บทที่ 1 ราคาของชีวิต

สัมผัสเย็นจัดของปลายกระบอกปืนที่กดอยู่ตรงท้ายทอยไม่ได้ทำให้รินรดาสติแตก เธอพยายามบังคับลมหายใจเข้าออกให้เป็นปกติ ท่ามกลางบรรยากาศกดดันภายในห้องทำงานกว้างขวางที่ตกแต่งด้วยโทนสีทึบ เบื้องหน้าของเธอคืออัคคี เมธา นายใหญ่แห่งองค์กรพยัคฆ์เพลิง ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าคมคายทว่าเย็นชา นัยน์ตาสีเข้มของเขาจดจ้องมาคล้ายกำลังประเมินราคาสินค้าชิ้นหนึ่ง

หญิงสาวซ่อนฝ่ามือที่กำลังเย็นชื้นและสั่นเทาเอาไว้ รอยคมของสายรัดพลาสติกที่พันธนาการข้อมือทั้งสองข้างยังคงทิ้งความปวดหนึบและชาดิก หนี้สินจำนวนสิบแปดล้านบาทที่วิรุจน์ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงทิ้งไว้ กลายเป็นบ่วงรัดคอที่ดึงเธอให้ตกลงมาสู่โลกมืดมิดใบนี้โดยไม่ทันตั้งตัว

ความเงียบโรยตัวปกคลุมจนน่าอึดอัด แทนที่จะหวาดผวากับความตายซึ่งจ่ออยู่แค่คืบ รินรดาเลือกที่จะกวาดสายตาสำรวจผู้ชายตรงหน้าแทนการหลบตาด้วยความหวาดกลัว และสิ่งที่ดึงความสนใจของเธอในเวลานี้ กลับไปหยุดอยู่ตรงข้อมือของผู้ชายซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานสีดำสนิท

แม้จะอยู่ในสถานการณ์ความเป็นความตาย ทว่าสัญชาตญาณของนักประเมินกลับทำงานอย่างซื่อตรงเมื่อแสงไฟตกกระทบหน้าปัดเรือนหรู ประกายแสงที่สะท้อนกลับมาผิดเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อยฟ้องความจริงอย่างไม่อาจปิดบังได้ว่า สิ่งที่สวมอยู่บนข้อมือแกร่งของผู้ชายระดับเขาคือนาฬิกาปลอม

ไม่ใช่ของเลียนแบบเกรดตลาดนัดที่มองจากอีกฟากห้องก็รู้ แต่มันคืองานประกอบชั้นดี ตัวเรือนแพลทินัม หน้าปัดเคลือบอีนาเมล และกลไกที่น่าจะผ่านมือช่างฝีมือสูง หากนำไปขายให้เศรษฐีหน้าใหม่คงฟันกำไรได้หลายล้าน

น่าเสียดายที่คนถูกหลอกคืออัคคี เมธา

และคนที่มองออกคือผู้หญิงซึ่งกำลังถูกลูกน้องของเขาจ่อปืนอยู่

“มองอะไร”

เสียงทุ้มเย็นดังแทรกความเงียบภายในเพนท์เฮาส์ชั้นห้าสิบเจ็ด กระจกบานใหญ่จรดเพดานด้านหลังเขาเผยให้เห็นกรุงเทพมหานครยามใกล้เที่ยงคืน แสงไฟเบื้องล่างระยิบระยับราวกับอัญมณีซึ่งถูกโปรยลงบนผืนกำมะหยี่สีเข้ม ทว่ารินรดาไม่เหลืออารมณ์ชื่นชมความงามนั้น

ข้อมือทั้งสองข้างของเธอถูกมัดด้วยสายรัดพลาสติก รอยคมของมันจิกลงบนผิวจนชา แต่เธอยังพยักพเยิดไปทางข้อมือของเขาได้

“นาฬิกาคุณค่ะ”

อัคคีหลุบตามองของบนข้อมือเพียงเสี้ยววินาที ก่อนดวงตาสีเข้มจะตวัดกลับมาจับใบหน้าเธอ

“มันทำไม”

“ปลอมค่ะ”

ความเงียบหลังคำตอบหนักยิ่งกว่าเสียงขึ้นนกปืน

ชายร่างกำยำสองคนที่ยืนขนาบรินรดาขยับตัวพร้อมกัน คนซ้ายตีหน้าตึงเครียด ส่วนคนขวาหลุดหัวเราะในลำคอ ก่อนรีบกลืนเสียงนั้นกลับลงไปเมื่อเจ้านายปรายตามอง

รินรดารู้ดีว่าตนควรกลัว และความจริงก็คือฝ่ามือของเธอเย็นชื้น ลมหายใจติดอยู่ตรงกลางอก แต่ความหวาดกลัวไม่เคยเปลี่ยนของปลอมให้กลายเป็นของจริง และยิ่งไม่อาจทำให้หนี้สิบแปดล้านบาทของวิรุจน์หายไป

ในเมื่อคนพวกนี้มัดมือเธอไว้แล้ว รินรดาจึงเลือกใช้อาวุธชิ้นเดียวที่พวกเขายังมัดไม่ได้

สายตากับสมองของเธอ

“เธอมีเวลาสิบวินาที” อัคคีบอก “สำหรับคำอธิบาย”

“เม็ดมะยมเอียงจากแนวตัวเรือน ตัวเลขหกบนหน้าปัดหนากว่าต้นฉบับ และรอยสลักด้านข้างไม่ใช่ฝีมือช่างจากสำนักเดียวกับตัวเรือน” รินรดาเอียงหน้าเล็กน้อยเพื่อรับแสง “ฉันยังยืนยันกลไกด้านในไม่ได้จนกว่าจะเปิดฝาหลัง แต่แค่นี้ก็พอบอกได้ว่าของเรือนนี้ถูกประกอบขึ้นใหม่ค่ะ”

อัคคีไม่ได้ก้มมองนาฬิกาอีก เขามองเธอราวกับกำลังประเมินสินค้าชิ้นหนึ่ง ชั่งน้ำหนักระหว่างเก็บไว้ใช้งานกับสั่งให้คนโยนทิ้งลงจากตึก

สายตาของเขาเลื่อนต่ำลงและหยุดตรงรอยแดงบนข้อมือเธอ

“แกะมัด”

คำสั่งสั้น ๆ ทำให้ชายทางซ้ายชะงัก

“แต่นายครับ...”

“ฉันไม่ชอบพูดซ้ำ ภาคิน”

คมมีดตัดสายรัดพลาสติกออก รินรดาดึงมือกลับมานวดข้อมือตนเอง เลือดที่ไหลเวียนอีกครั้งทำให้ปลายนิ้วปวดแปลบ เธอไม่ได้ขอบคุณ เพราะคนซึ่งสั่งแก้มัดก็คือคนเดียวกับที่สั่งให้จับเธอมาตั้งแต่แรก

อัคคีปลดนาฬิกาวางลงบนโต๊ะ

“พิสูจน์”

รินรดาไม่รีบร้อนเอื้อมมือไปหา เธอมองชายที่ยืนทางขวาแทน

“กระเป๋าฉันอยู่ที่คุณ”

ชายคนนั้นเลิกคิ้ว “ผมชื่อเจตน์ครับ”

“ฉันไม่ได้ถามชื่อค่ะ ฉันขอแว่นขยาย”

มุมปากของเจตน์กระตุกคล้ายพยายามกลั้นยิ้ม เขาหยิบกระเป๋าหนังใบเล็กจากโต๊ะด้านข้าง เปิดให้ภาคินตรวจดูอีกครั้ง ก่อนส่งแว่นขยายแบบพับกับกล่องเครื่องมือขนาดเท่าฝ่ามือมาให้

รินรดาสวมถุงมือบาง หยิบนาฬิกาขึ้นชั่งน้ำหนักด้วยมือแล้วพลิกดูรอยต่อ งานชิ้นนี้ประณีตจนคนทั่วไปอาจไม่มีวันสงสัย ทว่ารอยเปิดใหม่ตรงฝาหลังบางเกินกว่าจะเป็นรอยซ่อมตามปกติ

เธอใช้ปลายเข็มถอดสลักกดลงบนจุดล็อกอย่างระมัดระวัง

ฝาหลังคลายออก ใต้สะพานจักรซึ่งควรมีเพียงกลไกบอกเวลา กลับปรากฏแผ่นวงจรสีดำขนาดเล็กกว่าเมล็ดข้าว สายเส้นบางลากแนบไปกับขอบตัวเรือนจนแทบกลืนหาย

“ไม่ใช่แค่นาฬิกาปลอมค่ะ”

รินรดาวางมันลงบนผ้ารองโดยไม่แตะแผงวงจร

“มีโมดูลส่งสัญญาณซ่อนอยู่ข้างใน อาจเป็นตัวติดตามหรืออุปกรณ์ดักฟัง ต้องให้ทีมเทคนิคตรวจยืนยันอีกที”

สีหน้าของคนทั้งห้องเปลี่ยนไปพร้อมกัน

ภาคินล้วงโทรศัพท์ออกมา แต่อัคคียกมือห้าม

“อย่าแตะ ส่งทีมหลักฐานเข้ามา”

“ครับนาย”

คนของเขาเคลื่อนไหวทันที ไม่มีการถามซ้ำ ไม่มีความลังเล ภายในเวลาไม่ถึงนาที ชายสวมถุงมือสองคนก็นำกล่องป้องกันสัญญาณเข้ามาเก็บนาฬิกาไปตรวจ

อัคคียังคงนั่งนิ่งในเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนถึงข้อศอก เขาอายุสามสิบสองตามข้อมูลที่รินรดาเคยรวบรวม ชื่อของเขาไม่ใช่ชื่อแปลกหน้าในตลาดมืด เพราะเธอเคยรับงานตรวจอัญมณีและโบราณวัตถุให้พ่อค้าหลายรายที่เกี่ยวข้องกับกาสิโนขององค์กรพยัคฆ์เพลิง

หลังวิรุจน์เริ่มสร้างหนี้ รินรดาก็ยิ่งต้องรู้ว่าเจ้าหนี้คนใดอาจตามมาทวงสิ่งที่พ่อเลี้ยงทิ้งไว้

แต่ข้อมูลบนกระดาษไม่เคยบอกว่าอัคคีมีแววตาแบบนี้แววตาของคนที่ไม่ประหลาดใจกับการถูกทรยศ เพราะเขาเตรียมทางลงโทษทุกคนไว้ก่อนแล้ว

บทถัดไป