บทที่ 8 ตอนที่ 8 พายุข่าวลือ

ตอนที่ 8 พายุข่าวลือ

แสงไฟนีออนภายในห้องทำงานของฝ่ายประชาสัมพันธ์สะท้อนลงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์จนเกิดแสงสะท้อนระยิบระยับ ขิมนั่งนิ่งอยู่หน้าจอโดยที่สายตายังคงจ้องมองหน้าเว็บไซต์ข่าวซับซิบและเพจบันเทิงออนไลน์ที่กำลังแชร์ภาพถ่ายเก่าสมัยที่เธอยังคบหากับธันวา

ภาพเหล่านั้นถูกนำมาตัดต่อและเขียนข้อความประกอบใหม่โดยบิดเบือนความจริงทั้งหมด เพื่อชี้นำให้สังคมเข้าใจว่าเธอเป็นผู้หญิงทะเยอทะยานที่คบซ้อน และใช้ความสัมพันธ์กับประธานบริหารวารินกรุ๊ปเป็นบันไดไต่เต้าเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

เสียงซุบซิบและสายตาจากเพื่อนร่วมงานในแผนกที่แอบเหลือบมองมาทางโต๊ะทำงานของเธอยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ขิมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อพยายามระงับความสั่นเทาในมือ แม้เธอจะบอกตัวเองเสมอว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิด แต่การต้องตกเป็นเป้าโจมตีของคนทั้งบริษัทและโลกโซเชียลพร้อม ๆ กัน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำเป็นไม่รู้สึกอะไร

ครืด~ ครืด~

โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะสั่นติดต่อกันหลายครั้ง ทั้งข้อความจากกลุ่มเพื่อนสนิท และสายเรียกเข้าจากนักข่าวหลายสำนักที่พยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ ขิมเลือกที่จะคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงเพื่อตัดขาดจากความวุ่นวายเหล่านั้นชั่วขณะ

“คุณขิมครับ ท่านประธานให้ขึ้นไปพบที่ห้องทำงานด่วนครับ”

เสียงของนที เลขานุการส่วนตัวของภาคินดังขึ้นที่หน้าประตูแผนกประชาสัมพันธ์ ขิมเงยหน้าขึ้นสบตา นทีส่งยิ้มให้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ แม้ใบหน้าจะยังคงความเรียบร้อยเป็นทางการตามวิสัยของเลขานุการมืออาชีพ

“ค่ะ ขิมจะรีบขึ้นไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”

ขิมลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าและผมเผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินตามนทีขึ้นไปยังชั้นบนสุดของอาคาร หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความกังวล ไม่ใช่เพราะกลัวว่าตัวเองจะโดนลงโทษ แต่เธอกลัวว่าข่าวฉาวนี้จะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่และโครงการที่ภาคินกำลังพยายามผลักดัน

เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องทำงานส่วนตัวของภาคิน บรรยากาศภายในห้องเงียบเชียบและเย็นเยียบยิ่งกว่าทุกครั้ง ภาคินยืนหันหลังให้ประตู ทอดสายตามองออกไปนอกกระจกใสบานใหญ่ที่มองเห็นวิวเมืองหลวงยามบ่าย ทันทีที่เสียงประตูปิดลง ชายหนุ่มก็หันกลับมา

แววตาคมกริบของภาคินไม่ได้มีความโกรธเคืองหรือตำหนิใด ๆ ฉายอยู่เลย มีเพียงความนิ่งสงบและประกายความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ

“คุณเห็นข่าวแล้วใช่ไหม” ภาคินเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“ค่ะ... ขิมเพิ่งเห็นตอนที่คุณนทีมาแจ้งนี่แหละค่ะ” ขิมตอบตามตรง พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น “ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณภาคิน ที่ข่าวส่วนตัวของขิมทำให้บริษัทต้องพลอยเดือดร้อนและกลายเป็นเป้าโจมตีอีกแล้ว”

