บทที่ 1 อึดอัด (1)

อึดอัด

เพล้ง!

เสียงแก้วเซรามิกเนื้อดีราคาแพงลิ่วปะทะเข้ากับผนังห้องนอนสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกอย่างรุนแรงจนแตกกระจาย 

เศษกระเบื้องเคลือบสีขาวบดคมแหลมปลิวว่อนไปทั่วพื้นพรมทอมือผืนหนา ของเหลวสีเข้มกลิ่นหอมกรุ่นที่ถูกจัดเตรียมมาเสิร์ฟในฐานะกาแฟยามเช้า บัดนี้กลายเป็นรอยด่างดวงเฉอะแฉะเปรอะเปื้อนอยู่บนพื้นห้องนอนหรูในพริบตา

ภายในห้องนอนกว้างขวาง บรรยากาศเงียบสนิทลงฉับพลัน มีเพียงลมหายใจหอบกระชั้นด้วยความเดือดดาลของชายหนุ่มบนเตียงกว้าง ศิลาในชุดนอนผ้าไหมสีกรมท่าสภาพยับย่น ขยับร่างกายส่วนบนด้วยความทุลักทุเล 

ขาทั้งสองข้างที่เคยแข็งแรง คล่องแคล่ว และพาร่างสูงสง่าร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรไปสู่ความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่ที่ทุกคนจับตามอง 

ตอนนี้กลับถูกคลุมไว้ด้วยผ้าห่มนวมผืนหนาหนัก มันนอนนิ่ง ไร้ความรู้สึก และปฏิเสธที่จะรับฟังคำสั่งจากสมองของเขามานานร่วมสามเดือนแล้วนับตั้งแต่อุบัติเหตุรถคว่ำครั้งนั้น

ความโกรธแค้นในโชคชะตา ทิฐิอันแรงกล้า และความเกลียดชังในความอ่อนแอของร่างกายที่ทรยศตัวเอง เปลี่ยนให้นักธุรกิจหนุ่มมาดนิ่งผู้เคยสุขุมเยือกเย็น กลายเป็นคนฉุนเฉียว ดุร้าย และปิดตายหัวใจจากโลกภายนอก

ประตูห้องนอนบานใหญ่ที่ทำจากไม้สักทองค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ ไร้ซึ้งเสียงเอี๊ยดอ๊าดรบกวน 

สายขิม ก้าวเข้ามาด้านในด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและเงียบเชียบ เธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวสะอาดตากับกางเกงสแล็กสีดำทรงกระบอกที่ดูทะมัดทะแมง ใบหน้าเนียนใสไร้เครื่องสำอางหนาเตอะมีเพียงความเรียบเฉยอย่างเป็นธรรมชาติ 

ดวงตาคู่สวยนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นคลอน เธอไม่ได้มีท่าทีตื่นตกใจกับเศษแก้วที่กระจายเกลื่อนพื้น หรือแววตาเกรี้ยวกราดดุดันเหมือนเสือร้ายบาดเจ็บของผู้ชายตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ในสองมือของเธอประคองถาดสเตนเลสใส่อุปกรณ์ทำแผลชุดใหม่ ยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่ง และน้ำอุ่นหนึ่งแก้วเข้ามาอย่างระมัดระวัง

“ออกไป! ฉันบอกให้ออกไปไง! ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง!”

ศิลาตวาดลั่น เสียงของเขาแหบพร่าทว่ายังคงแฝงไปด้วยกระแสแห่งความดุดันและทรงอำนาจอันเป็นบุคลิกติดตัวมาแต่กำเนิด ฝ่ามือหนากำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด เส้นเลือดบนขมับปูดโปนด้วยความโกรธจัดที่เห็นผู้หญิงคนนี้ยังคงเสนอหน้าเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเขา

สายขิมไม่ได้ตอบโต้ในทันที เธอเดินไปวางถาดอุปกรณ์ลงบนโต๊ะไม้ข้างเตียงอย่างแผ่วเบาและเป็นระเบียบ จากนั้นจึงหันไปหยิบไม้กวาดด้ามเล็กและที่ตักผงที่ซ่อนอยู่หลังประตู จัดการก้มลงเก็บกวาดเศษกระเบื้องแตกบนพื้นพรมอย่างใจเย็น นิ้วมือเรียวยาวหยิบเศษชิ้นส่วนเล็ก ๆ ออกทีละชิ้นด้วยความคล่องแคล่วและระมัดระวัง ท่าทางของเธอไม่มีความเงอะงะ บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นคนที่ผ่านงานหนักและมีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยมาอย่างดี

“คุณหญิงรัชนีบอกให้ฉันเข้ามาดูแลคุณค่ะ และในฐานะภรรยาตามกฎหมายที่เพิ่งเซ็นเอกสารทะเบียนสมรสร่วมกันเมื่อวานนี้ ฉันมีหน้าที่ต้องทำให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับประทานยาตรงเวลา และแผลกดทับรวมถึงแผลผ่าตัดที่ขาของคุณจะได้รับการทำความสะอาดอย่างถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อ”

สายขิมตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เป็นโทนเสียงปกติที่ใช้สนทนาทั่วไป ไร้ซึ่งความประชดประชัน และไม่มีแววหวาดกลัวต่อท่าทีคุกคามของเขาเลยแม้แต่น้อย

ศิลาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเดือดดาลที่ทวีคูณขึ้น เขาเกลียดสายตาที่นิ่งสงบและน้ำเสียงที่ดูเป็นมืออาชีพของเธอที่สุด มันทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กเอาแต่ใจที่กำลังอาละวาดทุบตีสิ่งของโดยไร้คนเหลียวแล หรือเหมือนเป็นคนไข้ไร้ความสามารถที่ต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่ตลอดเวลา

“ใครขอให้เธอมาดูแล! อย่ามาอ้างชื่อแม่ฉัน! ตอบมาสิว่าแม่ฉันจ้างเธอมาเท่าไหร่กันแน่ ผู้หญิงตัวคนเดียวถึงได้หน้าด้านหน้าทนยอมแต่งงานจดทะเบียนกับคนพิการที่เดินไม่ได้แบบฉัน!”

ศิลาเค้นเสียงถาม รอยยิ้มหยันจุดขึ้นที่มุมปากหยักลึก สายตาคมกริบจ้องเขม็งราวกับจะมองให้ทะลุถึงก้นบึ้งความโลภในใจของเธอ

“คุณหญิงรัชนีตกลงจ้างฉันด้วยเงินห้าล้านบาทค่ะ” สายขิมหยุดมือที่กำลังเก็บกวาด เงยหน้าขึ้นสบสายตาคมกริบคู่นั้นตรง ๆ แววตาของเธอใสกระจ่างและเปิดเผย ไม่มีอาการหลบตาหรือพิรุธใด ๆ 

“และฉันจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนั้นเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาลในห้องไอซียูรวมถึงค่าผ่าตัดหัวใจของแม่ฉันทันที ฉันมาที่นี่เพราะต้องการเงินก้อนนั้นจริง ๆ ค่ะ คุณศิลา”

คำตอบที่ตรงไปตรงมาไม่มีการบิดพริ้วหรือบีบน้ำตาเรียกร้องความสงสาร ทำให้ศิลาชะงักไปอึดอัดหนึ่ง ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องนอนหรูอยู่ครู่สั้น ๆ ก่อนที่ชายหนุ่มจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสมเพชและดูแคลน

“หึ!!! ยอมรับออกมาตรง ๆ แบบนี้ก็ดี! ชัดเจนดีนี่ เห็นแก่เงินจนยอมเอาชีวิต ยอมเอาชื่อเสียงตัวเองมาผูกติดกับไอ้เป๋ง่อย ๆ บนเตียงเพื่อเศษเงินห้าล้าน!” ศิลาดันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง ท่าทางเย่อหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีกลับคืนมาครอบงำใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง 

“งั้นก็ฟังข้อตกลงและกฎเหล็กของฉันไว้ให้ดี ๆ นะ สายขิม ในเมื่อเธออยากได้เงินจนตัวสั่น ยอมทำตามที่แม่ฉันขอทุกอย่าง ก็จงอยู่ส่วนของเธอ หน้าที่ของเธอคือพยาบาลรับจ้างคนหนึ่งเท่านั้น ห้ามทำตัวเสมอสิทธิ์ ห้ามไปป่าวประกาศให้คนภายนอกรู้ว่าเธอเป็นเมียฉันเด็ดขาด และที่สำคัญที่สุด”

ศิลาเว้นจังหวะ โน้มตัวเข้ามาใกล้ร่างบางที่ขยับเข้ามาใกล้เตียงเพื่อเตรียมจัดยา แววตาของเขาเยือกเย็นและแฝงไปด้วยความเตือนข่มขู่ขั้นสุด

“อย่าเสนอหน้าเข้ามาวุ่นวายหรือคิดจะเปิดประตูหัวใจของฉันเด็ดขาด อย่าคิดว่าความใกล้ชิดหรือความสงสารจะทำให้ฉันใจอ่อน เพราะคนอย่างศิลาไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงที่เห็นแก่เงิน หน้าเงิน และไร้ศักดิ์ศรีอย่างเธอเข้ามามีสิทธิ์หรือมีอิทธิพลเหนือชีวิตและทรัพย์สินของฉันแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ทันทีที่ครบกำหนดสัญญาหนึ่งปี หรือทันทีที่ฉันกลับมาเดินได้ด้วยขาของตัวเอง เธอต้องเซ็นใบหย่าแล้วไสหัวออกไปจากบ้านหลังนี้ทันที!”

คำพูดถากถางเชือดเฉือนที่จงใจตราหน้าและเหยียบย่ำคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรงนั้น ปลิวผ่านหูของสายขิมไปราวกับสายลมพัดผ่าน เธอรับฟังทุกคำพูดด้วยท่าทางที่นิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินสลัก นิ้วมือเรียวยังคงทำหน้าที่แกะเม็ดยาออกจากแผงฟอยล์สีเงินลงในถ้วยยาขนาดเล็กอย่างมั่นคง ไม่มีอาการสั่นเทาหรือขอบตาแดงก่ำแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็นเลยแม้แต่น้อย

เธอรู้ดีว่าสิ่งที่ศิลาแสดงออกมาในตอนนี้ ทั้งคำพูดร้ายกาจ แววตาเหยียดหยาม หรือการพังทลายข้าวของ มันไม่ใช่ความเกลียดชังที่มีต่อตัวเธอโดยตรง แต่มันคือเกราะป้องกันตัวเองที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกปิดความอ่อนแอ ความกลัว และความสิ้นหวังในใจของคนที่เคยอยู่จุดสูงสุดแล้วต้องตกลงมาอยู่จุดต่ำสุดต่างหาก

บทถัดไป