บทที่ 10 บทที่ ๕ ๑/๒

ระลอกน้ำวนเวียนเป็นสีชาดจางๆ เลือดข้นที่ไหลรินจากโคนหางพัดพาความเจ็บปวดแปลบปลาบเข้าสู่ขั้วหัวใจ พญาไชยเวศในร่างกุมภีร์ขาวโพลนปล่อยกายให้ไหลไปตามกระแสน้ำอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาสีอำพันพร่าเลือนมองดูหางที่ขาดวิ่นของตนด้วยความอัปยศ

(ไอ้หนุ่มเมื่อวานซืนกล้าตัดหางข้า!)

กระแสน้ำเริ่มนิ่งสนิทลงเมื่อเข้าสู่เขตคุ้งน้ำที่ล้อมรอบด้วยป่ารกชัฏ เสียงแมลงหวีดหริ่งระงมกลบความเงียบเหงา ท่าน้ำไม้เก่าคร่ำคร่าที่มีรากไทรย้อยลงมาเป็นม่านกั้นปรากฏแก่สายตา เรือนไทยหลังเดียวโดดเดี่ยวตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล พญาไชยเวศรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายพุ่งตัวเข้าไปใต้รากไทรหนาทึบ

เกล็ดมุกสั่นไหวหดตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ร่างมหึมาคืนสู่ขนาดจระเข้โทนทั่วไปเพื่อรักษาตบะที่เหลือเพียงน้อยนิด

(ใครหน้าไหนก็อย่ามาสาระแนแถวนี้นะเชียว)

เปลือกตาหนักอึ้งปิดลงพร้อมกับลมหายใจที่โรยแรง

°°••....••°°.°°••....••°°

สัตยานั่งนิ่งอยู่บนชานเรือน ใช้ใบมีดเล็กคมกรีดลงบนไม้ไผ่ หากแต่แววตาสีนิลกาฬจ้องมองเศษไม้ที่ร่วงหล่นคล้ายกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องอื่น

“เฮ้อ...”

ชายหนุ่มถอนหายใจกับตัวเองเบาๆ ความเงียบในเรือนไทยหลังใหญ่น่าอึดอัดกว่าที่เคย

‘ไสหัวไปอยู่ท้ายเรือนเสีย ไปหาบน้ำผ่าฟืนทำงานกุลีของมึง อย่าได้เสนอหน้าเข้ามายุ่งย่ามในห้องทำพิธีของกูอีก!’

สัตยาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เขาค่อยๆ พยักหน้ารับอย่างคนยอมรับโทษทัณฑ์โดยดุษฎี ทั้งที่เจตนาทั้งหมดเพียงเพื่อปกป้องชีวิตผู้เป็นอา

หมอไกรฤทธิ์คงโกรธจัดที่เห็นหลานชายแผลงฤทธิ์อาคมเกินหน้าเกินตา จนสั่งกักบริเวณห้ามออกไปไหน ทว่าสิ่งที่กวนใจสัตยาไม่ใช่โทสะของผู้เป็นอา แต่เป็นภาพจระเข้เผือกตัวนั้น

ร่างใหญ่วางมือจากงานเหลาเบ็ด แววตาแสดงความเศร้าสร้อยออกมาวูบหนึ่ง

‘ข้าตัดหางเอ็งเสียสิ้น...ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็สุดรู้’

ร่างสูงใหญ่เปลือยท่อนบนก้าวเดินลงไปยังท่าน้ำหลังเรือน ผิวสีน้ำผึ้งสะท้อนแดดยามบ่ายจัดจนเห็นรอยมัดกล้ามเนื้อชัดเจนจากการทำงานหนัก สัตยาหย่อนตัวลงนั่งบนไม้กระดานเท้าห้อยจุ่มน้ำเย็นเฉียบ

‘ตกปลาเสียหน่อยดีกว่า ถ้าอาอิ่มท้องคงจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง’

คิดดังนั้นแล้ว สายเบ็ดก็ถูกโยนออกไปสุดแรง จมหายลงสู่ก้นลำน้ำที่ใสนิ่ง สัตยานั่งเงียบเชียบปล่อยให้ลมพัดผมที่หลุดมวยสะบัดไปมา นัยน์ตาคอยจ้องมองสายเอ็นที่นิ่งสนิท

พรึ่ด!