ภาคินก้าวช้า ๆ เข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนขิมต้องเงยหน้าขึ้นมอง

“คุณไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องขอโทษ”

“แต่ภาพที่ถูกปล่อยออกมา... มันทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าขิมตั้งใจใช้คุณเป็นเครื่องมือจริง ๆ นะคะ” ขิมเม้มริมฝีปากแน่น “อีกอย่าง ฝั่งคุณกฤษณ์คงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือแน่ พวกเขาต้องเอาเรื่องนี้มาใช้เล่นงานคุณในการประชุมบอร์ดบริหารครั้งหน้าแน่ ๆ ค่ะ”

ภาคินยกมือขึ้นแตะเบา ๆ ที่ไหล่บางของเธอ การสัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงนั้นทำให้ความหวาดหวั่นในใจของขิมสงบลงทันที

“ปล่อยให้พวกเขาเล่นไป” ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง “ผมไม่ได้สนใจว่าคนอื่นจะพูดอะไร สิ่งเดียวที่ผมสนใจคือความจริง และความจริงก็คือคุณไม่ได้ทำอะไรผิด”

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่ครับ” ภาคินตัดบทอย่างเด็ดขาด “เรื่องข่าวทั้งหมด ฝ่ายกฎหมายของบริษัทกำลังจัดการสืบหาต้นตอคนที่ปล่อยภาพและข้อมูลเท็จแล้ว คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายชื่อเสียงของคุณในพื้นที่ของผมเด็ดขาด”

คำพูดหนักแน่นและท่าทีปกป้องอย่างออกนอกหน้าของภาคินทำให้ขิมรู้สึกตื้นตันจนจุกอยู่ที่ลำคอ ผู้ชายคนนี้ไม่เคยซ้ำเติมเธอ ไม่เคยโทษว่าเธอเป็นต้นเหตุ แต่กลับยืนหยัดอยู่ข้างเธอเสมอในยามที่พายุโหมกระหน่ำ

“ขอบคุณนะคะคุณภาคิน ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ” ขิมเอ่ยเสียงเครือ

“เปลี่ยนสรรพคำเรียกได้แล้วมั้งครับ” ภาคินเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มขึ้นบาง ๆ “เราเป็นแฟนกัน... ถึงแม้จะเป็นแฟนปลอม ๆ ตามสัญญา แต่การเรียกชื่อเต็มมันดูห่างเหินเกินไปหน่อยนะ”

ขิมหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที ความตึงเครียดจากข่าวฉาวมลายหายไปในพริบตาเมื่อโดนประธานหนุ่มหยอกเข้าให้

“จะให้ขิมเรียกว่าอะไรล่ะคะ คุณคินเหรอคะ มันดูไม่ค่อยชินปากเท่าไหร่”

“ลองพูดดูสิครับ แล้วจะชินไปเอง” ภาคินโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนขิมต้องรีบถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความเขินอาย

“ไม่เอาค่ะ เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นเข้าจะหาว่าเราไม่มืออาชีพ” ขิมรีบหาข้ออ้างกลบเกลื่อนอาการใจเต้นรัว “ว่าแต่... เราจะจัดการกับข่าวนี้ยังไงดีคะ ปล่อยไว้เฉย ๆ แบบนี้เกรงว่ากระแสโซเชียลจะยิ่งลามปามไปกันใหญ่”

ภาคินกลับสู่โหมดจริงจังในพริบตา เขากลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานแล้วผายมือให้เธอนั่งลงฝั่งตรงข้าม

“เราจะไม่ปล่อยไว้เฉย ๆ แน่นอน วันนี้ตอนเย็น ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทจะออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ”

“แถลงการณ์อะไรเหรอคะ”

“ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ และประกาศยื่นฟ้องดำเนินคดีกับทุกสำนักข่าวหรือเพจโซเชียลที่เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนสร้างความเสียหายให้แก่พนักงานของบริษัท” ภาคินตอบเสียงเฉียบขาด “ในขณะเดียวกัน เราจะปล่อยภาพความสำเร็จของโครงการตลาดชุมชน และภาพการทำงานภาคสนามของคุณออกไป เพื่อตอกย้ำว่าคุณเข้ามาทำงานด้วยความสามารถ ไม่ใช่เพราะข่าวฉาว”

ขิมฟังแผนการแล้วอึ้งไปเล็กน้อย วิธีการของภาคินรวดเร็ว เด็ดขาด และปกป้องเธอแบบร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ

“รวดเร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“ถ้าผมช้า คุณก็จะเครียดอยู่แบบนี้ไม่ใช่หรือไง” ภาคินสบตาเธอนิ่ง “ผมไม่ชอบให้ใครมารังแกคนของผม หมายถึง... คนในความดูแลตามสัญญา” เขารีบแก้คำพูดเมื่อเห็นขิมหรี่ตามอง

ขิมแอบอมยิ้มในความปากแข็งของเขา

“ค่ะ ๆ คนในความดูแลตามสัญญา”

ช่วงเย็นวันเดียวกัน แถลงการณ์จากฝ่ายกฎหมายและประชาสัมพันธ์ของวารินกรุ๊ปถูกเผยแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการ เนื้อหาระบุชัดเจนว่าบริษัทเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่เผยแพร่ข่าวเท็จและใส่ร้ายป้ายสีพนักงาน พร้อมทั้งแนบหลักฐานการทำงานและความโปร่งใสของโครงการตลาดชุมชนตอกย้ำความจริง

กระแสสังคมที่เคยพัดโหมกระหน่ำใส่ขิมเริ่มเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว ชาวเน็ตบางส่วนเริ่มหันมาตั้งคำถามกับเพจซุบซิบที่ปล่อยข่าวโคมลอย และชื่นชมความเด็ดขาดของทางผู้บริหารวารินกรุ๊ปที่ปกป้องพนักงานอย่างเต็มที่

กฤษณ์ซึ่งนั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว อ่านแถลงการณ์ดังกล่าวผ่านหน้าจอแท็บเล็ตด้วยความหัวเสีย เขาไม่คิดว่าภาคินจะกล้าใช้ชื่อเสียงของบริษัทมาปกป้องพนักงานระดับล่างคนหนึ่งอย่างเปิดเผยขนาดนี้ มือหนากำแท็บเล็ตแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว ก่อนจะต่อสายตรงหาใครบางคนทันที

“จัดการขั้นเด็ดขาดได้หรือยัง ถ้าแค่ปล่อยข่าวแค่นี้ยังทำอะไรเด็กนั่นไม่ได้ พวกนายก็เตรียมเก็บกระเป๋าออกจากบริษัทไปได้เลย!” กฤษณ์ตวาดใส่โทรศัพท์ด้วยความโมโหก่อนจะตัดสายทิ้ง

ในขณะเดียวกัน ที่อพาร์ตเมนต์ของขิม บรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลายกว่าที่คิด เมษาเพื่อนสนิทหอบขนมและน้ำอัดลมมานั่งกินเป็นเพื่อนเธอถึงห้องพักหลังจากเห็นข่าวแถลงการณ์ของบริษัท

“โอ๊ย แก ประธานคินของแกนี่คูลสุด ๆ ไปเลยวะ!” เมษาเคี้ยวขนมกร้วม ๆ พลางเลื่อนดูคอมเมนต์ในมือถือ “ดูแถลงการณ์บริษัทสิ ประกาศกร้าวว่าจะฟ้องพวกเพจเสี้ยมให้หมด สะใจชะมัด! แบบนี้เขาเรียกว่าเปย์ความปลอดภัยให้ด้วยอำนาจเงินตราแท้ ๆ”

ขิมนั่งอยู่บนโซฟา ถือแก้วโกโก้อุ่น ๆ ในมือ

“เขาก็แค่ทำตามหน้าที่ในฐานะผู้บริหารที่ต้องปกป้องชื่อเสียงบริษัทแหละแก”

