บทที่ 6 ตอนที่ 6 กำแพงที่เริ่มร้าว

ตอนที่ 6 กำแพงที่เริ่มร้าว

แสงแดดยามเช้าของวันใหม่สาดส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของอาคารวารินกรุ๊ป ท่ามกลางบรรยากาศการทำงานที่ดูเหมือนจะปกติ แต่สำหรับสายขิมแล้ว ทุกสายตาที่มองมาในวันนี้กลับรู้สึกต่างออกไปจากเดิม

ข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งเมื่อวานและภาพถ่ายคู่กับประธานบริหารหนุ่มยังคงเป็นหัวข้อสนทนาในหมู่พนักงาน แม้เธอจะพยายามทำตัวให้เป็นปกติและมุ่งมั่นกับงานประชาสัมพันธ์โครงการตลาดชุมชนตรงหน้า แต่ความกดดันรอบตัวก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันหนาแน่นขึ้น

ครืด~ ครืด~

โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะสั่นขึ้น ขิมก้มมองหน้าจอพบว่าเป็นข้อความจากเมษา เพื่อนสนิทที่ส่งลิงก์ข่าวซุบซิบดาราและแวดวงสังคมมาให้ พร้อมข้อความสั้น ๆ ว่า

{ แกดังใหญ่แล้วนะแม่สาวประธาน พรุ่งนี้ฉันต้องขอลายเซ็นหรือเปล่า }

ขิมเผลอยิ้มออกมาบาง ๆ กับข้อความนั้น อย่างน้อยเพื่อนรักก็ยังช่วยลดความตึงเครียดในหัวลงไปได้บ้าง เธอกดพิมพ์ตอบกลับไปว่า

{ ถ้าแกยังไม่หยุดแซ่บ ฉันจะส่งคุณภาคินไปช่วยเคลียร์ที่ร้านดอกไม้จริง ๆ ด้วย }

ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิมแล้วหันกลับมาสนใจหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยแผนงานประชาสัมพันธ์รอบสอง

ทว่า ความสงบสุขในตอนเช้าก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อนที เลขานุการส่วนตัวของภาคินก้าวเข้ามาในแผนกประชาสัมพันธ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าปกติ

“คุณสายขิมครับ ท่านประธานให้เชิญไปที่ห้องทำงานด่วนครับ” นทีกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่จริงจัง

“มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าคะคุณนที” ขิมเงยหน้าถาม พร้อมกับความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ

“คุณกฤษณ์มาที่บริษัทตั้งแต่เช้าครับ ตอนนี้กำลังคุยกับท่านประธานเรื่องข่าวเมื่อวานและผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น” นทีอธิบายสั้น ๆ “ท่านประธานต้องการให้คุณเข้าร่วมประชุมด้วย”

ขิมพยักหน้ารับ แม้ในใจจะเต้นรัวขึ้นมาเล็กน้อย เธอกำลังก้าวเข้าสู่สนามการเมืองในองค์กรที่ใหญ่เกินกว่าตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ทั่วไปจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ในเมื่อสัญญาและสถานะ 'คู่รัก' ถูกประกาศออกไปแล้ว เธอจึงไม่มีสิทธิ์ถอยหนี

เมื่อขิมเดินมาถึงห้องทำงานชั้นบนสุด บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบกว่าทุกครั้ง ประตูห้องกระจกปิดสนิท แต่เธอยังไม่ทันเคาะ นทีก็ผายมือให้เธอเปิดเข้าไปได้เลย

ภายในห้อง ภาคินยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่หันหลังให้ประตู ขณะที่ฝั่งโซฟาต้อนรับมีชายวัยกลางคนรูปร่างภูมิฐาน สวมสูทแบรนด์ดัง ใบหน้ามีรอยยิ้มหยันที่เคลือบไว้ด้วยความไม่เป็นมิตร ‘กฤษณ์’ อาของภาคินและผู้ถือหุ้นใหญ่ที่กำลังพยายามหาทางโค่นตำแหน่งประธานบริหาร นั่งไขว่ห้างรออยู่

