรือไง”
ขิมตอบไม่ได้
อาคารวารินกรุ๊ปในเวลากลางคืนเงียบกว่าปกติ โถงต้อนรับมีเพียงพนักงานรักษาความปลอดภัยกับแสงไฟสีขาวสะอาด พนักงานกะดึกจำขิมได้และพาเธอขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นผู้บริหารโดยไม่ถามอะไรสักคำ
ประตูห้องทำงานของภาคินเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง ภายในมีเพียงแสงจากโคมไฟบนโต๊ะและแสงเมืองที่ลอดผ่านกระจกบานใหญ่ เขายืนอยู่หน้าโต๊ะ กำลังอ่านเอกสารในมือโดยสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก นาฬิกาข้อมือถูกถอดวางไว้ข้างแฟ้ม ทำให้ภาพของเขาดูแตกต่างจากประธานบริษัทที่เธอเห็นในงานเมื่อคืนเล็กน้อย
“คุณมาถึงเร็วกว่าที่ผมคิด” ภาคินกล่าวโดยไม่เงยหน้าขึ้นทันที
“คุณต่างหากที่ยังทำงานอยู่”
“ผมยังมีงานค้าง”
“แล้วนทีบอกคุณหรือยังคะว่าขิมมีเงื่อนไขเพิ่มเติม”
ภาคินเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาเลื่อนไปยังแฟ้มในมือเธอ “บอกแล้ว”
“คุณอ่านแล้ว?”
“ครับ”
“แล้วคุณยอมรับไหม”
“ถ้าไม่ยอมรับ ผมคงไม่เชิญคุณมาที่นี่”
คำตอบของเขาทำให้ขิมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ “ขิมต้องการแก้ไขสัญญา ขิมจะไม่เข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ถ้าไม่ได้ตัดสินใจร่วมกัน และถ้าขิมรู้สึกว่าเรื่องนี้เริ่มกระทบชีวิตส่วนตัว ขิมมีสิทธิ์ยกเลิกทันที”
“ตกลง”
“คุณตอบเร็วเกินไปนะคะ”
“เงื่อนไขของคุณสมเหตุผล”
“อีกข้อค่ะ” ขิมสูดลมหายใจลึก “ห้ามคุณใช้ตำแหน่งกดดันขิม ไม่ว่าจะในเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว”
ภาคินมองเธอครู่หนึ่งก่อนตอบ
“ผมรับปาก”
ความจริงจังในน้ำเสียงของเขาทำให้ขิมเผลอเชื่อโดยไม่รู้ตัว เธอเปิดแฟ้มและหยิบปากกาออกมา
“ถ้าอย่างนั้นขิมตกลง”
นทีเข้ามาพร้อมเอกสารฉบับแก้ไข เขาวางแฟ้มลงตรงกลางโต๊ะและอธิบายรายละเอียดแต่ละข้ออย่างชัดเจน ภาคินไม่ได้เร่งรัดหรือชี้นำ เพียงนั่งฟังขิมถามทุกประโยค แม้บางคำถามจะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างค่าใช้จ่ายระหว่างการออกงานหรือสิทธิ์ในการปฏิเสธการสัมผัสตัว
ขิมเพิ่มกฎของตัวเองลงในท้ายสัญญาอีกห้าข้อ
หนึ่ง ห้ามใช้คำว่ารักต่อหน้าคนอื่นจนกว่าจะจำเป็น
สอง ห้ามหึงหวงกันจริง
สาม ห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว
สี่ ห้ามจูบนอกเหนือจากการแสดง
ห้า เมื่อครบหกเดือน สัญญาถือเป็นโมฆะและต่างคนต่างกลับไปใช้ชีวิตเดิม
ภาคินอ่านทุกข้ออย่างตั้งใจ เมื่อถึงข้อสุดท้าย มุมปากของเขาขยับเพียงเล็กน้อยจนขิมไม่แน่ใจว่าเห็นจริงหรือไม่
“มีอะไรคะ”
“ไม่มี”
“ถ้าไม่พอใจก็พูดได้นะคะ”
“ผมแค่สงสัยว่าทำไมคุณถึงไม่เขียนข้อห้ามตกหลุมรักกันลงไปด้วย”