“ผู้บริหารที่ไหนเขาออกตัวแรงเบอร์นี้ยะ ตั้งแต่เกิดมาฉันเพิ่งเคยเห็นประธานบริษัทประกาศกร้าวปกป้องพนักงานเพราะกลัวพนักงานเครียด ยอมรับมาเถอะขิมว่าแกไม่ได้คิดแค่เรื่องสัญญาแล้ว” เมษาหรี่ตามองเพื่อนด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“แกอย่าพูดจาเพ้อเจ้อนะเมย์ พวกเรามีสัญญาแค่หกเดือน” ขิมรีบปฏิเสธเสียงสูงเพื่อกลบเกลื่อนหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ

“สัญญาบ้าบออะไร เขาดูแลแกขนาดนี้ ระวังเเถ 6 เดือนจะกลายเป็นตลอดชีวิตนะยะ” เมษาหัวเราะคิกคัก ก่อนที่โทรศัพท์มือถือของขิมจะสั่นขึ้นขัดจังหวะ

ขิมก้มมองหน้าจอ ปรากฏชื่อ ‘ภาคิน’ โทรเข้ามา เมษารีบทำมือทำไม้ทำปากล้อเลียน ส่งเสียงกระซิบกระซาบว่า

“รับเลย ๆ ท่านประธานโทรมาตามตัวแล้วมั้ง”

ขิมค้อนใส่เพื่อนหนึ่งวงก่อนจะกดรับสาย

“ฮัลโหลค่ะคุณภาคิน”

(ลงมาข้างล่างหน่อยครับ) เสียงทุ้มต่ำลอดออกมาจากปลายสาย

“คะ? ลงไปข้างล่างทำไมคะ ดึกแล้วนะ” ขิมขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

(ผมจอดรถรออยู่หน้าอพาร์ตเมนต์ของคุณแล้ว ลงมาเอาเอกสารสรุปยอดโปรเจกต์พรุ่งนี้หน่อย)

“เอกสารสรุปยอด?” ขิมตกใจเล็กน้อย

“เรื่องแค่นี้ส่งอีเมลมาก็ได้นี่คะ ทำไมต้องขับรถมาถึงที่นี่”

(ผมผ่านมาทำธุระแถวนี้พอดี ลงมาเถอะครับ ผมให้เวลาสองนาที) พูดจบ ภาคินก็กดตัดสายไปทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธ

ขิมถอนหายใจยาว ๆ

“อะไรของเขาก็ไม่รู้ ดึกดื่นป่านนี้ยังจะมาตรวจงานอีก” เธอหันไปบอกเมษา “แก ฉันลงไปเอาเอกสารข้างล่างแป๊บเดียวนะ”

“จ้า ไปเถอะจ้า ระวังโดนประธานกินกลางถนนนะยะ” เมษาแซทยิ้ม ๆ จนขิมต้องหยิบหมอนอิงปาใส่เพื่อนด้วยความหมั่นไส้

ขิมหยิบเสื้อคลุมสวมทับชุดนอนลายการ์ตูนน่ารัก แล้วเดินลงลิฟต์จากชั้นบนลงมายังชั้นล่างของอพาร์ตเมนต์ ทันทีที่ก้าวพ้นประตูตึก เธอก็เห็นรถซีดานสีดำคันคุ้นเคยจอดเปิดไฟกระพริบรออยู่ริมฟุตปาธ

เธอเดินเข้าไปใกล้ กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงเผยให้เห็นใบพักคมคายของภาคินที่วันนี้ดูผ่อนคลายกว่าปกติเพราะถอดสูทออกเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตพับแขน

“ไหนล่ะคะเอกสารสรุปยอด” ขิมถามทันทีที่เดินมาถึงรถ

ภาคินไม่ได้หยิบแฟ้มเอกสารใด ๆ ออกมาให้เธอ แต่กลับเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับออกแทน

“ขึ้นมาก่อนสิครับ ในรถแอร์เย็น”