“มาแล้วสินะ แม่พนักงานประชาสัมพันธ์คนเก่งที่กลายเป็นข่าวใหญ่โตจนหุ้นบริษัทสั่นคลอนไปชั่วข้ามคืน” กฤษณ์เอ่ยขึ้นทันทีที่ขิมก้าวเข้ามา โดยไม่รอให้ภาคินหันกลับมาทักทาย

ขิมสูดลมหายใจลึก พยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบและมั่นคงที่สุด

“สวัสดีค่ะท่านรองกรรมการ”

“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี” กฤษณ์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “เธอรู้ไหมว่าการที่เด็กในบริษัททำตัวฉาวโฉ่ด้วยการไปจูบประธานกลางงาน มันสร้างความเสียหายให้ภาพลักษณ์ของตระกูลวรภัทรมากแค่ไหน หุ้นร่วงลงไปกี่จุด เธ้ารับผิดชอบไหวเหรอ”

ก่อนที่ขิมจะได้อ้าปากตอบ ภาคินก็หันกลับมา ชายหนุ่มก้าวช้า ๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างขิม ร่างสูงของเขาแผ่รังสีความกดดันจนกฤษณ์ต้องหุบยิ้มลงเล็กน้อย แววตาคมกริบของภาคินจ้องมองอาของตัวเองนิ่งสนิท

“เรื่องข่าวไม่ใช่ความเสียหายของบริษัทครับอา” ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่ทรงพลัง “และโครงการที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ก็พิสูจน์แล้วว่าตลาดชุมชนตอบรับในเชิงบวก หุ้นที่ร่วงเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้นจากข่าวลือที่คนบางกลุ่มพยายามปั่นขึ้นมาต่างหาก”

“แกกำลังจะบอกว่าฉันเป็นคนปล่อยข่าวเหรอภาคิน!” กฤษณ์ลุกขึ้นยืนด้วยความไม่พอใจ

“ผมยังไม่ได้พูดชื่อใครครับ” ภาคินตอบกลับอย่างนิ่งสงบ “แต่ถ้าอาว่างมากจนต้องมานั่งจับผิดชีวิตส่วนตัวของพนักงานในบริษัท ผมเกรงว่าเวลาของอาควรเอาไปใช้ตรวจสอบผลประกอบการในส่วนที่อาดูแลอยู่จะดีกว่า”

กฤษณ์หน้าตึงขึ้นมาทันที เขาดึงสายตามามองขิมด้วยความเกลียดชัง “เธอมันก็แค่เครื่องมือชั่วคราวที่คิดว่าจะใช้เกาะหลานฉันเพื่อยกระดับตัวเอง ระวังตัวไว้เถอะ ผู้หญิงที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเธอ วันหนึ่งถ้าไม่มีใครคุ้มกะลาหัว จะไม่เหลือแม้แต่ที่ยืนในสังคม”

คำพูดดูถูกเหยียดหยามนั้นแทงใจดำขิมอย่างจัง ภาพความทรงจำตอนที่ถูกธันวาทิ้งและคำพูดเย้ยหยันผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง มือของขิมกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ เธอกำลังจะอ้าปากตอกกลับด้วยเหตุผลทางวิชาชีพและการทำงาน แต่ภาคินกลับขยับตัวเข้ามาบังหน้าเธอไว้ครึ่งหนึ่ง

“เธอไม่ใช่เครื่องมือของใคร และเธอมีสิทธิ์ยืนอยู่ในบริษัทนี้ด้วยความสามารถของตัวเอง” ภาคินพูดเสียงต่ำ น้ำหนักเสียงทุกคำเน้นย้ำชัดเจนจนกฤษณ์ต้องสะอึก “ถ้าไม่มีเรื่องงานอื่นแล้ว เชิญครับอา”

กฤษณ์กัดฟันกรอด ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติก่อนจะเดินกระแทกเท้าออกนอกห้องไปอย่างหัวเสีย แรงกระแทกของประตูที่ปิดลงทำให้ห้องกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง

ขิมยืนนิ่ง หายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อระงับความสั่นเทาในอก เธอยอมรับว่าคำพูดของกฤษณ์กระทบความรู้สึกไม่น้อย แม้เธอจะพยายามเข้มแข็งแค่ไหน แต่การถูกมองว่าเป็นเพียงผู้หญิงทะเยอทะยานก็ยังเป็นแผลใจที่เจ็บปวด

“คุณไม่จำเป็นต้องฟังคำพูดพวกนั้น” เสียงทุ้มต่ำของภาคินดังขึ้นทำลายความเงียบ

ขิมเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาของภาคินในตอนนี้ไม่ได้มีความเย็นชาเหมือนตอนคุยกับกฤษณ์ แต่มีความห่วงใยเจืออยู่จาง ๆ

“ขิมไม่ได้เก็บมาใส่ใจทั้งหมดหรอกค่ะ แค่คิดว่า ตัวเองอาจจะดึงคุณเข้ามาเจอเรื่องยุ่งยากมากกว่าเดิม”

“คุณไม่ได้ดึงผมเข้ามา” ภาคินก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนขิมได้กลิ่นสะอาดจาง ๆ จากตัวเขา “ผมเป็นคนเลือกที่จะดึงคุณเข้ามาในเกมนี้เองตั้งแต่วันที่เซ็นสัญญา”

“แต่เรื่องข่าว...”

“ผมจัดการได้” ภาคินตัดบทด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “สิ่งที่คุณต้องทำตอนนี้ไม่ใช่การกังวลว่าใครจะพูดอะไร แต่คือการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด”

ขิมมองหน้าเขา ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาในหัวใจ ผู้ชายคนนี้มักจะมีวิธีทำให้ความกังวลของเธอลดลงด้วยความจริงจังและมั่นคงเสมอ แม้บางครั้งวิธีพูดของเขาจะดูแข็งกระด้างไปบ้างก็ตาม

“ขอบคุณนะคะ... สำหรับเมื่อครู่” ขิมเอ่ยเบา ๆ “ถ้าคุณไม่ช่วยพูด ขิมคงเผลอหลุดปากด่าท่านรองกรรมการกลางห้องทำงานไปแล้ว”

มุมปากของภาคินขยับขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ

“ถ้าคุณทำแบบนั้น ผมอาจจะต้องแต่งตั้งคุณเป็นรองประธานฝ่ายบริหารแทนอาผมในวันพรุ่งนี้เลยก็ได้”

ขิมหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ความตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปเกือบหมด

“ขิมคงทำบริษัทล่มภายในสัปดาห์เดียวแน่ค่ะ”

“ผมไม่คิดแบบนั้น” ภาคินตอบเสียงเรียบ ก่อนจะผายมือไปที่โต๊ะทำงาน “คุณมีเวลาพักสิบนาที ก่อนที่นทีจะเอาเอกสารโครงการลุยพื้นที่ชุมชนรอบถัดไปมาให้”

“รับทราบค่ะ ท่านประธาน” ขิมแกล้งทำความเคารพแบบทีเล่นทีจริงครั้งหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานของเขาด้วยหัวใจที่เบากว่าเดิม

ตลอดช่วงบ่าย ขิมทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับงานโครงการตลาดชุมชน เธอลงพื้นที่ไปตรวจความเรียบร้อยของซุ้มสินค้าและพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชนริมคลองร่วมกับทีมงาน แม้แดดจะร้อนและงานจะเหนื่อยแค่ไหน แต่รอยยิ้มของพ่อค้าแม่ค้าและเสียงตอบรับที่ดีก็ทำให้ความอึดอัดเรื่องกฤษณ์หายไปจนเกือบหมด

ในขณะเดียวกัน ข่าวความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับภาคินก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นข่าวซุบซิบชั่วคราว สำนักข่าวเริ่มหันมามองในมุมของความร่วมมือทางธุรกิจและการทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ ภาพที่ขิมลงพื้นที่ช่วยงานชุมชนโดยมีทีมรักษาความปลอดภัยของบริษัทคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ ถูกนำไปเผยแพร่ในแง่บวกมากขึ้น

