บทที่ 4 คนที่เธอต้องปกป้อง
เสียงเจตน์ดังขึ้นอีกครั้ง
“คนของผมพบโทรศัพท์คุณมินตราถูกโยนทิ้งอยู่ในพุ่มไม้หลังหอ หน้าจอแตกแต่เครื่องยังเปิดครับ ผมเอาติดรถมาด้วย”
คนร้ายคงแย่งโทรศัพท์จากมินตราก่อนพาขึ้นรถ แล้วโยนทิ้งเพื่อไม่ให้ใครติดตามตำแหน่งจากสัญญาณมือถือ แสดงว่าการลักพาตัวครั้งนี้ถูกเตรียมการมาอย่างรอบคอบ
“เปิดเครื่องได้ไหม” ภาคินถาม
“ติดรหัสหกหลักครับ”
รินรดาก้าวเข้าไปใกล้โทรศัพท์ “สองหกศูนเจ็ดศูนห้า วันเกิดมิน”
เสียงกดตัวเลขดังจากปลายสาย ตามด้วยเสียงปลดล็อก
“เข้าได้แล้วครับ” เจตน์เว้นจังหวะขณะตรวจหน้าจอ “ข้อความล่าสุดส่งมาจากเบอร์ที่คุณมินตราบันทึกชื่อไว้ว่า พ่อวิรุจน์ เมื่อเวลาสามทุ่มเก้านาที”
รินรดาชะงัก
“อ่านให้ฟัง”
เจตน์อ่านข้อความช้า ๆ
“พี่รินถูกคนของอัคคีจับไว้ ถ้าอยากให้พี่ปลอดภัย เอาจี้ที่แม่ให้ติดตัวลงมาขึ้นรถตู้สีขาวหน้าหอ ห้ามโทรหาใคร ถ้าตำรวจรู้ พี่สาวแกตาย”
เลือดในกายรินรดาเย็นเฉียบ
วิรุจน์เสียชีวิตไปแล้วสี่วัน แต่เบอร์โทรศัพท์เครื่องสำรองของเขากลับส่งข้อความหามินตราได้ คนร้ายไม่ได้เพียงรู้ว่าน้องสาวคือจุดอ่อนของเธอ มันรู้กระทั่งว่าควรอ้างถึงจี้ชิ้นไหนจึงจะทำให้มินตรายอมเดินออกจากห้อง
“มินตอบว่าอะไร”
“เธอถามว่าพี่รินยังปลอดภัยไหมครับ ฝั่งนั้นส่งภาพตอนคุณรินถูกพาขึ้นรถกลับมาให้ดู หลังจากนั้นคุณมินตราตอบว่า ‘อย่าทำอะไรพี่ หนูจะลงไปเดี๋ยวนี้’”
รินรดากำมือแน่น
ภาพดังกล่าวหมายความว่าคนร้ายเฝ้ามองเธอตั้งแต่ก่อนภาคินจะพาตัวมายังเพนท์เฮาส์ และอาจรู้ด้วยว่าอัคคีกำลังตามหาไข่มุกราตรี
“รถตู้มุ่งหน้าไปทางไหน” อัคคีถาม
“ลงใต้ตามถนนเลียบแม่น้ำครับ ผมกำลังไล่ตามเส้นทางจากกล้องและอยู่ห่างรถเป้าหมายประมาณสองช่วงถนน แต่ยังไม่กล้าเข้าใกล้กว่านี้”
“ทำถูกแล้ว อย่าให้พวกมันรู้ว่าถูกตาม”
อัคคีหันไปหาภาคิน
“เรียกทีมทั้งหมด เราออกเดี๋ยวนี้”
“ครับนาย”
“ฉันไปด้วย” รินรดาพูด
“ไม่”
“คนที่ถูกจับคือน้องฉัน”
“เพราะอย่างนั้นเธอยิ่งต้องทำตามแผน”
คำตอบเย็นชาจนน่าตบ แต่อัคคีไม่ได้เสียเวลาอธิบายให้เธอสบายใจ เขาคว้าปืนจากลิ้นชัก ตรวจรังเพลิง และเดินออกจากห้อง
รินรดาตามเข้าไปในลิฟต์ก่อนประตูจะปิด ภาคินมองผู้เป็นนายเหมือนรอคำสั่งให้ลากเธอออกไป ทว่าอัคคีเพียงกดชั้นจอดรถ
“ถ้าเธอขัดคำสั่งในพื้นที่ปฏิบัติการ ฉันจะให้คนพากลับทันที”
“ถ้าคุณพยายามทิ้งฉันไว้ ฉันก็จะหาทางตามไปเอง”
“ฉันรู้” เขาตอบเสียงเรียบ “นั่นคือเหตุผลที่ยอมให้ขึ้นรถ”
ขบวนรถสีดำสามคันแล่นฝ่าถนนยามค่ำคืน ภายในรถคันกลาง อัคคีนั่งสั่งการผ่านหูฟัง ขณะที่ภาคินเปิดแผนที่ติดตามเส้นทางจากข้อมูลซึ่งเจตน์ส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
รินรดานั่งอยู่ข้างอัคคี มือกำโทรศัพท์ของตัวเองแน่นจนปลายนิ้วชา ทุกนาทีที่ผ่านไป มินตราก็ยิ่งถูกพาออกห่างจากเธอ
“มันใช้เบอร์ของวิรุจน์ได้ยังไง”
“ซิมเครื่องสำรองของวิรุจน์หายไปจากที่เกิดเหตุ” ภาคินตอบ “ตำรวจพบโทรศัพท์เครื่องหลักอยู่ที่บ้าน แต่ไม่พบเครื่องสำรองในรถ”
“แสดงว่าคนที่เอาซิมไปอาจอยู่ในที่เกิดเหตุ ก่อนตำรวจจะไปถึง”
“หรือเป็นคนจัดฉากอุบัติเหตุตั้งแต่แรก” อัคคีเสริม
รินรดาหันขวับ “คุณกำลังสงสัยว่าวิรุจน์ไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุหรือคะ”
“ฉันสงสัยทุกอย่าง จนกว่าจะมีหลักฐานว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ”
เสียงของเจตน์ดังขึ้นในหูฟัง
“พบรถแล้วครับนาย”
ภาคินขยายแผนที่ จุดสีแดงหยุดลงบริเวณโกดังเก่าริมแม่น้ำ
“รถตู้เลี้ยวเข้าหลังโกดังหมายเลขสิบสอง ผมเห็นผู้ชายสามคนพาผู้หญิงลงจากรถทางประตูฝั่งท่าน้ำ เสื้อผ้าตรงกับคุณมินตราครับ”
“เห็นตัวชัดไหม” รินรดาถาม
“เห็นครับ เธอยังเดินเองได้ แต่ถูกมัดมือไว้ด้านหน้า”
รินรดาหลับตาลงเพียงเสี้ยววินาที อย่างน้อยมินตรายังมีชีวิต
อัคคีออกคำสั่งทันที
“เจตน์เฝ้าทางออกฝั่งแม่น้ำ ห้ามเข้าไปจนกว่าทีมจะถึง ภาคินให้ทีมหนึ่งปิดถนนด้านหลัง ทีมสองตัดไฟ แต่ห้ามตัดกล้องจนกว่าเราจะเห็นตำแหน่งตัวประกัน”
“รับทราบครับ”
เมื่อรถอยู่ห่างโกดังประมาณสองร้อยเมตร เจตน์ออกมารับตรงจุดนัดหมาย เขาส่งโทรศัพท์ของมินตราให้ภาคิน ก่อนรายงานตำแหน่งคนร้ายและทางขึ้นห้องกระจกชั้นลอย
อัคคียื่นเสื้อเกราะส่งให้พร้อมสายตาเชิงบังคับ เมื่อเธอสวมเสร็จเขาก็ขยับเข้ามาดึงสายรัดให้กระชับด้วยตัวเอง ทุกการเคลื่อนไหวระแวดระวังไม่ให้เฉียดกรายผิวเนื้อของเธอ ปลายนิ้วสากหยุดชะงักเหนือหัวไหล่เพียงครู่ ราวกับเขาสลักเงื่อนไขทุกข้อไว้ในหัวแล้ว
“อยู่หลังเจตน์ตลอดเวลา”
“แล้วคุณล่ะ”
“ฉันไม่ใช่คนที่เธอต้องห่วง”
เขาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบคล้ายเป็นเรื่องธรรมดา ก่อนจะหันหลังเดินนำเข้าไปในเงามืดโกดังเก่าริมน้ำมีกลิ่นสนิม น้ำมันเครื่อง และโคลนชื้น ไฟดวงเดียวเหนือประตูแกว่งไปตามแรงลม ทีมของอัคคีเคลื่อนตัวเงียบกริบ รินรดาเดินตามเจตน์จนถึงแนวตู้คอนเทนเนอร์ ก่อนเสียงสะอื้นแผ่วเบาจะลอดออกมาจากห้องกระจกชั้นลอย
“พี่ริน!”
รินรดาเงยหน้าขึ้น มินตราถูกมัดมือกับเก้าอี้ เทปสีเงินปิดปากไปครึ่งหนึ่ง ผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังพร้อมปืนจ่อขมับเธอ
“อย่าเข้ามา!” เสียงคนร้ายตะโกน
“ให้รินรดาขึ้นมารับกุญแจคนเดียว แล้วฉันจะปล่อยน้องมัน”
“กุญแจอะไร” รินรดาตะโกนกลับ
ชายคนนั้นกระชากสร้อยที่คอมินตราจนจี้เงินรูปหยดน้ำขาดหลุด มันใช้นิ้วงัดฝากลวงออก ด้านในมีดอกกุญแจทองเหลืองขนาดเล็กซ่อนอยู่
หัวใจของรินรดาหยุดไปหนึ่งจังหวะ
หลังแม่เสีย เธอเป็นคนย้ายกุญแจดอกนั้นจากกล่องเครื่องมือประเมินของพ่อไปซ่อนไว้ในจี้ของมินตรา เพราะกลัว
วิรุจน์ค้นเจอแล้วนำไปขาย มีเพียงเธอกับน้องเท่านั้นที่รู้ คนร้ายจึงไม่ได้เพิ่งจับตามองครอบครัวของเธอ
มันเฝ้ามานานพอจะรู้ความลับที่แม้แต่พ่อเลี้ยงอาจไม่เคยรู้
“ให้ลูกน้องคุณถอย” รินรดาพูดกับอัคคีเบา ๆ “มันต้องการให้ฉันขึ้นไป”
“มันต้องการมุมยิง”
“แต่มินอยู่ข้างบน”
