1.หนี้กับนักมาฟิโอซ

ความหนาวเหน็บและความมืดมิดของค่ำคืนคือสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันยังคงยืนอยู่ได้

ฉันพบว่าตัวเองอยู่ลำพังกลางที่แห่งหนึ่งที่ไหนก็ไม่รู้ กำลังดิ้นรนเพื่อไปยังที่ที่อุ่นกว่า ที่ซึ่งฉันจะปลอดภัยจากเงื้อมมือของความหนาวเย็นยามค่ำคืนและบางสิ่งบางอย่างที่ถ่วงหนักอยู่ในอก

“มืดเกินไป” ฉันกระซิบด้วยความหวาดกลัว

ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็สาดเข้าที่ใบหน้าฉันตรงๆ ทำให้ฉันมองอะไรไม่เห็นไปชั่วขณะ ฉันรู้สึกถึงความกลัวสุดขีดที่จุกแน่นอยู่ในท้องจนแทบหายใจไม่ออก

เมื่อฉันลืมตาขึ้นอีกครั้งเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับแสงสว่างเจิดจ้าที่ส่องสว่างไปทั่วทั้งราตรีกาล ฉันก็เห็นบางสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกหนาวเย็นยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

ไมค์ พี่ชายของฉันยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวในสภาพเสื้อผ้าสกปรกมอมแมมและขาดวิ่น มีผ้าพันคอปิดปากไว้ และดวงตาสีเขียวมรกตของเขาสะท้อนแววสิ้นหวัง

ฉันอยากจะวิ่งเข้าไปหาเขา แต่มีพลังที่มองไม่เห็นบางอย่างรั้งฉันไว้

“ไมค์!”

ฉันตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดัง แต่กลับได้ยินเพียงเสียงตุ้บหนักๆ ฉันเพ่งสายตามองไปที่ไมค์ซึ่งไม่มีผ้าปิดปากแล้ว และกัดริมฝีปากตัวเองด้วยความกังวล เขาเพียงแค่ยิ้มให้ฉันอย่างเศร้าสร้อยแล้วกระซิบว่า “พี่ขอโทษ”

หลังจากนั้น แสงสว่างก็ดับวูบลงพร้อมกับที่ฉันได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของพี่ชาย และมีของเหลวบางอย่างกระเซ็นมาโดนใบหน้า

ฉันยกมือขึ้นแตะแก้ม ก่อนจะพบว่าบนมือของฉันเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด...

ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับหอบหายใจและเนื้อตัวชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็น

ฉันน่าจะชินกับฝันร้ายได้แล้ว ฉันฝันร้ายมาตลอดนับตั้งแต่พ่อแม่เสียชีวิตในอุบัติเหตุอันน่าสลดครั้งนั้น ซึ่งมีเพียงฉันกับไมค์ พี่ชายของฉันเท่านั้นที่รอดชีวิต

ช่วงหลังๆ มานี้ ฝันร้ายที่ฉันต้องสูญเสียเขาไปอีกคนมันตามหลอกหลอนฉันไม่สิ้นสุด ฉันอยากจะหาคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลให้กับฝันร้ายของตัวเอง

ฉันฝันว่าพี่ชายประสบเคราะห์ร้ายมาตั้งแต่เขาเดินทางไปต่างประเทศที่ห่างไกล ทิ้งให้ฉันอยู่บ้านหลังใหญ่หลังนี้ตามลำพัง

ความอ้างว้าง

ฉันถอนหายใจอย่างปลงตกก่อนจะดูเวลาบนนาฬิกาดิจิทัลที่โต๊ะข้างเตียง ฉันมองมันอย่างสิ้นหวังเมื่อพบว่าเป็นเวลาเพียงตีห้า และฉันรู้ว่าตัวเองคงข่มตาหลับต่อไม่ลงแล้ว

