บทที่ 5 เธอคือผู้หญิงของฉัน
อัคคีจ้องเธอนิ่ง ความขัดแย้งแล่นผ่านดวงตาคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเขายกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนลดอาวุธ
“ฉันจะขึ้นไปแทน”
“มันเรียกฉัน”
“และฉันบอกว่าจะขึ้นไปแทน”
เขาก้าวออกจากแนวกำบังโดยไม่รอให้เธอเถียง คนร้ายชะงักเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่เดินขึ้นบันไดเหล็กมือเปล่า อัคคีหยุดตรงชานพักในตำแหน่งที่บดบังรินรดาพอดี
“ปล่อยผู้หญิงมา แล้วเอากุญแจไป”
“นายใหญ่ใจดีตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ตั้งแต่แกถือของที่ฉันต้องการอยู่”
ประโยคนั้นเย็นชาเหมือนมินตราเป็นเพียงสิ่งของ แต่ริน รดามองเห็นนิ้วของเขาขยับเป็นสัญญาณให้เจตน์อ้อมไปทางเสาด้านซ้าย
เสียงปืนดังขึ้นโดยไม่มีคำเตือน
อัคคีหมุนตัวกลับ ใช้ร่างบังรินรดาไว้ทั้งตัว กระสุนเจาะกระจกเหนือศีรษะ เศษแก้วปลิวลงมาราวกับฝน เขากดเธอลงหลังลังเหล็ก ขณะทีมด้านนอกยิงกดใส่ราวชั้นลอย เจตน์พุ่งเข้าประชิดคนร้ายจากด้านหลัง ภาคินยิงตัดเชือกโคมไฟจนห้องกระจกมืดสนิท
“อยู่ตรงนี้” อัคคีสั่ง
รินรดาคว้าแขนเสื้อเขา “มิน”
“ฉันจะพากลับมา”
เป็นครั้งแรกที่เขาไม่ได้ใช้คำว่า ตัวประกัน หรือ น้องสาวเธอ
เขาพูดชื่อมินตราราวกับรู้ดีว่าชีวิตหนึ่งมีค่ากับเธอเพียงใด
ไม่ถึงสองนาที เจตน์ก็อุ้มมินตราลงมาจากบันได คนร้ายสองคนถูกจับ อีกคนหนีออกทางท่าน้ำ อัคคีสั่งตามแต่ไม่ให้ละกำลังจากตัวประกัน เจตน์เก็บจี้ซึ่งตกอยู่ข้างเก้าอี้ส่งคืนให้มินตรา ก่อนรินรดาจะรีบเข้าไปแก้มัดให้น้อง มือของมินตราเย็นจัดและสั่นจนกอดตอบเธอแทบไม่ไหว
“พี่ริน มินขอโทษ เขาบอกว่าจับพี่ไว้”
“ไม่ต้องขอโทษ พี่อยู่นี่แล้ว”
“เขาให้มินเอากุญแจออกมา เขาถ่ายรูปไว้แล้วก็ใส่กลับเข้าไปในจี้ มินไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร”
รินรดารับจี้จากน้อง ดอกกุญแจยังอยู่ครบ มีรอยบิ่นตรงปลายฟันเหมือนที่เธอจำได้ และมีตัวเลข 0719 สลักอยู่ตรงก้าน
“สิบเก้ากรกฎาคม” เธอพึมพำ “วันเกิดแม่”
อัคคีซึ่งยืนอยู่ด้านหลังนิ่งไป “แม่เธอชื่ออะไร”
“รสา อัครเดช”
ปฏิกิริยาของเขาเล็กน้อยจนคนทั่วไปอาจไม่ทันเห็น แต่รินรดาเห็น สันกรามเกร็งขึ้น และแววตาเย็นจัดวูบไหวเหมือนชื่อของแม่เธอไปแตะต้องความทรงจำที่เขาฝังไว้
“คุณรู้จักแม่ฉัน?”
“เคยเห็นชื่อ”
“ที่ไหน”
“คำถามนั้นเอาไว้หลังจากเราออกจากที่นี่”
อัคคีรับกุญแจไปพลิกดู ก่อนส่งคืนให้รินรดา ไม่ยึดไว้ทั้งที่มันอาจนำไปสู่ของซึ่งเขาตามหา
“ถ้าพวกมันรู้ว่ากุญแจอยู่ในจี้ ทำไมไม่เอาไปเลย” เธอถาม
“เพราะกุญแจไม่ใช่ปลายทาง” เขามองกล้องวงจรปิดเหนือประตู “มันอาจไม่รู้ว่ากุญแจเปิดอะไร หรือรู้แต่เข้าไปถึงสิ่งนั้นเองไม่ได้ จึงบังคับให้เธอเอากุญแจออกจากที่ซ่อน แล้วรอดูว่าเธอจะพามันไปที่ไหน”
อัคคีหันไปมองทางท่าน้ำซึ่งคนร้ายหลบหนี
“คืนนี้ไม่ใช่การช่วยคนสำเร็จ รินรดา มันคือคำเชิญให้เราเดินเข้าเกมของมัน”
มินตราถูกส่งไปตรวจร่างกายกับแพทย์ขององค์กร ผลเบื้องต้นไม่มีบาดแผลร้ายแรง มีเพียงรอยช้ำที่ข้อมือและภาวะตกใจ ชบา หญิงวัยสี่สิบต้นซึ่งพูดน้อยแต่แววตาอบอุ่น รับหน้าที่พาเธอไปบ้านพักฉุกเฉิน
รินรดาขยับจะตามขึ้นรถ แต่อัคคียกแขนขวาง
“ฉันจะไปกับมิน”
“ไม่ได้”
“น้องฉันเพิ่งถูกเอาปืนจ่อหัว คืนนี้ฉันจะไปนอนกับเธอ อย่างน้อยเวลามินสะดุ้งตื่นจะได้เห็นหน้าคนที่ไว้ใจ ไม่ใช่คนแปลกหน้าของคุณเต็มบ้าน”
“คนร้ายรู้กิจวัตรของเธอ รู้หอพักมินตรา และรู้เรื่องกุญแจที่มีเพียงสองคนควรรู้ แต่เรายังไม่รู้ว่ามันติดตามเธอด้วยวิธีไหน” อัคคีอธิบายช้า ๆ ทุกคำหนักแน่น “อาจมีคนเฝ้ารถ อาจมีเครื่องส่งสัญญาณอยู่ในของใช้ หรืออาจมีคนของมันแฝงอยู่ใกล้เธอมานานแล้ว หากเธอกับมินตราอยู่ด้วยกัน เราจะรวมเป้าหมายสำคัญสองคนไว้ในที่เดียว และอาจพาคนร้ายไปถึงน้องด้วยมือของเราเอง”
“ฉันไม่สนว่าตัวเองจะเสี่ยง”
“แต่มินตราเสี่ยงด้วย”
คำตอบนั้นหยุดเธอได้ในทันที
“บ้านพักไม่ผูกกับชื่อของฉันหรือองค์กร ภาคินจะเปลี่ยนรถสองครั้งและลบเส้นทางทั้งหมด ชบาจะอยู่กับมินตลอดคืน พร้อมเจ้าหน้าที่หญิงอีกสองคน ไม่มีผู้ชายเข้าเขตพักโดยไม่ได้รับอนุญาต พอถึงที่ปลอดภัย มินจะโทรหาเธอทันที”
เขารู้ว่าเธอต้องการคำยืนยันอะไร และเตรียมตอบไว้ครบทุกข้อ
“ส่วนเธอต้องแยกออกไปจนกว่าจะตรวจของทุกชิ้นที่ผ่านมือเธอ”
“ให้ฉันไปอยู่ที่ไหน”
“กับฉัน”
สองคำสั้น ๆ ทำให้อากาศเย็นรอบตัวร้อนขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
รินรดาเชิดหน้า “นี่คือวิธีรวบรัดผู้หญิงของมาเฟียหรือคะ”
“นี่คือวิธีรักษาชีวิตคนดื้อ”
“ฉันนอนห้องรับรองได้”
“ห้องรับรองเชื่อมระบบบริการส่วนกลาง ห้องของฉันมีวงจรอิสระและตัดสัญญาณจากภายนอกได้”
“แล้วคุณจะนอนที่ไหน”
“เรื่องของฉัน”
รินรดาอยากเถียง แต่เสียงมินตราที่เพิ่งโทรเข้ามาจากรถทำให้เธอยอมปล่อยให้น้องเดินทางต่อ หลังเห็นใบหน้ามินบนหน้าจอและได้ยินชบายืนยันเส้นทาง เธอจึงขึ้นรถกลับเพนท์เฮาส์กับอัคคี
ทีมรักษาความปลอดภัยตรวจทุกสิ่งที่ติดตัวเธอมาทีละชิ้น กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง โทรศัพท์มือถือ ผ่านเครื่องสแกนโดยไม่มีปัญหา จนภาคินหยิบลิปสติกสีแดงแท่งโปรดออกมาวางบนถาด
สัญญาณความถี่ต่ำกะพริบบนหน้าจอ
ปลอกลิปสติกถูกถอดออก ภายในมีไมโครโฟนจิ๋วกับเครื่องส่งสัญญาณซ่อนแนบสนิท น้ำหนักต่างจากของปกติไม่ถึงสองกรัม
“น่าจะถูกฝังมาอย่างน้อยสามวันครับ” ภาคินรายงาน “คนฟังอยู่ไกลแค่ไหนก็ได้ถ้าส่งผ่านเครือข่าย”
รินรดามองของใช้ซึ่งเคยวางอยู่ข้างหมอน เคยอยู่ในห้องน้ำ และเคยติดกระเป๋าไปงานศพวิรุจน์ ความรู้สึกเหมือนมีมือสกปรกไต่ไปตามผิวหนังทำให้เธอขยับถอยโดยไม่รู้ตัว
กุญแจคือเหยื่อล่อ ลิปสติกคือสายเบ็ด
คนร้ายตั้งใจฟังให้เธอกับอัคคีช่วยกันหาว่ากุญแจเปิดอะไร
“คืนนี้คุณรินพักห้องไหนครับ” ภาคินถาม “ผมจะให้ทีมกวาดสัญญาณซ้ำ”
“ห้องฉัน”