สายเบ็ดกระตุกวูบ สัตยาขยับตัวนั่งตัวตรง มือหนากำคันเบ็ดมั่น

“ปลาใหญ่รึเนี่ย ท่าจะตัวใหญ่น่าดู”

เขาออกแรงดึงด้วยสองมือ ร่างกายเกร็งจนเส้นเลือดปูดโปน ทว่าวัตถุใต้น้ำกลับนิ่งสนิทราวกับเกี่ยวติดขอนไม้ใหญ่ สัตยายันเท้ากับเสาท่าน้ำแล้วรั้งสุดแรงเกิด

“ขึ้นมาสิ! จะเป็นปลาช่อนยักษ์หรือปลาบึก ข้าขอนำไปแกงเสียหน่อยเถิด”

°°••....••°°.°°••....••°°

ใต้ผิวน้ำที่มืดสลัว พญาไชยเวศรู้สึกถึงความเจ็บแสบที่ซอกเหงือก เขาลืมตาโพลงเห็นสายเอ็นพันรอบเขี้ยวหน้าอย่างจัง

(อะไรวะ?! ติดฟันเอาไม่ออก)

โทสะพุ่งพล่านแทนที่ความเหนื่อยอ่อน เขาพยายามสลัดสะบัดหน้าหนี แต่ร่างกายที่เสียตบะไปมากกลับทำได้เพียงปล่อยให้แรงกระชากเบื้องบนลากร่างขึ้นสู่ผิวน้ำ

(โอ๊ยยย เจ็บบบ! เหงือกจะหลุด!)

ซูม!

หัวจระเข้ขาวมุกโผล่พ้นน้ำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สัตยาที่กำลังออกแรงถึงกับผงะจนเกือบหงายหลัง นัยน์ตาคมเบิกกว้างเมื่อสบเข้ากับดวงตาสีอำพันที่คุ้นเคย

“นั่นตัวอะไรน่ะ?”

คำถามที่เปรียบเสมือนคำอุทาน แต่หัวใจสัตยากลับเต้นรัวประหนึ่งกลองเพล แม้ขนาดตัวจะเล็กลงไปมาก แต่แผลเหวอะที่โคนหางนั่นยืนยันได้ชัดเจนว่าคือตัวเดียวกับที่เขาเพิ่งทำร้ายไป

“กรรร...”

(เจ้าอีกแล้วรึ?! ไอ้มนุษย์ชั่วที่ตัดหางข้า!)

พญาไชยเวศพยายามขู่ฟ่อ แต่เสียงที่ออกมากลับนั้นแผ่วเบาราวกับแมวคราง ลำตัวขาวปลอดที่เคยสง่างามนอนหอบกระเสือกกระสนอยู่ริมตลิ่ง

สัตยาวางเบ็ดในมือลงช้าๆ สายตามองดูเลือดจางๆ ที่ยังซึมออกจากแผล

“ยังไม่ตายสินะ คงเป็นพระแม่คงคาที่พาเอ็งมาหาข้าถึงนี่”

(ให้คุ้งน้ำแตกเถอะ! ใครอยากเจอเจ้ากันฮะ?!)

สัตยาค่อยๆ ก้าวลงน้ำ ความลึกของสายน้ำค่อยๆ ท่วมสูงถึงเอวสอบ

“อย่ากลัวไปเลย ข้าไม่ได้จะทำร้ายเจ้า อย่างน้อยก็ไม่ใช่ครั้งนี้แน่”

(ข้าแต่เจ้ากุมภีร์ ใครจะเชื่อเจ้าวะ?! ร้ายกว่าพวกเทวดาก็เจ้านี่แหละ)

พญาไชยเวศถอยร่น แต่เรี่ยวแรงที่มีกลับทรยศ มันได้แต่นอนนิ่งมองดูมือหนาที่ยื่นเข้ามาใกล้

“ข้าได้ทำสัญญาไว้แล้วว่าหากเจอหน้ากันอีก ข้าจะดูแลเอ็งเอง”

มือที่หยาบกร้านแต่ทว่านุ่มนวลสัมผัสลงบนเกล็ดจมูกเบาๆ เป็นผลให้พญาไชยเวศสะดุ้งสุดตัว

(อย่ามาแตะต้องตัวข้านะ!)

ตูม!