ฉันลุกขึ้นนั่งบนเตียง เอามือลูบหน้าลูบตาเพื่อปลุกตัวเองให้ตื่น แต่ก็อดคิดถึงไมค์ไม่ได้ พี่ชายของฉันเดินทางไปต่างประเทศเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน และตั้งแต่นั้นมาฉันก็ไม่ได้รับการติดต่อจากเขาอีกเลย แม้ว่าจะพยายามตามหาตัวเขาทุกวันก็ตาม

ฉันได้แต่หวังว่าฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนจะไม่กลายเป็นความจริง เพราะถ้าฉันต้องเสียเขาไปอีกคน หลังจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราผ่านมาด้วยกัน ฉันไม่รู้เลยว่าจะทนรับมันไหวหรือเปล่า

ฉันตัดสินใจลุกไปอาบน้ำ อย่างไรเสียอีกสองสามชั่วโมงฉันก็ต้องไปทำงานแล้ว ฉันจึงหยิบเสื้อผ้าที่จะใส่ในวันนี้แล้วมุ่งหน้าไปที่ห้องน้ำ

ขณะที่ยืนอยู่ใต้ฝักบัว ฉันเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาก แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม

หลังอาบน้ำเสร็จ ฉันแต่งตัวด้วยกางเกงยีนส์สีเข้ม เสื้อยืดสีขาว และเสื้อคาร์ดิแกนลายทางสีแดงสลับขาว จากนั้นก็จัดแต่งทรงผมสีน้ำตาลหยักศกของฉันให้เป็นเปียปัดข้าง แต่งหน้าโทนอ่อนๆ บนผิวขาวของฉัน และปัดมาสคาร่าเล็กน้อยเพื่อขับให้ดวงตาสีเขียวมรกตโดดเด่นขึ้น

ฉันฉีดน้ำหอมเล็กน้อย สวมรองเท้าบูทหุ้มข้อสีครีมที่เข้าชุดกับแจ็กเก็ตหนังสีเดียวกัน คว้ากระเป๋าที่เข้ากันแล้วเดินออกจากบ้าน

ฉันไม่อยากอยู่บ้านคนเดียวนานกว่านี้อีกแล้ว ฉันไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น ฉันไม่อยากกินอาหารเช้าด้วย ฉันไม่หิวเลย และฝันร้ายพวกนี้ก็มักจะสูบพลังงานของฉันไปจนหมดสิ้น

ฉันเลยคิดว่าจะไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้ๆ ที่ทำงานไปพลางๆ ก่อนจนกว่าจะถึงเวลาเข้างาน

ฉันเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทโฆษณาชื่อดังในนิวยอร์ก ถึงแม้จะเป็นพนักงานที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งในบริษัทเพราะอายุแค่ 24 ปี แต่งานนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันภูมิใจมาก

พอรู้สึกดีขึ้นก็ได้เวลาเข้างาน ฉันจึงมุ่งหน้าไปยังตึกกระจกสีเข้มที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าเซ็นทรัลพาร์ก

พอฉันเข้าไป ซาช่าก็นั่งอยู่ที่โต๊ะประชาสัมพันธ์แล้ว เธอแปลกใจที่เห็นฉันมาเช้าแต่ก็ไม่ได้ทักอะไร เราแค่ทักทายกันตามปกติ แล้วฉันก็ตรงไปที่ห้องทำงานเพื่อเริ่มงาน

ฉันมั่นใจว่าการทำตัวให้ยุ่งๆ จะช่วยให้ฉันไม่คิดฟุ้งซ่าน

“คุณมาร์โกคะ มีคนมาขอพบค่ะ”

“เขานัดไว้หรือเปล่า”

“ไม่ได้นัดค่ะ แต่เขาบอกว่าต้องการคุยกับคุณเรื่องโปรเจกต์สำคัญ”

“โอเค ให้เขาเข้ามาได้เลย”

ซาช่าพยักหน้าแล้วเดินออกจากห้องทำงานของฉัน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับชายร่างสูงแต่งตัวดีที่สวมแว่นกันแดด พอเขาถอดมันออก ก็เผยให้เห็นดวงตาสีเทาสวยสะกด

ฉันยิ้มให้พวกเขา ซาช่าเดินออกไปและปิดประตูตามหลัง ส่วนชายคนนั้นก็นั่งลงพลางกวาดตามองรอบห้องทำงานของฉันด้วยรอยยิ้ม

“ยินดีที่ได้พบคุณเสียทีนะ มาร์กาเร็ต ไมค์เล่าเรื่องของคุณให้ผมฟังเยอะเลย”

ฉันนึกว่าตัวเองรู้จักเพื่อนของพี่ชายทุกคนเสียอีก แต่พอชายคนนี้พูดถึงเขา ฉันก็สังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา

“คุณรู้จักพี่ชายฉันได้ยังไง”

“ผมทำข้อตกลงกับเขาสองสามอย่าง”

ตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักได้ว่าถึงแม้ชายคนนี้จะพูดภาษาอังกฤษได้สมบูรณ์แบบ แต่เขาก็ไม่ใช่คนอังกฤษหรืออเมริกัน... ฉันสังเกตลักษณะหน้าตาของเขาชัดๆ อีกครั้ง และรู้สึกแปลกๆ ว่าธุรกิจที่พี่ชายไปทำที่รัสเซียคงจะไปได้ไม่สวยนัก

“คุณต้องการจะคุยอะไรกับฉันคะ”

“ผมชื่อนิโคไล อิวานอฟ มาจากประเทศที่สวยงามที่รู้จักกันในนามรัสเซีย ไมค์ พี่ชายของคุณโชคร้ายหน่อยที่ยังจ่ายเงินค่าข้อตกลงให้ผมไม่ได้ และก็...”

“คุณทำอะไรพี่ชายฉัน” ฉันพูดแทรกขึ้นมาทั้งที่ยังรู้สึกจุกในลำคอ

“ไมค์สบายดี... สำหรับตอนนี้นะ” เขายิ้มกว้าง “แต่ผมมั่นใจว่าคุณเข้าใจสถานการณ์ของผมดี เราทุกคนก็อยากได้ค่าตอบแทนจากงานที่เราทำกันทั้งนั้น”

“แกมันไอ้...”

“มาร์กาเร็ต คำพูดแบบนั้นไม่เหมาะกับสุภาพสตรีเลยนะ”

“ถ้าแกทำอะไรพี่ชายฉันล่ะก็...!” ฉันเริ่มโกรธขึ้นมา

“ใจเย็นๆ มาร์กาเร็ต ผมมาที่นี่เพราะมั่นใจว่าคุณจะช่วยไมค์จ่ายเงินให้ผมได้ และถ้าไม่ได้... ก็คงต้องมาดูกันอีกที”

“คุณต้องการเงินเท่าไหร่”

“หนึ่งแสนดอลลาร์”

“อะไรนะ?!” ฉันแทบอ้าปากค้าง

“เราจะเจอกันพรุ่งนี้กลางคืนที่เซ็นทรัลพาร์ก และผมหวังว่าคุณจะจ่ายเงินตามที่ผมขอได้ เพราะถ้าไม่ได้ล่ะก็... จะไม่มีที่ไหนให้คุณซ่อนตัวจากผมได้”

พูดจบ นิโคไลก็ยิ้มให้ฉัน สวมแว่นกันแดด แล้วเดินออกจากห้องทำงานของฉันไปพร้อมรอยยิ้ม

ตอนนี้ฉันตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ฉันไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น และจะหลอกเขาก็ไม่ได้ แต่ฉันต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยพี่ชายให้เป็นอิสระให้ได้

ฉันสิ้นหวังเหลือเกิน ฉันต้องหาเงินก้อนนั้นมาให้ได้ และฉันก็รู้ว่าคงหาเงินทั้งหมดที่ต้องการได้ไม่ทันในเวลาอันสั้นนี้ ฉันจะสู้กับความสิ้นหวังนี้ได้อย่างไร แล้วฉันจะช่วยพี่ชายได้อย่างไรกัน

บทถัดไป