บทที่ 5 เรือนเล็กท้ายสวน (2)
เรือนเล็กท้ายสวน
เรือนไม้หลังย่อมท้ายสวนตั้งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ตัวบ้านภายนอกดูร่มรื่นแต่ภายในกลับมีฝุ่นเกาะหนาตามซอกมุมเพราะไม่มีคนอยู่อาศัยมานาน
ป้านุ่มเปิดประตูพาสายขิมเข้ามาด้านใน ห้องพักมีเตียงไม้เก่า ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะเครื่องแป้งหลังเล็ก ของทุกชิ้นยังอยู่ในสภาพดีเพียงแต่ขาดการดูแล
"ป้าขอโทษด้วยนะคะคุณขิม ที่นี่ฝุ่นเยอะไปหน่อย เดี๋ยวป้าไปตามเด็กรับใช้มาช่วยกันทำความสะอาดให้นะคะ" ป้านุ่มบอกด้วยความเกรงใจ
"ไม่ต้องรบกวนหรอกค่ะป้านุ่ม ขิมทำเองได้สบายมากค่ะ ป้าแค่บอกขิมว่าอุปกรณ์ทำความสะอาดอยู่ตรงไหนก็พอค่ะ ขิมอยากจัดห้องด้วยตัวเองมากกว่า"
หลังจากป้านุ่มนำถังน้ำ ไม้กวาด และผ้าขี้ริ้วมาส่งให้ สายขิมก็เริ่มลงมือปัดกวาดเช็ดถูห้องนอนทันที ร่างบางขยับกายอย่างคล่องแคล่ว ไม่มีท่าทีเกี่ยงงอนงานหนัก เธอเช็ดถูพื้นจนสะอาดสะอ้าน เปิดหน้าต่างให้อากาศภายนอกถ่ายเทเข้ามา ขับไล่ความอับชื้นจนห้องเริ่มน่าอยู่ขึ้นมา
เมื่อจัดข้าวของเข้าตู้เรียบร้อย สายขิมทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงไม้ พลางหยิบกรอบรูปขนาดเล็กที่พกติดตัวออกมาจากกระเป๋าผ้า ในรูปนั้นคือภาพของเธอที่กำลังกอดกับผู้หญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าซูบเซียวแต่มีรอยยิ้มใจดี ขวัญฤดีแม่ของเธอนั่นเอง
"ขิมมาถึงบ้านคุณศิลาแล้วนะแม่ ที่นี่กว้างขวางและปลอดภัยดีค่ะ ขิมจะอดทนทำความสะอาดและดูแลคนไข้ที่นี่ให้ครบหนึ่งปี พอได้เงินก้อนสุดท้ายมา ขิมจะพาแม่ไปเข้าผ่าตัดหัวใจทันทีนะคะ แม่ต้องรอขิมนะ"
สายขิมพึมพำกับรูปถ่าย ดวงตาคู่สวยสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและเหนื่อยล้า แต่ความรักที่มีต่อแม่กลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยปัดเป่าความท้อแท้ไปจนหมดสิ้น ความอึดอัดใจจากคำพูดเหน็บแนมของศิลาไม่อาจเทียบได้กับความทรมานของแม่ยามที่โรคหัวใจโตกำเริบ
เธอวางกรอบรูปลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง สูดหายใจเข้าลึกๆ ยืดหลังตรงแววตากลับมานิ่งสงบและมั่นคงอีกครั้ง การเริ่มต้นชีวิตในฐานะภรรยาจ้างและพยาบาลส่วนตัวของศิลาได้เริ่มขึ้นแล้ว และไม่ว่าจะต้องเผชิญกับพายุอารมณ์ร้ายกาจแค่ไหน สายขิมก็พร้อมที่จะนิ่งสงบและสู้เพื่อความอยู่รอดของครอบครัวต่อไปอย่างสมเหตุสมผลและมีศักดิ์ศรีในตัวเอง
หลังจากวางกรอบรูปของแม่ลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง สายขิมก็เดินสำรวจรอบๆ เรือนไม้หลังเล็กอีกครั้ง บ้านหลังนี้มีขนาดกะทัดรัด มีห้องนอน ห้องน้ำ และชานเรือนนั่งเล่นเล็กๆ ด้านหน้า แม้จะอยู่ห่างไกลจากตึกใหญ่จนแทบไม่ได้ยินเสียงอะไร แต่ข้อดีคือมันมีความเป็นส่วนตัวและเงียบสงบพอที่จะทำให้เธอตั้งสติได้
เธอเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา คราบฝุ่นจากการทำความสะอาดบ้านเมื่อครู่ทำให้ดวงตาคู่สวยดูอิดโรย สายขิมมองตัวเองในกระจกบานหมอง สองมือบางกวักน้ำขึ้นลูบหน้าเพื่อเรียกความสดชื่น เธอบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าต่อจากนี้ไปอีก 365 วัน เธอต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายที่ชื่อ ศิลา วัฒนากุล คนที่พร้อมจะสาดคำพูดร้ายๆ ใส่เธอได้ทุกวินาที
เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อย สายขิมก็เดินกลับมาที่ตึกใหญ่ตามเวลาที่ป้านุ่มนัดหมายไว้เพื่อเตรียมรับฟังตารางงานดูแลศิลาในแต่ละวัน
ที่ห้องอาหารกว้างขวาง ศิลานั่งอยู่หัวโต๊ะบนรถเข็นไฟฟ้าคันเดิม บนโต๊ะมีอาหารสามสี่อย่างวางอยู่ แต่มันกลับเหลือทิ้งไว้เกือบเต็มจาน สายตาคมกริบตวัดมองสายขิมทันทีที่เธอเดินเข้ามาในห้อง
"มาช้า" ศิลาเค่นเสียงต่ำ พลางใช้ผ้าเช็ดปากซับมุมปากอย่างแรง
"ขิมมาตามเวลาที่คุณป้านุ่มนัดไว้ค่ะ ตอนนี้เวลาห้าโมงเย็นพอดี" สายขิมตอบพลางชี้มือไปที่นาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังห้องอาหาร
"ฉันสั่งให้มาก็ต้องมา ไม่ต้องมาอ้างเวลา ป้านุ่มไม่ใช่เจ้าของเงิน ห้าล้านบาทนั่นมันเงินของตระกูลวัฒนากุล และคนที่เธอต้องฟังคำสั่งมากที่สุดคือฉัน" ศิลาประชดประชัน
สายตาของเขาจ้องมองชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ตัวเก่าของเธอด้วยความไม่สบอารมณ์
"แล้ววันหลังถ้าจะขึ้นมาบนตึกใหญ่ ช่วยแต่งตัวให้มันดูมีราคามากกว่านี้หน่อย ไม่อย่างนั้นคนงานในบ้านจะแยกไม่ออกว่าใครคือเมียรับจ้าง ใครคือคนใช้ใหม่"
สายขิมสูดหายใจเข้าลึก เธอไม่ได้รู้สึกอับอายกับเสื้อผ้าราคาถูกที่ใส่อยู่ เพราะมันเป็นเสื้อผ้าที่เธอใช้ทำงานหาเงินมาตลอด
"ขิมจะระวังเรื่องการแต่งตัวค่ะ" เธอยอมรับคำสั่งแต่โดยดีเพื่อตัดรำคาญ
"แล้วเย็นนี้คุณศิลาต้องการให้ขิมดูแลเรื่องอะไรต่อไหมคะ ถ้าไม่มีขิมจะขออนุญาตลงไปทานข้าวที่เรือนเล็กค่ะ"
"ยังไปไม่ได้" ศิลาขยับล้อรถเข็นเข้ามาใกล้ตัวเธอจนระยะห่างเหลือเพียงไม่ถึงช่วงแขน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงปนกลิ่นอายความดุดันจากตัวเขาแผ่ซ่านจนสายขิมเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ท่าทางขยาดของเธอทำให้ชายหนุ่มเหยียดยิ้มสมเพช
"กลัวหรือไง ทีตอนอยากได้เงินห้าล้านล่ะวิ่งเข้าหาจนตัวสั่น"
"ขิมไม่ได้กลัวค่ะ แต่ขิมรักษาระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างคนไข้กับพยาบาลค่ะ" สายขิมตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ดวงตาใสซื่อจ้องลึกเข้าไปในตาของเขาโดยไม่หลบเลี่ยง
ศิลาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขาเกลียดแววตาคู่นี้เหลือเกิน แววตาที่มองเขาเหมือนเป็นเพียงคนไข้คนหนึ่ง ไม่ใช่ชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่ใครๆ ต่างก็ต้องก้มหัวให้ ความรู้สึกสูญเสียการควบคุมทำให้อารมณ์ร้ายของเขาปะทุขึ้นมาอีกระลอก
"พรุ่งนี้เช้า หกโมงตรง ขึ้นมาเตรียมน้ำอุ่นให้ฉันอาบน้ำที่ห้องนอนตึกใหญ่ ถ้าเธอมาสายแม้แต่หนึ่งนาที ฉันจะหักเงินค่าจ้างเธอวันละหนึ่งหมื่นบาท" ศิลาประกาศกฎใหม่พลางยกมือขึ้นกอดอก "จำเอาไว้ว่าเงินห้าล้านฉลาดจ่ายได้ ก็ดึงคืนได้เหมือนกัน"
"ขิมจะมาให้ตรงเวลาค่ะ" สายขิมค้อมศีรษะให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินแยกออกไปทางประตูหลังตึกใหญ่เพื่อมุ่งหน้ากลับสู่เรือนเล็กของเธอ
ศิลาจ้องมองแผ่นหลังบางที่เดินจากไปด้วยความนิ่งเฉย มือหนากำพนักวางแขนรถเข็นแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความนิ่งของสายขิมกำลายความมั่นใจของเขาลงเรื่อยๆ และมันยิ่งกระตุ้นความต้องการอยากเอาชนะในใจของเสือร้ายบนรถเข็นให้เดือดพล่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