จระเข้เผือกใช้แรงเฮือกสุดท้ายสะบัดหัวอย่างแรงจนสัตยาเสียหลักหงายหลังลงน้ำเปียกโชกไปทั้งตัว

“โอ๊ย! ดื้อจริงนะเอ็งเนี่ย ข้าเปียกไปหมดแล้ว”

สัตยาปาดน้ำออกจากหน้า ผมยาวลุ่ยเปียกลู่แนบแก้ม เขามองดูจระเข้ที่นอนหอบหายใจรุนแรงด้วยความสังเวช

“เดี๋ยวข้าไปเอายามาให้ ทนหน่อยนะไอ้เข้”

°°••....••°°.°°••....••°°

เวลาผ่านไปราวหนึ่งโมงยาม สัตยากลับมาพร้อมหม้อดินที่ควันกรุ่น กลิ่นยาสมุนไพรฉุนกึกตลบอบอวล

“ยาต้มแก้ช้ำในและสมานแผล กินเสียเถอะนะ”

(จะวางย้าข้ารึไง หน้าตาดูไม่ได้เลยยาเจ้าเนี่ย)

“อ้าปากสิ ข้าจะป้อน”

(ไม่!)

พญาไชยเวศหุบปากสนิทราวกะถูกใส่กุญแจเหล็ก สัตยาถอนหายใจยาวพลางมองจระเข้ที่ดื้อแพ่งไม่ยอมขยับ

“ไม่กินก็เน่าตายตรงนี้แหละ อยากตายนักรึไง”

(ตายแบบมีศักดิ์ศรี ดีกว่ากินยาของเจ้า!)

“รอเดี๋ยว”

สัตยาผละไปที่ตลิ่ง หยิบสวิงมาช้อนปลาเล็กปลาน้อยที่ว่ายวนแถวนั้น ครู่เดียวปลากระดี่ตัวย่อมก็ดิ้นพราดอยู่ในมือเขา

“หิวไหม...”

โครก~!

เสียงท้องร้องของพญาจระเข้ดังก้องจนเจ้าตัวถึงกับสบถในใจ

(บัดซบ...! ไอ้ท้องไส้ไม่รักดี)

“หิวใช่ไหมล่ะ อ้าปากข้าจะให้ปลาให้ ถ้าแกล้งงับนิ้วข้า ข้าจะตีให้จมูกหัก”

(ไม่กิน!)

โครก~ โครก~ โครก~

“ถ้ากินยาคำนึง ข้าจะให้ปลาตัวนึง ตกลงไหม?”

สัตยาคลี่รอยยิ้มที่มุมปาก แววตาที่เคยเย็นชากลับดูอ่อนโยนเสียจนพญาไชยเวศเผลอมอง

(เพราะหิวหรอก ไม่ได้แปลว่าข้ายอมแพ้เจ้าหรอกนะไอ้มนุษย์ตัวเหม็น)

ปากยาวเหยียดค่อยๆ อ้าออก สัตยาโยนปลาเข้าปากทันที พญาไชยเวศงับกลืนลงคออย่างรวดเร็ว

งั่มๆๆๆ

(ก็งั้นๆ แหละนะ)

ทว่าจังหวะที่ยังไม่ทันหุบปาก สัตยาก็คว้าจอกยาเทพรวดเข้าไปในโพรงปากจระเข้เต็มๆ

“อึก! แหวะ!”

(ไอ้มนุษย์เจ้าเล่ห์! ขมฉิบหายเลย!)

พญาไชยเวศพยายามสะบัดหน้าบ้วนทิ้ง แต่สัตยาไวกว่า เขาพุ่งเข้าไปใช้แขนแกร่งโอบกอดส่วนหัวไว้แน่น มือทั้งสองข้างกดปากจระเข้ให้ปิดสนิท

“กลืนลงไป! ห้ามคายทิ้งเชียว!”

(ปล่อยข้า!)

จระเข้เผือกดิ้นพราดๆ หางที่แหว่งตวัดฟาดน้ำจนกระจาย สัตยาถูกแรงเหวี่ยงจนร่างเกือบหลุดแต่เขายังคงกัดฟันกดปากมันไว้แน่น

ตูม!

สุดท้ายสัตยาก็ถูกสะบัดร่วงลงน้ำอีกรอบ ยาสีดำเข้มถูกพ่นออกมาเต็มปากจระเข้

“เอ็งนี่มันดื้อ เจ็บแล้วยังดื้อด้านไอ้จระเข้น้อยเอ๊ย”

สัตยาลุกขึ้นมานั่งบนท่าน้ำ ถอนหายใจทิ้งอย่างเหนื่อยอ่อน ยาในหม้อหกหมดสิ้น

“ข้าต้องไปต้มใหม่เสียแล้วสิ รอข้าเดี๋ยวแล้วกัน”

(ใครเขารอ แบร่~!)