ช่วงเย็น หลังเสร็จสิ้นภารกิจนอกสถานที่ ขิมกลับมาเคลียร์เอกสารสรุปยอดที่บริษัทจนเกือบสองทุ่ม ไฟในสำนักงานเริ่มทยอยปิดลงทีละดวง เหลือเพียงแสงไฟสีส้มอ่อนจากโคมไฟบนโต๊ะทำงานของเธอ

ครืด~ ครืด~

โทรศัพท์มือถือสั่นขึ้นอีกครั้ง ขิมหยิบขึ้นมาดูด้วยความคาดหวังว่าอาจจะเป็นเมษาหรือแม่ แต่ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอกลับทำให้เธอชะงัก

‘ธันวา’

นิ้วมือของขิมชะงักค้างอยู่บนหน้าจอ เธอไม่ได้ติดต่อกับเลยตั้งแต่คืนวันงานที่เกิดเรื่อง ธันวายังคงส่งข้อความมาประปราย แต่เธอเลือกที่จะไม่เปิดอ่านและไม่ตอบกลับ แต่วันนี้... ข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอกลับยาวกว่าทุกครั้ง

ธันวา : ขิม... เรามาเจอกันหน่อยได้ไหม ผมรู้ว่าผมทำผิดพลาดไปมาก แต่เรื่องที่เราคบกันมาห้าปีมันตัดกันไม่ขาดหรอขิม ผมอยากคุยกับคุณเรื่องของเราครั้งสุดท้าย

ขิมจ้องมองข้อความนั้น หัวใจที่เคยเต้นเป็นปกติกลับกระตุกวูบ ความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้หลงเหลือให้อาลัยอาวรณ์ แต่ความรู้สึกโกรธและสมเพชต่างหากที่เข้ามาแทนที่ เธอกำลังจะกดบล็อกเบอร์ของเขาตามที่ควรจะทำตั้งแต่แรก ทว่าข้อความถัดมาก็เด้งขึ้นมาทันที

ธันวา : ผมรู้ว่าคุณคบกับประธานเพราะต้องการแก้แค้นผม แต่ระวังตัวไว้เถอะ ผู้ชายระดับนั้นเขาไม่ได้จริงจังกับผู้หญิงธรรมดาอย่างคุณหรอ เขาแค่ใช้คุณเป็นเครื่องมือกันท่าอาของเขาเท่านั้นแหละ

คำพูดนั้นแม้จะพยายามทำให้เธอกลัวหรือไขว้เขว แต่กลับไม่ได้ผลเหมือนเดิมอีกต่างหาก ขิมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เธอพิมพ์ตอบกลับไปเพียงประโยคเดียวสั้น ๆ ก่อนจะกดบล็อกเบอร์ของเขาไปตลอดกาล

สายขิม : ขอบคุณที่เตือนสติค่ะ และขอความกรุณาอย่าติดต่อมาอีก เพราะคนที่มีค่าพอจะยืนข้างคุณภาคิน ไม่ใช่คนที่เห็นแก่ตัวแบบคุณ

เธอวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะด้วยความโล่งใจ ความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยเกาะกินหัวใจมาตลอดหลายวันราวกับถูกสะสางจนสะอาดหมดจด เธอก้าวเดินไปที่หน้าต่างกระจกมองลงไปเบื้องล่าง ถนนยามค่ำคืนของเมืองใหญ่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากตึกสูง

เงาของใครบางคนสะท้อนผ่านกระจก ขิมหันกลับไปมองพบว่าภาคินกำลังยืนอยู่ตรงประตูห้องทำงานที่เชื่อมต่อกับโถงทางเดิน เขาสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนเหมือนเคย โดยไม่มีสูทคลุมทับ

“ดึกป่านนี้ทำไมยังไม่กลับบ้าน” เสียงทุ้มเอ่ยถาม

“ขิมกำลังจะเคลียร์เอกสารชุดนี้ให้เสร็จค่ะ” ขิมชี้ไปที่กองกระดาษบนโต๊ะ

ภาคินเดินเข้ามาใกล้ มองกองเอกสารแล้วเลื่อนสายตามาที่ใบหน้าของเธอ

“คุณดูเหนื่อย”

