บทที่ 4 เรือนเล็กท้ายสวน (1)
เรือนเล็กท้ายสวน
กระเป๋าเดินทางใบย่อมวางลงบนพื้นหินอ่อนขัดเงา เสียงของมันดังก้องในความเงียบของห้องโถงกลางตึกใหญ่คฤหาสน์วัฒนากูล สายขิมมองไปรอบห้อง โครงสร้างบ้านโอ่อ่าและหรูหราทว่ากลับให้ความรู้สึกเย็นเยียบและอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก
ที่กลางห้องนั้นเอง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่นั่งอยู่บนรถเข็นไฟฟ้าคันหรู ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมกริบแต่กลับนิ่งสนิทราวกับสลักมาจากก้อนหิน ดวงตาคู่คมจับจ้องมาที่เธอด้วยสายตาเย็นชาและเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างไม่คิดจะปิดบัง
"หิ้วมาแค่กระเป๋าใบเดียวเองเหรอ คงรีบมากจนกลัวว่าเงินห้าล้านบาทจะหายไปก่อนหรือไง"
น้ำเสียงเข้มทุ้มที่เอ่ยขึ้นเต็มไปด้วยความเหน็บแนม ศิลาใช้มือหนากำพนักวางแขนของรถเข็นแน่น ขาทั้งสองข้างของเขามีผ้าห่มผืนหนาคลุมทับไว้ อดีตนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่เคยเดินเหินได้อย่างสง่างาม
บัดนี้ต้องมาติดอยู่บนเก้าอี้มีล้อเพราะอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ความอัดอั้นและทิฐิในใจทำให้เขาเลือกที่จะสาดอารมณ์ร้ายใส่ผู้หญิงทุกคนที่เข้าหา โดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งงานกับเขาเพราะเรื่องเงิน
สายขิมไม่ได้หลบตา เธอสบสายตาคมกริบคู่นั้นด้วยแววตาเรียบเนียน นิ่งสงบ ไร้ร่องรอยของความโกรธหรือความเสียใจ
"เงินห้าล้านบาทเป็นเงินจำนวนมากสำหรับขิมค่ะ และขิมก็มาที่นี่เพื่อทำงานแลกเงินก้อนนั้นตามสัญญาจ้าง ไม่ได้คิดจะมาเอาเปรียบคุณศิลาเลยแม้แต่บาทเดียวค่ะ"
คำตอบเรียบเรื่อยทว่าชัดถ้อยชัดคำทำเอาศิลาชะงักไปเล็กน้อย คิ้วหนาขมวดเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดขัดใจ เขาคิดว่าเธอจะบีบน้ำตา ทำท่าทางน่าสงสาร หรือไม่ก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเพราะหวังสมบัติ แต่ความนิ่งเฉยของเธอกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังตบลงบนผืนน้ำที่ไม่สะท้อนแรงกระแทกกลับมาเลย
"ปากดี" ศิลาเค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
"คิดว่าทำหน้าซื่อตาใสแบบนี้แล้วฉันจะเชื่อหรือไง ผู้หญิงก็เหมือนกันหมด เห็นแก่เงินจนตัวสั่น"
"คุณศิลาจะคิดยังไงก็เป็นสิทธิ์ของคุณค่ะ ขิมคงไปห้ามความคิดของคุณไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงคือขิมมีหน้าที่ดูแลคุณในฐานะพยาบาลส่วนตัวและภรรยาในนามเป็นเวลาหนึ่งปี และขิมจะทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุดค่ะ"
สายขิมตอบด้วยน้ำเสียงระเบิดอารมณ์น้อยที่สุด ความจริงแล้วหัวใจของเธอเต้นระทึกด้วยความอึดอัด แต่เพราะความจำเป็นเรื่องค่าผ่าตัดหัวใจของแม่ที่กำลังป่วยหนัก ทำให้เธอต้องสะกดทุกความรู้สึกและมองข้ามคำดูถูกเหล่านี้ไปให้ได้
ศิลาเหยียดรอยยิ้มสมเพช ขยับนิ้วมือบังคับให้รถเข็นหมุนกลับตัวไปทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นสวนกว้างด้านหลังคฤหาสน์ เขายกมือขึ้นชี้ไปยังทิศทางของเรือนไม้หลังย่อมที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากตึกใหญ่
"จำใส่หัวเอาไว้ว่าเธอสวมสิทธิ์เมียแค่ในนาม ห้ามทำตัวเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้เด็ดขาด ที่ตึกใหญ่ไม่มีที่นอนสำหรับผู้หญิงหน้าเงินอย่างเธอ"
ศิลาหันกลับมาสบตากับเธออีกครั้ง แววตาดุดันน่ากลัว
"เสื้อผ้าและข้าวของของเธอทั้งหมด ให้ขนไปไว้ที่เรือนเล็กท้ายสวนนู่น ฉันสั่งให้คนเตรียมห้องไว้ให้แล้ว และห้ามเธอขึ้นมาเหยียบตึกใหญ่ในยามวิกาลเด็ดขาดถ้าไม่มีหน้าที่พยาบาลหรือถ้าฉันไม่ได้สั่ง เข้าใจไหม"
คำสั่งเนรเทศนั้นชัดเจนและไร้ความปรานี หากเป็นผู้หญิงอื่นคงรู้สึกเสียหน้าและร้องไห้วิ่งหนีไปแล้ว แต่สำหรับสายขิม เรือนเล็กท้ายสวนกลับฟังดูเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและสงบสุขมากกว่าการต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเสือร้ายอารมณ์แปรปรวนตัวนี้
"ค่ะ ขิมเข้าใจแล้ว หน้าที่ของขิมคือดูแลคุณตอนกลางวัน ส่วนเวลาที่เหลือขิมจะอยู่ประจำที่เรือนเล็กตามที่คุณสั่งค่ะ" สายขิมค้อมศีรษะลงเล็กน้อยอย่างมีมารยาท
"แล้วอย่าให้ฉันรู้ว่าเธอแอบเข้ามาค้นข้าวของในตึกใหญ่ หรือคิดจะปีนขึ้นเตียงฉันตอนกลางคืนล่ะ ต่อให้เธอจะแก้ผ้าต่อหน้าฉันตอนนี้ ฉันก็ไม่มีวันพิศวาสผู้หญิงอย่างเธอ" ศิลาพูดคำรามเสียงต่ำ หวังจะเห็นใบหน้าหวานแสดงความอับอาย
"คุณศิลาสบายใจได้เลยค่ะ ขิมรู้ดีว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร เงินห้าล้านบาทที่แม่ของคุณหญิงรัชนีจ่ายมา มันมากพอที่จะทำให้ขิมเคารพสัญญาและขอบเขตของงานค่ะ ขิมจะไม่ทำอะไรที่นอกเหนือจากข้อตกลงแน่นอน"
คำพูดที่ย้ำเรื่องเงินและหน้าที่พยาบาลรับจ้างของสายขิม ทำให้ศิลารู้สึกเหมือนโดนตบหน้ากลับเงียบๆ เธอไม่ได้ปฏิเสธว่าต้องการเงิน แต่เธอใช้เงินตัวนั้นเป็นเส้นแบ่งเขตแดนชัดเจนว่าเธอจะไม่ล้ำเส้น และเขาก็ไม่มีสิทธิ์มาล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวของเธอเช่นกัน ชายหนุ่มขบกรามแน่น บดล้อรถเข็นหมุนกลับเข้าห้องทำงานส่วนตัวไปทันทีด้วยความขัดใจ
สายขิมก้มลงยกกระเป๋าเดินทางขึ้นอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเดิน หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อคอกระเช้าและผ้าถุงลายสุภาพก็เดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเห็นใจและรอยยิ้มอ่อนโยน
"คุณขิมใช่ไหมคะ ป้าชื่อนุ่มเป็นแม่บ้านเก่าแก่ของที่นี่ค่ะ มาค่ะป้าช่วยยกกระเป๋า" ป้านุ่มยื่นมือมาหมายจะช่วย
"ไม่เป็นไรค่ะป้านุ่ม ขิมยกเองได้ค่ะ กระเป๋าไม่หนักเลย" สายขิมรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจพร้อมส่งยิ้มบางๆ ให้
"ให้ป้าช่วยเถอะค่ะ ถือเสียว่าป้าพานำทางไปเรือนเล็กแล้วกันนะคะ" ป้านุ่มคะยั้นคะยอจนสายขิมต้องยอมส่งกระเป๋าให้ข้างหนึ่ง ทั้งสองคนเดินลัดเลาะไปตามทางเดินหินในสวนสวยที่ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ
ระหว่างทาง ป้านุ่มแอบชำเลืองมองสะใภ้คนใหม่ของบ้านด้วยความสำรวจ ตอนแรกที่คุณหญิงรัชนีบอกว่าจะจ้างผู้หญิงคนหนึ่งมาแต่งงานแก้เคล็ดและคอยดูแลคุณชายศิลา
ป้านุ่มยังแอบกังวลว่าจะเป็นพวกคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หรือพวกหวังรวยทางลัด แต่พอได้เห็นกิริยาท่าทางที่นอบน้อม แววตาที่ซื่อตรง และความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวเมื่อครู่แล้ว ป้านุ่มก็รู้สึกถูกชะตาขึ้นมาทันที
"คุณขิมอย่าถือสาคุณชายเลยนะคะ ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ จิตใจของคุณชายก็ไม่ค่อยคงที่ อารมณ์ร้ายแปรปรวนบ่อยๆ แบบนี้แหละค่ะ เมื่อก่อนคุณชายไม่ใช่คนพูดจาร้ายกาจขนาดนี้หรอกค่ะ" ป้านุ่มเอ่ยปากเล่าด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ
"ขิมไม่ถือสาหรอกค่ะป้านุ่ม ขิมเรียนจบพยาบาลและเคยทำงานดูแลผู้ป่วยมาก่อน เข้าใจดีค่ะว่าผู้ป่วยที่เคยแข็งแรงมากๆ แล้วต้องมาสูญเสียการควบคุมร่างกายไปกะทันหัน มักจะมีภาวะเครียดและแสดงออกด้วยความเกรี้ยวกราด ขิมจะพยายามอดทนและทำหน้าที่ให้ดีที่สุดค่ะ"
คำตอบของผู้หญิงตรงหน้าทำให้ป้านุ่มยิ้มกว้างออกมาด้วยความโล่งอก อย่างน้อยคฤหาสน์หลังนี้ก็ไม่ได้ต้อนรับคนที่จะมาซ้ำเติมให้อะไรๆ แย่ลง แต่ได้พยาบาลที่เข้าใจโลกและมีจิตใจที่แข็งแกร่งเข้ามาดูแล