ปลายปากกาของขิมหยุดนิ่ง
“เพราะมันเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ค่ะ”
“คุณคิดอย่างนั้นเหรอ”
“คิดค่ะ”
ภาคินไม่ได้โต้แย้ง เขาเพียงเซ็นชื่อของตัวเองลงบนหน้าสุดท้าย จากนั้นจึงเลื่อนปากกามาทางเธอ
ขิมมองชื่อ ‘ภาคิน วรภัทร’ ที่เขียนด้วยลายมือเรียบร้อย ก่อนจะเซ็นชื่อ ‘สายขิม วัฒนากุล’ ลงข้างกัน
เสียงปากกาขีดผ่านกระดาษเบามาก แต่สำหรับเธอ มันดังเหมือนเสียงประกาศว่าชีวิตกำลังเปลี่ยนทิศทาง
“เริ่มพรุ่งนี้” ภาคินเอ่ย
“แล้วคืนนี้ล่ะคะ”
“คืนนี้คุณยังเป็นพนักงานของผม”
“พรุ่งนี้ก็ยังเป็นอยู่ไม่ใช่เหรอคะ”
“เป็นพนักงานของบริษัท แต่เป็นคนรักของผมต่อหน้าสาธารณชน”
ขิมรู้สึกใบหน้าร้อนขึ้น “คุณช่วยพูดให้มันฟังเป็นเรื่องงานกว่านี้ได้ไหมคะ”
“ผมกำลังพูดตามสัญญา”
เธอเม้มริมฝีปาก หยิบแฟ้มขึ้นมากอดไว้ “ถ้าอย่างนั้นขิมกลับก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวก่อน”
ขิมหันกลับมา
“พรุ่งนี้เช้าจะมีการแถลงข่าวสั้น ๆ เรื่องโครงการตลาดชุมชน คุณจะต้องเข้าร่วมกับผม”
“พรุ่งนี้เลยเหรอคะ”
“ข่าวต้องได้รับการยืนยันก่อนที่คนอื่นจะเป็นฝ่ายเล่าเรื่องแทนเรา”
ประโยคนั้นทำให้ขิมนึกถึงธันวา เธอกำแฟ้มแน่นอีกครั้ง
“ขิมจะไปค่ะ”
“คุณไม่ต้องฝืน”
“ขิมไม่ได้ฝืน” เธอตอบพร้อมเงยหน้ามองเขา “ขิมแค่ไม่อยากให้ใครคิดว่าขิมกำลังหนี”
ภาคินมองเธออยู่นานกว่าปกติ ก่อนจะพยักหน้า
“ดี”
ขิมเดินออกจากห้องทำงาน แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นประตู ภาคินก็เรียกเธออีกครั้ง
“คุณขิม”
“คะ”
“เรื่องเมื่อคืน คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษผมอีก”
หัวใจของขิมเต้นผิดจังหวะ “ขิมยังไม่ได้ขอโทษเลยนะคะ”
“คุณขอโทษตอนถอนจูบ”
เธอเงียบไป
“ผมไม่ได้โกรธ” ภาคินพูดต่อ “แต่ครั้งหน้า ถ้าคุณจะทำอะไรที่อาจทำให้ตัวเองเสียใจ คุณควรคิดให้ดีกว่านี้”
“ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ขิมจะคิดค่ะ”
“ถ้าไม่ใช่ล่ะ”
ขิมสบตาเขา ความเงียบระหว่างคนสองคนยืดยาวจนเธอรู้สึกถึงเสียงหัวใจของตัวเอง
“ขิมจะคิดให้มากกว่าเดิม”
เธอเดินออกมาโดยไม่รอคำตอบ และไม่เห็นว่าภาคินมองตามแผ่นหลังของเธอจนประตูปิดลง
บนโต๊ะทำงานของเขา แฟ้มผลงานประชาสัมพันธ์ของสายขิมถูกวางอยู่ใต้เอกสารกองหนึ่ง
ภาคินเปิดมันออกอย่างเงียบ ๆ หน้ากระดาษแรกเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อน วันที่ไฟล์วิดีโอเปิดงานเกิดเสียหายกลางงานและขิมเป็นคนเดียวที่วิ่งขึ้นเวทีเพื่อแก้สถานการณ์ เธอยิ้มให้ผู้ชมทั้งที่มือสั่น ก่อนจะเปลี่ยนแผนงานทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที
วันนั้นเขาเห็นเธอเป็นครั้งแรก และตั้งแต่นั้นมา เขาก็ไม่เคยลืมเธออีกเลย
