บทที่ 6 ผู้หญิงของอัคคี
ลูกน้องคนสนิทชะงัก “แต่ห้องรับรองฝั่งตะวันออก”
“ฉันบอกว่าห้องฉัน” อัคคีตัดบท “เปลี่ยนเครื่องนอนทั้งหมด ตั้งระบบเป็นวงจรปิด และให้เจ้าหน้าที่หญิงตรวจห้องก่อนส่งเธอเข้าไป”
“แล้วนายจะพักที่ไหนครับ”
“ห้องทำงาน”
ภาคินรับคำ แต่สายตาที่ก้มลงซ่อนความประหลาดใจไม่มิด เพนท์เฮาส์มีห้องรับรองหลายห้อง ทว่าอัคคีกลับยกพื้นที่ส่วนตัวที่สุดให้ผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักไม่ถึงหนึ่งวัน
รินรดาเดินตามเขามาถึงหน้าห้องนอน ประตูเหล็กด้านในปลดล็อกด้วยม่านตา อัคคีถอดนาฬิกาสำรอง ปืน และโทรศัพท์วางไว้ในช่องนิรภัยก่อนหันมาหาเธอ
“ด้านในไม่มีใครเข้าได้หากเธอไม่เปิด ระบบฉุกเฉินจะปลดล็อกเมื่อมีไฟไหม้หรือสัญญาณชีพผิดปกติเท่านั้น”
“ไว้ใจฉันให้นอนในห้องคุณหรือคะ”
“ฉันไว้ใจระบบ”
คำตอบกลับมาเย็นชาอย่างรวดเร็ว ราวกับเขาต้องรีบลบความหมายของสิ่งที่เพิ่งทำ
รินรดาก้าวผ่านธรณีประตู กลิ่นสะอาดปนควันไม้จาง ๆ ของเจ้าของห้องยังติดอยู่บนหมอนและผ้าปู แม้เครื่องนอนจะถูกเปลี่ยนใหม่ แต่ทุกอย่างในพื้นที่นี้ยังบอกว่าผู้ชายคนหนึ่งใช้ชีวิตโดยไม่เคยเผื่อที่ว่างให้ใคร
เธอหันกลับไป “คุณอัคคี”
เขาหยุดอยู่หน้าประตู
“ขอบคุณที่พามินกลับมา”ด
วงตาสีเข้มสบตาเธออยู่ครู่หนึ่ง ความอ่อนล้าที่เขาซ่อนไว้ทั้งคืนเผยออกมาเพียงเสี้ยววินาที
“ฉันทำตามสัญญา”
เขาปิดประตู ทิ้งให้รินรดาอยู่กับความเงียบและคำโกหกที่เธอมองออกง่ายกว่านาฬิกาปลอม
บนโต๊ะข้างเตียงมีกรอบรูปวางคว่ำหน้าอยู่หมิ่นขอบ
ริน รดาไม่ได้คิดแตะต้องของส่วนตัว แต่ระหว่างเดินผ่าน หลังมือกลับเผลอปัดมุมกรอบจนมันไถลออกจากโต๊ะ
เธอรีบคว้าไว้ตามสัญชาตญาณ แรงจากการรับทำให้กรอบรูปพลิกกลับ ด้านหน้าหันเข้าหาเธอพอดี
ผู้หญิงสองคนยืนอยู่ใต้ต้นพุดซึ่งออกดอกขาวเต็มต้น คนหนึ่งสวมชุดผ้าไหมสีงาช้าง ใบหน้าสง่างามแต่แฝงความเศร้าบางอย่างที่รินรดาไม่อาจอธิบาย ส่วนผู้หญิงอีกคนสวมเสื้อเชิ้ตกับกระโปรงเรียบง่าย
ผู้หญิงในชุดผ้าไหมเป็นคนแปลกหน้า
แต่อีกคน รินรดาจำได้ทันที
“แม่...”
เสียงเรียกหลุดจากริมฝีปากแผ่วเบา ผู้หญิงในภาพคือรสา แม่ของเธอ
รินรดาจ้องภาพนั้นอย่างไม่เข้าใจ เธอไม่เคยรู้จักผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างแม่
ที่สำคัญ รูปของแม่เธอมาปรากฏอยู่ในห้องนอนของอัคคีได้อย่างไร
รินรดาพลิกกรอบรูปกลับด้าน ลายมือซึ่งหมึกจางไปตามกาลเวลาปรากฏอยู่ตรงมุมกระดาษ
กานดาและรสา วันที่เรายังเลือกชีวิตของตัวเองได้
เธออ่านชื่อแรกซ้ำในใจ
กานดา
ชื่อนั้นไม่เคยอยู่ในความทรงจำของเธอมาก่อน
รินรดามองผู้หญิงแปลกหน้าในภาพอีกครั้ง
กานดายืนเคียงข้างรสาในระยะที่บอกได้ว่าทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงคนรู้จักทั่วไป ไหล่ของพวกเธอแนบกัน มือข้างหนึ่งของรสาถูกกานดากุมไว้ตรงกลางภาพ โดยไม่มีใครพยายามปิดบังความสนิทสนมนั้น
ที่ข้อมือของทั้งคู่มีกำไลทองลงยารูปหงส์คนละวง
สิ่งที่รินรดาอ่านไม่ออกไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ของผู้หญิงสองคน แต่เป็นรอยยิ้มของแม่
เธอไม่เคยเห็นรสายิ้มเช่นนี้มาก่อน มันไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยนที่แม่ใช้กับลูก ไม่ใช่รอยยิ้มสงบซึ่งปรากฏอยู่ในภาพถ่ายครอบครัวกับพ่อ แต่เป็นรอยยิ้มของผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้สึกปลอดภัยมากพอจะวางความระแวดระวังทั้งหมดลง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง
รินรดาหันขวับ “ใครคะ”
“ฉันเอง”
เสียงของอัคคีทำให้เธอรีบวางกรอบรูปลง แต่ยังไม่ทันจัดให้กลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม ประตูก็เปิดออก
อัคคียืนอยู่ในเสื้อเชิ้ตตัวเดิม แขนเสื้อพับถึงข้อศอก ดวงตาสีเข้มกวาดมองใบหน้าเธอก่อนหยุดอยู่ที่กรอบรูปในมือ
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย
“เธอเห็นแล้วสินะ”
รินรดาไม่ตอบ เธอยกกรอบรูปขึ้นและชี้ไปยังผู้หญิงในชุดผ้าไหม
“กานดาคือใครคะ”
อัคคีนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แม่ฉัน”
คำตอบนั้นทำให้รินรดาหันกลับไปมองภาพอีกครั้ง
แม่ของอัคคีกับแม่ของเธอยืนกุมมือกันอยู่ใต้ต้นพุด
รูปใบนี้ถูกเก็บไว้ในห้องนอนซึ่งไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้ามา และชื่อของรสาเพิ่งทำให้ชายหนุ่มชะงักตั้งแต่อยู่ในโกดัง
“แม่ของคุณรู้จักแม่ฉันได้อย่างไร”
“ฉันก็กำลังพยายามหาคำตอบ”
“คุณมีรูปนี้อยู่กับตัว แต่ไม่เคยคิดจะบอกฉัน?”
“ก่อนคืนนี้ ฉันไม่รู้ว่ารสาในภาพคือมารดาของเธอ”
“แล้วคุณรู้เรื่องแม่ตัวเองมากแค่ไหน”
คำถามนั้นทำให้ดวงตาของอัคคีเย็นลง ทว่าใต้ความเย็นชามีบาดแผลบางอย่างไหววูบ
“น้อยกว่าที่ควรจะรู้”
รินรดาก้มมองข้อความด้านหลังภาพอีกครั้ง
วันที่เรายังเลือกชีวิตของตัวเองได้
ประโยคนั้นไม่ได้ฟังเหมือนความทรงจำธรรมดา แต่มันเหมือนคำอาลัยถึงช่วงเวลาซึ่งผู้หญิงทั้งสองเคยมีสิทธิ์เลือก ก่อนมีใครบางคนพรากสิทธิ์นั้นไป
“คุณคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับไข่มุกไหมคะ”
“ถ้าไม่เกี่ยว รูปของแม่เธอคงไม่ถูกเก็บไว้กับของที่พ่อฉันสั่งห้ามแตะ”
“พ่อคุณห้ามแตะรูปนี้?”
“พ่อห้ามฉันแตะของทุกชิ้นที่เป็นของแม่”
อัคคีพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ ราวกับการถูกห้ามแตะต้องสิ่งของของมารดาเป็นเรื่องธรรมดา
รินรดายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในครอบครัวของเขา ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างอัคคีกับกานดาเป็นเช่นไร หรือเพราะเหตุใดผู้เป็นพ่อจึงห้ามเขาแตะต้องสิ่งของทุกชิ้นของมารดา แต่คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้เธอมองเห็นรอยร้าวบางอย่างภายใต้ความเย็นชาเบื้องหลังชายผู้ควบคุมคนทั้งองค์กร เคยมีลูกชายคนหนึ่งซึ่งแม้แต่ความทรงจำเกี่ยวกับแม่ ก็ยังถูกผู้เป็นพ่อกำหนดว่าเขามีสิทธิ์แตะต้องได้มากน้อยเพียงใด
เธอเกือบถามต่อ ทว่าเขาดึงสีหน้าเย็นชากลับมาเสียก่อน
“นอนให้ได้สักสองชั่วโมง คืนพรุ่งนี้เธอต้องทำงาน”
“ฉันเพิ่งผ่านเรื่องลักพาตัวน้อง คุณยังจะพาฉันไปทำงานอีกหรือคะ”