“นิดหน่อยค่ะ แต่สบายมาก” ขิมยิ้มบาง ๆ “เมื่อกี้... ธันวาติดต่อมาค่ะ”

บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที แววตาของภาคินคมกริบขึ้นมาในเสี้ยววินาที

“เขาพูดอะไรกับคุณ”

“เขาพยายามบอกว่าคุณกำลังใช้ขิมเป็นเครื่องมือ” ขิมหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ตลกดีนะคะ ทั้งที่ตอนแรกขิมต่างหากที่เป็นคนใช้คุณเป็นเครื่องมือ”

ภาคินจ้องมองเธอ นิ่งนานจนขิมเริ่มประหม่า

“แล้วคุณเชื่อเขาไหม”

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะลังเลค่ะ” ขิมสบตาเขาตรง ๆ ไม่หลบเลี่ยง “แต่ตอนนี้ขิมรู้แล้วว่า... คนที่จะใช้ใครเป็นเครื่องมือจริง ๆ เขาไม่นั่งฟังฉันบ่นเรื่องงานทุกวันและไม่ยอมเสี่ยงชื่อเสียงตัวเองมาช่วยปกป้องพนักงานตาดำ ๆ หรอค่ะ”

มุมปากของภาคินกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากมากจนขิมเผลอใจเต้นผิดจังหวะ

“คุณฉลาดขึ้นเยอะนะ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์” ภาคินเอ่ยแซวเบา ๆ

“เพราะมีเจ้านายคอยสอนวิธีรับมือกับคนเจ้าเล่ห์ต่างหากค่ะ” ขิมยิ้มรับ “ว่าแต่คุณเถอะค่ะ ดึกป่านนี้ทำไมยังไม่กลับ มีประชุมด่วนอะไรอีกหรือเปล่า”

“ผมไม่ได้มีประชุม” ภาคินตอบเสียงเรียบ “ผมแค่เดินมาดูว่า... คนที่ชอบแบกทุกอย่างไว้คนเดียว กำลังร้องไห้อยู่หรือเปล่า”

หัวใจของขิมกระตุกวูบ คำพูดเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความใส่ใจนั้นทำให้ความรู้สึกอบอุ่นไหลซ่านเข้ามาในอกอย่างห้ามไม่อยู่ เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่มีความอ่อนแอเหลือให้เห็นอีกต่อไป มีเพียงความมั่นใจและรอยยิ้มที่สดใสที่สุดเท่าที่เธอเคยมีมา

“ขิมไม่ใช่คนอ่อนแอขนาดนั้นเสียหน่อยค่ะ” เธอกล่าวพร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด “และถ้าคุณว่างมากขนาดมาเดินตรวจความเรียบร้อยดึก ๆ ดื่น ๆ แบบนี้...”

ภาคินเลิกคิ้วเล็กน้อย

“ว่ามาสิครับ คุณอยากสั่งอะไรผม”

“ช่วยพาขิมไปเลี้ยงกะเพราไข่ดาวร้านเดิมแก้เครียดหน่อยค่ะ รับรองว่าคราวนี้ขิมจะไม่แกล้งสั่งเผ็ดแน่นอน”

ภาคินมองหน้าเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอจะหลุดออกมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ขิมได้ยินเสียงหัวเราะจากประธานบริหารหนุ่มคนนี้อย่างชัดเจน

“ตกลง” ภาคินตอบรับ “ไปกันเถอะครับ แฟนปลอม ๆ ของผม”

คำว่า 'แฟนปลอม ๆ' ที่ออกจากปากเขาในตอนนี้ไม่ได้ทำให้ขิมรู้สึกอึดอัดหรือเกร็งเหมือนวันแรกที่เซ็นสัญญาอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและมั่นคงกว่าที่ใครจะคาดคิด โดยที่ทั้งคู่ต่างก็ไม่รู้เลยว่า สัญญาหกเดือนที่เคยตั้งกฎเหล็กไว้ห้าข้อนั้น กำลังถูกทำลายลงทีละข้อด้วยความรู้สึกที่แท้จริงในหัวใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป