บทที่ 2 วิกฤตชีวิตของมิลิน
กลิ่นยาและน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนกึกอบอวลไปทั่วบริเวณโถงทางเดินของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ เสียงรองเท้าพยาบาลกระทบพื้นกระเบื้องดังเป็นจังหวะถี่ๆ สลับกับเสียงกริ่งเตือนภัยและเสียงเครื่องช่วยหายใจที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ทว่าสำหรับ 'มิลิน' หญิงสาววัย 24 ปี เพิ่งเรียนจบจากคณะพยาบาลศาสตร์ เสียงเหล่านั้นกลับกลายเป็นเหมือนเสียงแห่งความทรมานของผู้คนที่นอนอยู่บนเตียงที่ไม่รู้ว่าวันไหนจะต้องหลับไปตลอดชีวิต
มิลินนั่งก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีฟ้าหน้าห้องตรวจ มือน้อยๆ ทั้งสองข้างกุมเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ หยาดน้ำตาใสๆ ร่วงหยดลงบนกางเกงยีนส์ตัวเก่า
ทีละหยด ทีละหยด…
พ่อและแม่ของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ตั้งแต่เธอยังเด็ก เลือดและคราบน้ำตาในวันนั้นทำให้มิลินยังคงจำไม่ลืมครอบครัวที่เหลืออยู่มีเพียง ‘ยายพิมใจ’ เป็นที่พึ่งเดียวในชีวิต ยายผู้เปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทร ยายผู้ตรากตรำทำงานหนัก ยอมลำบากอดมื้อกินมื้อเพื่อส่งเสียให้เธอเรียนจนจบพยาบาล โดยหวังว่าวันหนึ่งเธอจะได้มีอาชีพที่มั่นคงและดูแลตัวเองได้
แต่แล้วในวันที่เธอเพิ่งได้รับปริญญาและกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ความจริงอันแสนเจ็บปวดก็พุ่งชนเธอเข้าอย่างจัง
"หมอบอกคุณยายตั้งนานแล้วใช่มั้ยครับว่าให้รีบผ่าตัด... ทำไมถึงปล่อยให้อาการมะเร็งลุกลามมาถึงขั้นนี้ได้?"
น้ำเสียงถอนหายใจหนักๆ ของคุณหมอเจ้าของไข้ยังคงก้องอยู่ในหัวของมิลิน คำพูดตรงไปตรงมาทว่าเปี่ยมด้วยความหวังดีของคุณหมอเหมือนเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทงหัวใจของเธอ
คุณหมอเล่าให้ฟังว่า ยายพิมใจรู้ตัวมานานแล้วว่าป่วยเป็นมะเร็งและต้องรีบเข้ารับการผ่าตัด แต่เพราะความกลัว... กลัวว่าถ้าตัวเองเป็นอะไรไปในระหว่างการผ่าตัด จะไม่มีใครอยู่ดูแลมิลิน กลัวว่าเงินเก็บอันน้อยนิดจะไม่พอส่งเสียให้หลานสาวเรียนจบ ยายจึงเลือกที่จะปกปิดความเจ็บปวดเอาไว้ กลืนกินยาแก้ปวดเพื่อประคองร่างกายไปวันๆ จนกระทั่งมะเร็งร้ายลุกลามแทรกซึมไปทั่วร่าง และล้มพับลงในที่สุด
"ฮึก..." มิลินยกมือขึ้นปิดปาก สะอื้นไห้จนตัวโยน ความรู้สึกโมโหและแค้นเคืองตัวเองถาโถมเข้าใส่จนอกแทบระเบิด
เธอเป็นถึงนักศึกษาพยาบาล! เธอเรียนเรื่องการดูแลรักษาและการสังเกตอาการป่วยมาตั้งกี่ปี!
แต่ทำไม... ทำไมเธอถึงไม่เคยสังเกตเห็นความผิดปกติของผู้เป็นยายเลย?
ทำไมเธอถึงปล่อยให้ยายแอบกลืนความเจ็บปวดอยู่คนเดียวตามลำพัง?
ความรู้สึกผิดและโทษตัวเองกำลังกัดกินจิตใจของเธอจนกระทั่งเสียงของผู้เป็นยายเอ่ยเรียกสติ
"มิลิน..." เสียงแหบแห้งและแผ่วเบาดังมาจากเตียงคนไข้ในห้องพักรวม มิลินรีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ปรับสีหน้าให้ดูเข้มแข็งก่อนจะก้าวเท้าสั้นๆ เข้าไปหาเตียงของยายพิมใจ
หญิงชราร่างกายผอมแห้งจนเห็นกระดูก ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด สายน้ำเกลือและท่อช่วยหายใจพันธนาการร่างกายอันโรยราเอาไว้ ยายพิมใจพยายามส่งรอยยิ้มอันอ่อนโยนมาให้หลานสาวเพียงคนเดียว มือน้อยๆ ของมิลินรีบยื่นไปกุมมืออันผอมแห้งและหยาบกร้านของผู้เป็นยายไว้อย่างรักใคร่และโหยหา
"ยายจ๋า..." มิลินพยายามฝืนยิ้มทั้งน้ำตา "ยายไม่ต้องเป็นห่วงนะ หมอบอกว่ายายแค่ต้องพักผ่อนเยอะๆ..."
"ยาย... ยายขอโทษนะลูก..." ยายพิมใจเอ่ยด้วยน้ำเสียงขาดช่วง ลมหายใจติดขัดในบางจังหวะ “ไม่ต้องกังวลนะลูก อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด”
"อย่าพูดแบบนั้นสิคะยาย! ยายต้องอยู่กับมิลินไปนานๆนะ" มิลินแนบแก้มเนียนลงบนฝ่ามือของผู้เป็นยาย ซึมซับความอบอุ่นอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ในขณะที่เปลือกตาอันเหี่ยวย่นใกล้จะปิดอยู่รอมร่อฝืนปรือตาเอาไว้มองหน้าหลานสาวสุดที่รัก
"หนูจะรีบหาเงินมารักษายาย ยายต้องห้ามทิ้งหนูไปไหนเด็ดขาดนะ..." ประโยคสุดท้ายที่คนฟังเริ่มไม่ได้ยินแต่คนพูดกลับสลักลึกลงในสมองราวกับคำมั่นสัญญาที่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้
หลังจากยายพิมใจเคลิ้มหลับไปเพราะฤทธิ์ยา มิลินก็เดินกลับมาพบคุณหมออีกครั้งในห้องตรวจส่วนตัว ใบหน้าของคุณหมอเครียดขรึมขณะเปิดแฟ้มประวัติการรักษา
"การผ่าตัดด่วนและการฉายรังสีรักษาเป็นทางเดียวที่จะต่อชีวิตของคุณยายได้ครับคุณมิลิน" หมอเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่เนื่องจากอาการลุกลามและต้องใช้ทีมแพทย์เฉพาะทาง ตลอดจนยาควบคุมพิเศษ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมค่าห้องวิกฤตจะสูงมาก... อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เงินถึงหกหลักครับ"
หกหลัก…
ตัวเลขมหาศาลหลักแสนผุดขึ้นมาในหัวของหญิงสาว ฐานะทางบ้านของเธอแค่พอมีพอกิน เงินเก็บทั้งหมดที่คุณยายมีก็หมดไปกับค่าเทอมและค่าอุปกรณ์การเรียนของเธอในเทอมสุดท้ายแล้ว เธอพึ่งเรียนจบ ยังไม่ได้เริ่มทำงานที่ไหน แล้วเธอจะไปหาเงินแสนก้อนโตขนาดนั้นมาจากไหนในเวลาอันสั้นเช่นนี้?
"หมอให้เวลาตัดสินใจไม่เกินเดือนนี้นะครับ ถ้าเกินจากนี้... หมอเกรงว่าร่างกายของคุณยายจะไม่ไหว" อาจารย์หมอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาในช่วงท้ายเพราะรู้ดีว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าคงกังวลไม่น้อยแต่คนไข้ก็ต้องได้รับการรักษาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ค่ะ ฉันจะพยายาม”
มิลินเดินออกจากห้องตรวจด้วยหัวใจที่หนักอึ้งและมืดมน แสงสว่างในชีวิตของเธอเหมือนถูกริบหรี่ลงจนแทบดับสูญ เธอทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างโรงพยาบาล ความรู้สึกสิ้นหวัง มืดแปดด้าน กัดกินจิตใจจนแทบไม่อยากมีลมหายใจอยู่
ถ้ารักษาชีวิตยายไว้ไม่ได้ เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อใคร? ยายคือโลกทั้งใบของเธอ และเธอจะไม่ยอมเสียโลกทั้งใบนี้ไปเด็ดขาด
ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไร... เธอก็จะต้องหาเงินก้อนนั้นมารักษายายให้ได้