“คุณบอกว่าจะเอาเอกสารมาให้ไม่ใช่เหรอคะ” ขิมยืนกอดอกมองเขาอย่างจับผิด

“ขึ้นมาก่อนแล้วจะรู้เอง” ภาคินสบตาเธอนิ่ง “หรือว่าคุณกลัวผม”

คำท้าทายเล็ก ๆ นั้นทำให้ขิมยอมเปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถแต่โดยดี

“บอกมาก่อนเลยนะคะว่าเอกสารอยู่ไหน ถ้าไม่มีฉันจะงอนจริง ๆ ด้วย”

ภาคินไม่ตอบคำถาม เขาเอื้อมมือหยิบบางอย่างจากเบาะหลังยื่นมาให้เธอ ขิมรับมาด้วยความงงงวย เมื่อก้มลงมองก็พบว่าเป็นถุงกระดาษร้านเบเกอรีชื่อดังแถวออฟฟิศ ข้างในมีเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มชิ้นโปรดของเธอกับนมอุ่น ๆ หนึ่งแก้ว

“เอกสารสรุปยอดของคุณคืออันนี้เหรอคะ” ขิมเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ

“คุณไม่ได้กินข้าวเย็นใช่ไหมล่ะมัวแต่เครียดเรื่องข่าว” ภาคินเอ่ยเสียงเรียบ “ผมสั่งให้ร้านเขาทำพิเศษก่อนร้านปิด ขากลับเลยแวะรับมาให้”

หัวใจของขิมกระตุกวูบ ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้ามาโอบกอดความเหนื่อยล้าทั้งหมดในวันนี้ เธอคิดว่าเขามาเรื่องงาน แต่ที่ไหนได้ เขากลับขับรถดึกดื่นข้ามเมืองมาเพียงเพื่อซื้อขนมและนมอุ่น ๆ ให้เธอกินเพราะกลัวเธอเครียด

“คุณรู้ได้ยังไงคะว่าขิมยังไม่ได้กินข้าว” เสียงของเธอเบาหวิว

“เดาเอา และดูจากหน้าตาคุณตอนนี้ ผมเดาไม่ผิดใช่ไหมล่ะ” ภาคินอมยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและละมุนละไมที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น

ขิมก้มมองเค้กในมือ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพราะความเศร้า แต่เพราะความตื้นตันใจที่มีใครสักคนคอยใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ เธอมักจะเป็นฝ่ายดูแลคนอื่น เป็นคนที่คอยเทคแคร์ทุกคนรอบตัวมาตลอด จนลืมไปแล้วว่าการเป็น ‘ฝ่ายถูกดูแล’ มันรู้สึกดีขนาดไหน

“ขอบคุณนะคะคุณภาคิน” ขิมเงยหน้าสบตาเขา แววตาสั่นระริกด้วยความซาบซึ้ง “คุณใจดีกับขิมเกินไปแล้ว แบบนี้ขิมกลัวว่าพอครบหกเดือนตามสัญญา ขิมจะชินกับการมีคุณคอยดูแลแล้วสิคะ”

บรรยากาศในรถเงียบลงชั่วขณะ ภาคินมองสบตากับเธอ แววตาคมกริบนั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะคาดเดา มือหนาเอื้อมมาแตะเบา ๆ ที่เส้นผมรุ่ยรั่งของเธอ ทัดมันไว้หลังหูอย่างอ่อนโยน

“ถ้าชินแล้ว...” ภาคินเอ่ยกระซิบเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ก้องกังวานในความเงียบ “ก็ไม่ต้องคืนสัญญา... อยู่ดูแลกันแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ดีเหรอครับ”

คำพูดนั้นทำเอาขิมสติหลุดกระเจิง เลือดในกายสูบฉีดพุ่งขึ้นมาแดงก่ำลามไปถึงใบหู หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก เธอนิ่งอึ้งพูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาคู่นั้นด้วยความเขินอายขั้นสุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป