บทที่ 9 ตอนที่ 9 รอยแผลในอดีต

ตอนที่ 9 รอยแผลในอดีต

กลิ่นหอมหวานละมุนของเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มยังคงลอยอบอวลอยู่จาง ๆ ภายในห้องโดยสารของรถซีดานสีดำคันหรู ขิมนั่งนิ่งกุมแก้วม้าร้อนในมือ ดวงตากลมโตมองเหม่อออกไปนอกกระจกหน้าต่างที่สะท้อนภาพแสงไฟจากตึกสูงยามค่ำคืน หัวใจของเธอยังคงเต้นรัวไม่เป็นจังหวะจากประโยคคำถามกำกวมแต่ทรงพลังที่ภาคินเพิ่งเอ่ยออกไปก่อนหน้านี้

“ถ้าชินแล้ว... ก็ไม่ต้องคืนสัญญา อยู่ดูแลกันแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ดีเหรอครับ”

คำพูดนั้นดังวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา มันไม่ใช่คำสารภาพรักที่หวานหยดย้อยตามนิยายโรแมนติกทั่วไป แต่สำหรับผู้ชายอย่างภาคิน วรภัทร ประธานบริหารผู้สุขุมและไม่เคยแสดงความรู้สึกอ่อนแอให้ใครเห็น การเอ่ยปากพูดอะไรทำนองนี้ออกมามันเทียบเท่ากับการเปิดประตูหัวใจให้เธอเดินเข้าไปสำรวจเลยทีเดียว

ภาคินไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบจากเธอ ชายหนุ่มเพียงแต่นั่งมองเธอนิ่ง ๆ ด้วยแววตาที่เจือรอยยิ้มอบอุ่น ก่อนที่เขาจะเบนสายตาไปมองถนนเบื้องหน้าแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“กินเค้กซะสิครับ เดี๋ยวจะหมดอร่อยซะก่อน”

ขิมสะดุ้งเล็กน้อยจากภวังค์ความคิด รีบพยักหน้ารับแล้วตักเค้กช็อกโกแลตเข้าปากคำหนึ่ง รสชาติหวานนุ่มละมุนลิ้นช่วยบรรเทาความประหม่าในใจลงไปได้บ้าง แม้ว่าหัวใจจะยังเต้นแรงไม่ยอมสงบลงเลยก็ตาม

“อร่อยไหมครับ” ภาคินถามโดยไม่ละสายตาจากการขับรถ

“อร่อยค่ะ” ขิมตอบเสียงเบา “ขอบคุณนะคะคุณภาคิน ที่อุตส่าห์ขับรถดึก ๆ ดื่น ๆ เอามาให้”

“ผมบอกแล้วไงว่าผมผ่านแถวนี้พอดี” เขาตอบหน้าตาย ทั้งที่ในความเป็นจริงอพาร์ตเมนต์ของเธอกับคอนโดของเขามันอยู่คนละทิศคนละทางกันโดยสิ้นเชิง ขิมรู้ว่าเขากำลังหาข้ออ้างกลบเกลื่อนความใส่ใจของตัวเอง แต่เธอก็เลือกที่จะไม่พูดขัดจังหวะให้เสียบรรยากาศ

ไม่นานนัก รถซีดานคันหูก็แล่นมาจอดนิ่งสนิทหน้าอพาร์ตเมนต์ของขิม ภาคินลงจากรถมาเปิดประตูให้เธอตามมารยาทสุภาพบุรุษ ขิมก้าวลงมายืนบนฟุตปาธ ถือถุงขนมในมือแล้วเงยหน้ามองเขา

“ถึงแล้วค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะสำหรับคืนนี้”

“พรุ่งนี้เช้าผมมารับเหมือนเดิม” ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ “ห้ามตื่นสาย ห้ามแอบหนีไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินเด็ดขาด เข้าใจไหมครับ”

ขิมแอบยิ้มมุมปาก

“ค่ะ ทราบแล้วค่ะท่านประธาน... คุณเองก็ขับรถกลับดี ๆ นะคะ อย่าหักโหมทำงานดึกเกินไปล่ะ”

ภาคินพยักหน้ารับ ร่างสูงยืนมองจนกระทั่งขิมเดินเข้าประตูอพาร์ตเมนต์และหายลับขึ้นลิฟต์ไปเรียบร้อยแล้ว เขาถึงได้ยอมหมุนตัวกลับขึ้นรถแล้วขับออกไปในความมืดด้วยความรู้สึกที่เบาสบายอย่างประหลาด

#เช้าวันรุ่งขึ้น

ข่าวฉาวและการโจมตีในโลกโซเชียลเมื่อวานนี้แทบไม่หลงเหลือพิษสงอะไรอีกต่อไป เมื่อแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของวารินกรุ๊ปประกอบกับท่าทีที่แข็งกร้าวของฝ่ายกฎหมายในการดำเนินคดีกับเพจซุบซิบทำให้กระแสสังคมตีกลับ บรรดานักเลงคีย์บอร์ดและสำนักข่าวจอมเสี้ยมต่างพากันลบโพสต์และทยอยลงขอขมา ขิมจึงสามารถก้าวเข้ามาทำงานในบริษัทด้วยความโล่งใจและปราศจากสายตาสอดรู้สอดเห็นเหมือนเช่นเคย

ทว่า ความสงบสุขในแผนกประชาสัมพันธ์ก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อช่วงสายของวัน นที เลขานุการส่วนตัวของภาคินเดินเข้ามาหาเธอพร้อมกับแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้ม

“คุณสายขิมครับ ท่านประธานให้เชิญไปที่ห้องประชุมเล็กชั้นสามสิบด่วนครับ มีแขกมารอพบ” นทีกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าปกติเล็กน้อย

“แขกเหรอคะ ใครกันคะคุณนที” ขิมขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

“คุณปู่ครับ ท่านประธานใหญ่แห่งวารินกรุ๊ป เดินทางมาที่บริษัทด้วยตัวเอง”

คำว่า ‘ท่านประธานใหญ่’ ทำให้ขิมสะดุ้งสุดตัว เอกสารในมือเกือบหลุดร่วงลงพื้น ใคร ๆ ในวารินกรุ๊ปต่างก็รู้ดีว่า ‘ท่านประธานวีระ’ ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งบริษัทซึ่งเป็นปู่แท้ ๆ ของภาคิน แม้จะก้าวลงจากตำแหน่งบริหารไปนานแล้ว แต่บารมีและอิทธิพลของท่านยังคงทรงพลังที่สุดในตระกูลวรภัทร การที่ท่านเดินทางมาที่บริษัทกะทันหันหลังเกิดข่าวฉาวของเธอกับภาคินย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน

“ท่านมา... เรื่องข่าวของขิมหรือเปล่าคะ” ขิมถามเสียงสั่นด้วยความกังวล

“ท่านมาถึงได้สักพักแล้วครับ กำลังคุยกับท่านประธานภาคินอยู่ และท่านต้องการให้คุณเข้าร่วมประชุมด้วย” นทีตอบตามหน้าที่

ขิมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ เธอบอกตัวเองว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิด แม้สถานะระหว่างเธอกับภาคินจะเป็น ‘คู่รักกำมะลอ’ ตามสัญญา แต่เธอก็ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด เธอพยักหน้ารับแล้วก้าวเดินตามนทีไปยังห้องประชุมชั้นสามด้วยหัวใจที่เต้นระรัว

เมื่อผลักประตูห้องประชุมกระจกบานใหญ่เข้าไป บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบจนน่าขนลุก ภาคินนั่งอยู่ฝั่งหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์ ขณะที่ฝั่งตรงข้ามมีชายชราวัยเจ็ดสิบเศษรูปร่างสง่างาม นัยน์ตาคมกริบดุดันราวกับถอดแบบมาจากภาคินไม่มีผิดเพี้ยน นั่งไขว่ห้างถือไม้เท้าหัวทองแดงอยู่ นั่นคือ ‘ท่านประธานวีระ’ ผู้ทรงอิทธิพลแห่งวารินกรุ๊ป

“นั่งลงสิ หนูขิม” เสียงทุ้มแหบพร่าแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทันทีที่ขิมก้าวเข้ามา

ขิมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างสำรวม

“สวัสดีค่ะท่านประธานกิตติมศักดิ์”

วีระกวาดสายตามองขิมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาพิจารณา ไม่มีคำทักทายต้อนรับ ไม่มีรอยยิ้ม มีเพียงความกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวของชายชรา

“ฉันได้ยินข่าวฉาวเมื่อวานนี้ ข่าวที่บอกว่าพนักงานประชาสัมพันธ์ระดับล่างใช้เตียงไต่เต้าเข้าไปคุมหัวใจประธานบริหารจนหุ้นบริษัทปั่นป่วนไปหมด” วีระเอ่ยขึ้นตรงประเด็นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

ภาคินขยับตัวเล็กน้อย แววตาคมกริบตวัดมองปู่ของตัวเองทันที

“ข่าวพวกนั้นเป็นเรื่องโกหกจากฝั่งคนที่พยายามดิสเครดิตผมครับคุณปู่ ทางฝ่ายกฎหมายจัดการเคลียร์หมดแล้ว”

“ฉันไม่ได้ถามแก ภาคิน!” วีระตวาดเสียงกร้าวใส่หลานชายแท้ ๆ จนห้องประชุมเงียบกริบ “ฉันกำลังถามเด็กคนนี้ ว่าเธอมีความสัมพันธ์กับหลานฉันจริงไหม และเธอเข้ามาวุ่นวายกับตระกูลวรภัทรด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่ เงิน อำนาจ หรือตำแหน่งหน้าที่การงาน!”

แรงกดดันมหาศาลพุ่งเข้าใส่ขิมจนเธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ นิ้วมือทั้งสองข้างประสานกันแน่นบนตัก ความกลัวถูกทิ้งและความรู้สึกต้อยต่ำที่เคยฝังรากลึกในใจผุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่วินาทีต่อมา ภาพใบหน้าของภาคินที่คอยปกป้องเธอ รอยยิ้มอบอุ่นตอนซื้อเค้กให้ และคำพูดที่บอกว่าเธอมีสิทธิ์ยืนหยัดด้วยความสามารถของตัวเอง ก็แล่นเข้ามาในหัว

ขิมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับท่านประธานใหญ่อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่หลบเลี่ยง

“เรียนท่านประธานกิตติมศักดิ์ค่ะ” ขิมเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคงที่สุด แม้ใจจะสั่นไหว “ดิฉัน สายขิม วัฒนากุล ทำงานที่วารินกรุ๊ปด้วยความทุ่มเทและซื่อสัตย์มาโดยตลอด ดิฉันไม่เคยใช้ร่างกายหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวมาเป็นเครื่องมือไต่เต้าเพื่อผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ”

วีระหรี่ตามองเธออย่างไม่พอใจ “แล้วข่าวจูบกลางงานวันนั้นล่ะ มันหมายความว่ายังไง หรือจะบอกว่านั่นไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจจากหลานชายฉัน”

ขิมนิ่งไปครู่หนึ่งกับคำถามนั้น เธอยอมรับว่าจุดเริ่มต้นในคืนนั้นมันเกิดจากความบ้าบิ่นและความต้องการประชดอดีตคนรัก แต่เธอจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกศักดิ์ศรีของเธอเด็ดขาด

“วันนั้นดิฉันยอมรับค่ะว่าทำลงไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบเพราะเพิ่งถูกอดีตคู่หมั้นหักหลังและหยามเกียรติ” ขิมสบตาชายชราอย่างกล้าหาญ “แต่วันนี้... สถานะระหว่างดิฉันกับคุณภาคินไม่ใช่เรื่องของการเกาะเกี่ยวหรือฉวยโอกาสค่ะ พวกเราตกลงคบหากันด้วยความเข้าใจและการให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะคนรัก”

คำว่า ‘คนรัก’ ที่ออกจากปากขิมทำให้ภาคินหันขวับมามองเธอทันที แววตาคมกริบไหววูบด้วยประกายความรู้สึกที่ซับซ้อน ขณะที่วีระจ้องมองหญิงสาวตรงหน้านิ่งนานราวกับกำลังประเมินความจริงใจในคำพูดนั้น

ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงัดชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงหายใจดัง นทีที่ยืนอยู่มุมห้องถึงกับลุ้นจนตัวเกร็ง

ผ่านไปเกือบนาทีเต็ม ๆ ที่ไม่มีใครพูดอะไร วีระก็แค่นเสียงหัวเราะออกมาในลำคอเบา ๆ

“หึ... ปากกล้าใช้ได้นี่ สมแล้วที่เป็นเด็กประชาสัมพันธ์ที่กล้าจูบประธานบริษัทต่อหน้าแขกเป็นร้อยคน”

ขิมเม้มปากแน่น ไม่รู้ว่าคำพูดของท่านประธานใหญ่หมายความว่าอย่างไรต่อ

วีระหันไปมองหลานชายของตัวเองที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น

“แกเลือกคนไม่ผิดหรอกภาคิน ผู้หญิงที่จะยืนเคียงข้างคนตระกูลวรภัทรได้ ไม่จำเป็นต้องมีชาติตระกูลสูงส่งมาจากไหน แต่ต้องมีความกล้าหาญและรู้จักปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองแบบนี้ต่างหากล่ะ”

คำพูดนั้นพลิกสถานการณ์จากหน้ามือเป็นหลังมือ ขิมอ้าปากค้างเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง หันไปมองภาคินที่ตอนนี้มุมปากหยักลึกกำลังยกยิ้มขึ้นอย่างโล่งอก

“ขอบคุณครับคุณปู่ที่เข้าใจ” ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น

“ฉันไม่ได้มาเพื่ออวยพรพวกแกนะ” วีระใช้ไม้เท้าเคาะพื้นเบา ๆ “อาของแก ไอ้กฤษณ์ มันกำลังหาทางเล่นงานพวกแกทุกวิถีทาง ข่าวฉาวเมื่อวานเป็นแค่น้ำจิ้ม ของจริงมันกำลังจะมาในการประชุมบอร์ดใหญ่เดือนหน้า แกต้องจัดการให้เด็ดขาด อย่าให้เสียชื่อตระกูลวรภัทรเด็ดขาดเข้าใจไหม”

“ครับคุณปู่ ผมจัดการเอง” ภาคินตอบรับด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

วีระพยักหน้ารับ ก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยมีนทีรีบเข้ามาช่วยประคอง ท่านหันมามองขิมอีกครั้ง แววตาที่เคยดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเอ็นดูเจือความขบขันจาง ๆ

“ส่วนเธอ... หนูขิม ทำงานให้มันดี ๆ ล่ะ อย่าทำให้หลานฉันต้องเสียฟอร์มเข้าใจไหม”

“ค่ะท่านประธาน ดิฉันจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดค่ะ” ขิมรีบโค้งศีรษะรับคำด้วยความโล่งอกโล่งใจ

เมื่อวีระเดินออกจากห้องประชุมไปพร้อมกับนที บรรยากาศความกดดันทั้งหมดก็มลายหายไปจนหมดสิ้น ขิมทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยอ่อน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาเสียงดังจนภาคินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหลุดหัวเราะออกมา

“เหนื่อยเหรอครับ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์” ภาคินลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ของเธอ

“เกือบตายต่างหากล่ะคะคุณภาคิน!” ขิมโวยวายเบา ๆ ด้วยความหมั่นไส้ “คุณปู่คุณดุเป็นบ้าเลย เล่นเอาหัวใจฉันแทบจะกระโดดออกมานอกอกอยู่แล้ว ทำไมไม่บอกล่วงหน้าก่อนล่ะคะว่าจะมา”

“ถ้าบอกล่วงหน้า คุณก็ไม่ได้แสดงความจริงใจให้ท่านเห็นน่ะสิ” ภาคินโน้มตัวลงมาใกล้ ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากเธอแค่คืบ “เมื่อกี้... คุณบอกท่านว่าอะไรนะ”

ขิมชะงัก หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงคำพูดของตัวเอง

“ฉัน... ฉันพูดอะไรเหรอคะ”

“ก็ที่คุณบอกท่านว่า... สถานะระหว่างเราคือคนรักไงครับ” ภาคินทวนคำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างที่หาดูได้ยาก “ไหนตอนเซ็นสัญญาเราตกลงกันไว้ไม่ใช่เหรอครับว่า เป็นแค่แฟนปลอม ๆ ตามสัญญาหกเดือน แล้วทำไมถึงเผลอหลุดปากบอกปู่ผมแบบนั้นล่ะ”

ขิมรู้สึกเหมือนหน้าร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาเตาไฟมาจ่อ เธอกลบเกลื่อนความเขินอายด้วยการลุกขึ้นยืนแล้วเชิดหน้าใส่เขา

“ก็สถานการณ์มันบังคับนี่คะ ถ้าฉันไม่พูดแบบนั้น ท่านประธานใหญ่คงไล่ฉันออกจากบริษัทตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มโปรเจกต์ตลาดชุมชนแล้วมั้งคะ”

“อ๋อเหรอ...” ภาคินก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอทีละก้าว จนขิมต้องถอยหลังไปจนสะโพกชนติดกับขอบโต๊ะประชุม “แต่ผมคิดว่า... คำพูดของคุณเมื่อกี้มันออกมาจากความรู้สึกข้างในจริงๆ เสียอีกนะ”

“คุณภาคิน! อย่ามาต้อนฉันนะ” ขิมรีบยกแฟ้มเอกสารขึ้นมาบังใบหน้าที่แดงก่ำของตัวเองไว้

ภาคินหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี มือหนาเอื้อมมาดึงแฟ้มเอกสารออกจากมือเธออย่างง่ายดาย ก่อนจะรวบเอวบางเข้าหาตัวโดยไม่มีช่องว่างให้ขิมได้ทันตั้งตัว

“ขอบคุณนะขิม” เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงนุ่มนวลและจริงจังจนหัวใจของขิมเต้นระรัว “ขอบคุณที่ยืนหยัดเคียงข้างผม แม้ว่าสถานการณ์มันจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม”

บรรยากาศในห้องประชุมเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ที่ผสานกันอย่างแนบชิด ขิมเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความจริงใจ ความกลัว ความระแวง และความเจ็บปวดในอดีตถูกชะล้างหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอบอุ่นที่เอ่อล้นอยู่ในหัวใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป