บทที่ 3 เงื่อนไขของปีศาจ
รินรดาเขียนข้อแรกด้วยลายมือซึ่งมั่นคงกว่าปลายนิ้วห้ามใช้มินตราเป็นหลักประกัน เครื่องต่อรอง หรือเป้าหมายในการลงโทษ ไม่ว่ากรณีใด
ข้อสอง งานทุกชิ้นต้องมีมูลค่าตอบแทนชัดเจน หักยอดหนี้ตามจริง และมีหลักฐานให้ตรวจสอบ
ข้อสาม การสัมผัสทางกายทุกชนิดต้องเกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย และฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิ์หยุดได้ทันทีโดยไม่มีผลต่อหนี้หรือหน้าที่การงาน
อัคคีอ่านเงียบ ๆ
“มินตราอยู่ภายใต้การคุ้มครอง ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของข้อตกลง” รินรดาย้ำ “และเรื่องบนเตียงไม่มีอยู่ในสัญญา”
เขาหยิบปากกาอีกด้ามมาเซ็นกำกับท้ายข้อความทั้งสามข้อ
“เพิ่มอีกข้อสิ”
“อะไรคะ”
ริมฝีปากของมาเฟียไร้ใจยกขึ้นเป็นรอยยิ้มซึ่งไม่ควรเรียกว่ารอยยิ้ม
“ห้ามมีความรู้สึกส่วนตัวระหว่างสัญญา” เขาเว้นจังหวะ “ใครตกหลุมรักก่อน คนนั้นแพ้”
รินรดาเกือบหัวเราะ
ในโลกที่เธอต้องวิ่งหนีเจ้าหนี้ จ่ายค่าเล่าเรียนให้น้อง และรับงานประเมินของซึ่งอาจทำให้ถูกฆ่าปิดปากได้ทุกเมื่อ ความรักเป็นของฟุ่มเฟือยที่เธอเลิกคาดหวังมานานแล้ว
ยิ่งกับผู้ชายอย่างอัคคี มันยิ่งไม่มีวันเกิดขึ้น
“ถ้ามีคนแพ้ แล้วผู้ชนะจะได้อะไรคะ”
อัคคีเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมจับอยู่บนใบหน้าเธอ ราวกับกำลังพิจารณาว่าควรตั้งราคาความพ่ายแพ้ของเธอไว้สูงเพียงใด
“คนแพ้ต้องทำตามคำขอของผู้ชนะหนึ่งข้อ”
“คำขออะไรก็ได้?”
“อะไรก็ได้”
รินรดาหัวเราะในลำคอ ก่อนหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง
“ฉันไม่ทำสัญญาที่เปิดช่องให้ใครเล่นสกปรกค่ะ”
เธอเขียนเงื่อนไขเพิ่มเติมลงไปด้วยลายมือมั่นคง
หากฝ่ายใดยอมรับว่ามีความรู้สึกรักก่อน ให้ถือว่าฝ่ายนั้นเป็นผู้แพ้ ผู้ชนะมีสิทธิ์ร้องขอสิ่งหนึ่งจากผู้แพ้ และผู้แพ้ต้องปฏิบัติตาม โดยคำขอนั้นต้องไม่เกี่ยวข้องกับการบังคับทางร่างกาย การกระทำผิดกฎหมาย การเพิ่มหนี้ การยืดอายุสัญญา หรือการทำร้ายบุคคลอื่น
อัคคีกวาดสายตาอ่านข้อความทุกคำ
“เธอตัดทางฉันไว้หมดเลยนะ”
“คนอย่างคุณ ถ้าไม่ปิดทางไว้ให้หมดก็คงหาช่องเอาเปรียบจนได้”
“กลัวแพ้หรือไง”
รินรดาสบตาเขา ก่อนยกมุมปากขึ้นอย่างท้าทาย
“ฉันแค่ไม่ชอบประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไปค่ะ”
“แล้วถ้าฉันเป็นฝ่ายแพ้?”
“ฉันจะขอสิ่งที่คุณให้ยากที่สุด”
แววตาของอัคคีเข้มขึ้น “อะไร”
“ยังไม่รู้ค่ะ” เธอตอบพลางจรดปลายปากกาลงบนช่องลายเซ็น “เอาไว้ให้คุณแพ้ก่อน แล้วฉันจะบอก”
“มั่นใจมาก?”
“อย่างน้อยฉันก็มั่นใจว่าไม่มีวันรักผู้ชายที่มองทุกอย่างเป็นสิ่งซื้อขาย”
คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มตรงมุมปากของอัคคีจางหายไปชั่วขณะ
รินรดาไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตาของเขา สายตาของเธอลดลงมองช่องลายเซ็นซึ่งยังว่างเปล่า
สำหรับเธอในคืนนี้ คำขอหนึ่งข้อเป็นเพียงเดิมพันไร้สาระระหว่างคนสองคนที่ต่างมั่นใจว่าตัวเองไม่มีวันรักอีกฝ่าย เธอไม่มีทางรู้เลยว่า วันหนึ่งสิทธิ์ของผู้ชนะจะกลายเป็นคมมีดที่กรีดหัวใจของคนแพ้ได้ลึกที่สุด
ความเจ็บปวดในวันข้างหน้ายังเป็นสิ่งที่เธอมองไม่เห็น เพราะเวลานี้สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้ามีเพียงทางเลือกสองทาง ซึ่งไม่ว่าทางไหนก็มีราคาที่ต้องจ่าย
หากเดินออกจากห้องนี้ เธอยังมีหนี้ของวิรุจน์แขวนอยู่เหนือศีรษะ มีปริศนาเรื่องไข่มุกที่หายไป และมีความตายของพ่อกับแม่ที่เต็มไปด้วยช่องว่าง แต่ถ้าเข้าไปอยู่ในโลกของอัคคี เธออาจได้เห็นเอกสารซึ่งคนทั่วไปไม่มีวันแตะ ได้ตามรอยสมุดภาคสนามของพ่อ และอาจรู้ว่าวิรุจน์โทรหาเธอสิบเจ็ดครั้งเพื่อเตือนอะไร
เธอไม่ได้กำลังเลือกระหว่างอิสรภาพกับกรงขัง เพราะอิสรภาพไม่เคยอยู่ในตัวเลือกตั้งแต่แรก
เธอกำลังเลือกระหว่างการยืนรอให้ศัตรูลากคนที่เธอรักลงเหว กับการเดินเข้าไปในถ้ำของอัคคีเพื่อแย่งความจริงกลับมาด้วยมือตัวเอง
สัญญานี้คือกรงแต่ประตูของกรงอาจนำไปสู่ความจริงรินรดากระชับปากกาในมือ ก่อนจรดปลายลงบนช่องว่าง
รินรดา อัครเดช
ลายเซ็นเส้นสุดท้ายลากผ่านเนื้อกระดาษ เป็นการตัดสินใจของเธอเองทุกเส้น ไม่มีใครบังคับ และไม่มีใครรู้ว่าเงื่อนไขเรื่องผู้แพ้ซึ่งเขียนอยู่เหนือชื่อเพียงไม่กี่บรรทัด จะย้อนกลับมาเรียกเก็บราคาจากอัคคีในวันที่เขารักเธอจนหมดหัวใจ
เมื่อลายเซ็นเส้นสุดท้ายเพิ่งลากจบ โทรศัพท์ของภาคินก็ดังขึ้น
ชื่อของเจตน์ปรากฏอยู่บนหน้าจอ
ก่อนหน้านี้ระหว่างพารินรดามายังเพนท์เฮาส์ ภาคินพบจากประวัติว่าเธอมีน้องสาวพักอยู่ตามลำพัง จึงสั่งให้เจตน์พาทีมไปรับมินตรามาอยู่ในความคุ้มครอง โดยรายงานเรื่องนี้ให้อัคคีทราบตั้งแต่ระหว่างทาง
ภาคินกดรับสาย ฟังอยู่ไม่กี่วินาที สีหน้าก็เปลี่ยนไป
“นายครับ เจตน์ไปถึงหอช้ากว่ารถตู้ประมาณสองนาที”
เขามองอัคคี ก่อนสายตาจะเลื่อนมาหยุดที่รินรดา
“มินตราถูกคนพาตัวไปครับ”
“เปิดลำโพง”
อัคคีออกคำสั่งทันที เขารู้อ ยู่แล้วว่าเจตน์อยู่ที่หอพักของมินตรา เพราะภาคินรายงานเรื่องการส่งคนไปรับตัวเธอตั้งแต่ก่อนรินรดาถูกพาขึ้นมาบนเพนท์เฮาส์
ภาคินกดเปิดลำโพง เสียงเครื่องยนต์กับวิทยุสื่อสารดังแทรกเข้ามาจากปลายสาย แสดงว่าเจตน์ไม่ได้หยุดอยู่ที่หอ แต่กำลังเคลื่อนที่ตามรถตู้คันนั้นไป
“รายงานต่อ” อัคคีสั่ง
“รถตู้พาตัวคุณมินตราออกจากหอเมื่อสามทุ่มสิบเจ็ดครับ ผมไปถึงตอนสามทุ่มสิบเก้า ช้ากว่าพวกมันประมาณสองนาที”
หัวใจของรินรดากระตุกแรง
เพียงสองนาที ถ้าเจตน์ไปถึงเร็วกว่านั้นเพียงเล็กน้อย มินตราอาจยังอยู่ในห้องของตัวเอง
“เห็นหน้าคนร้ายไหม” อัคคีถาม
“มีผู้ชายสองคนครับ สวมหมวกกับหน้ากาก กล้องหน้าหอเห็นไม่ชัด ป้ายทะเบียนรถเป็นของปลอม แต่ประตูท้ายฝั่งซ้ายมีรอยบุบ ผมให้ศูนย์ควบคุมไล่ภาพจากกล้องตามเส้นทางอยู่”
“ในห้องมีร่องรอยการต่อสู้หรือเปล่า” รินรดาถามแทรก
“ไม่พบรอยเลือดครับ ประตูไม่ได้ถูกงัด คุณมินตราน่าจะเปิดออกมาเองหรือเดินลงไปหาคนร้ายโดยสมัครใจ”
“มินไม่มีทางขึ้นรถกับคนแปลกหน้า”
“คนร้ายอาจใช้ชื่อของคนที่เธอไว้ใจ” อัคคีเอ่ย