ไม่นานเจ้าเด็กหนุ่มผิวน้ำผึ้งก็กลับมาพร้อมหม้อใบที่สอง คราวนี้แววตาเขาเปลี่ยนไปดูมุ่งมั่นกว่าเดิม

“อ้าปากดีๆ”

(ข้าพญาไชยเวศ หลานเจ้าปู่แห่งคุ้งน้ำน่าน บอกไม่กินก็คือไม่กินไงเล่า!)

“ไม่อ้าใช่ไหม...?”

สัตยาวางหม้อยาไว้บนกระดานไม้ แล้วพุ่งเข้าชาร์จจระเข้เผือกทันที เขาใช้งัดขากรรไกรของมันด้วยพละกำลังมหาศาล

“อ้าปากเดี๋ยวนี้!”

(ปล่อย...ปล่อยข้านะ!)

เมื่อปากอ้าออก สัตยาคว้าหม้อยาเทพรวดลงไป แล้วคราวนี้เขาไม่เพียงแค่ปิดปาก แต่เขากระโดดขึ้นไปนั่งคร่อมบนปากยาวเหยียดของจระเข้ทันที

(นั่งบนปากข้าทำไม?! ออกไปนะไอ้มนุษย์! ลบหลู่ศักดิ์ศรีพญาจระเข้เกินไปแล้ว)

“กลืนลงไป ข้าสั่งให้กลืน!”

พญาไชยเวศดิ้นพล่านด้วยความโกรธและอับอาย แต่น้ำหนักตัวและวงแขนที่ล็อกไว้อย่างแน่นหนาทำให้เขาขยับได้ไม่ถนัดนัก จำต้องกระดกของขมลงคอ ปล่อยยารสฝาดจัดเริ่มไหลลงคออย่างเลี่ยงไม่ได้

“อะเวราโหนตุ อัพพยาปัชชาโหนตุ...”

(สวดอะไร...)

“สุขขีอัตตานัง ปะริหะราตุ...” เสียงสวดแผ่วเบานุ่มนวลเริ่มดังขึ้น สัตยานั่งนิ่งอยู่บนหัวจระเข้ มือหนึ่งยังคงลูบเกล็ดที่คออย่างอ่อนโยนขณะสวดมนต์แผ่เมตตา

“จงเป็นสุขเป็นสุข แผลที่หางนั่น ข้าขอขมานะไอ้เข้น้อย”

ความโกรธที่เคยเดือดพล่านในอกพญาไชยเวศค่อยๆ มอดลงอย่างน่าประหลาด เสียงสวดมนต์ของสัตยามีพลังบางอย่างที่ทำให้ใจที่ว้าวุ่นสงบลง ร่างจระเข้ที่เคยเกร็งเขม็งค่อยๆ ผ่อนคลาย ยาขมๆ ถูกกลืนลงคอไปจนหมดสิ้น

สัตยารู้สึกได้ว่าสัตว์ร้ายสงบลงแล้ว เขาจึงค่อยๆ ลุกลงจากปากมัน

“กลืนหมดแล้วรึ เก่งมาก” เขายื่นมือไปลูบหัวมันอีกครั้ง

คราวนี้พญาไชยเวศไม่หลบ แถมยังยอมให้ลูบอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกดีแปลกๆ

“พรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่ นอนพักเสียเถอะ”

สัตยาส่งยิ้มให้เล็กน้อย รอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏบนใบหน้าคม ก่อนจะเดินหันหลังขึ้นเรือนไปพร้อมหม้อยาเปล่า

พญาไชยเวศมองตามแผ่นหลังกำยำนั่นไปจนลับตา รสขมของยายังติดอยู่ที่ปลายลิ้น

(ไอ้วิปลาสนี่...!)

เขาสะบัดหางเบาๆ ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจที่เคยแข็งกระด้าง

(พรุ่งนี้จะมาจริงๆ รึเปล่านะ พวกมนุษย์ยิ่งขี้โกหกอยู่)

พญาจระเข้หลับตาลงใต้ร่มไทร หัวใจเต้นช้าลงอย่างมั่นคงเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

°°••....••°°.°°••....••°°

บทก่อนหน้า
บทถัดไป