บทที่ 11 บทที่ ๕ ๒/๒

“ตื่นได้แล้ว ไม่ต้องแกล้งหลับ”

เสียงทุ้มเนิบนาบที่คุ้นหูทำให้หางที่เหลือเพียงครึ่งชะงักกึกอยู่กลางอากาศ ก่อนจะทิ้งตัวลงกระแทกผิวน้ำเสียงดังจนมวลน้ำแตกพร่ากระจายออกเป็นวงกว้าง ไอ้เจ้าของเสียงนั่นยืนเด่นอยู่บนท่าน้ำด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อน ใบหน้าคมคายที่ดูเฉยเมยเป็นนิจนั่นช่างน่าเอามือตะปบให้ร่วงน้ำนัก สัตยาวางหม้อยาที่มีควันกรุ่นลงข้างกายอย่างใจเย็น พลางรวบเกศายาวสลวยสีน้ำหมึกไปไว้ข้างหลัง เปิดเผยลำคอและแผงอกสีน้ำผึ้งที่ดูไร้การป้องกัน

(บัดซบ! รู้ได้ยังไงว่าข้าแกล้งหลับ)

“ขายังขยับอยู่เลย”

นัยน์ตาสีอำพันตวัดมองคนพูดอย่างกินเลือดกินเนื้อ แต่ไอ้หนุ่มผิวเข้มกลับไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย สัตยานั่งลงริมท่าน้ำ หย่อนเท้าลงจุ่มในกระแสชลอย่างคนไม่รู้จักเข็ดหลาบ ทั้งที่รอยแผลจากเขี้ยวของเขายังคงจางๆ อยู่ที่หน้าแข้งนั่นแท้ๆ

“ข้าชื่อสัตยา”

(ผู้ใดถาม)

“วันก่อนนั้นเราก็เพิ่งกลับมาเจอกัน หลายวันมานี้ข้าก็มัวแต่สรรหาวิธีป้อนยาเอ็ง แต่ยังไม่เคยได้แนะนำตัวเลยสักครั้ง”

ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงน้ำไหลเอื่อยกระทบตลิ่ง พญาไชยเวศเบือนหน้าหนี สะบัดปลายหางกุดๆ ใส่หน้ามันไปทีหนึ่งด้วยความรำคาญใจที่ถูกเดาทางถูกไปเสียทุกอย่าง

“เอ็งมีชื่อไหม”

(ข้ามีนามว่าพญาไชยเวศ หลานเจ้ากุมภีร์แห่งคุ้งน้ำทั้งสี่สาย จำใส่กะลาหัวเอาไว้ด้วยเจ้ามนุษย์)

“งั้นข้าตั้งชื่อให้ละกัน”

‘...?’

คำพูดนั่นทำให้เกล็ดขาวมุกสั่นสะท้านด้วยลางสังหรณ์ประหลาด สัตยาโน้มตัวลงมาจ้องมองรอยเลือดที่ซึมอยู่ตามแผ่นเกล็ดสีขาวหม่นของเขาด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก

“เอ็งตัวขาวแต่มีเลือดเปื้อนเป็นดวงๆ ดูกระดำกระด่าง เรียกว่า ‘ไอ้ด่าง’ ละกัน”

(ไอ้ด่าง...?! ชื่อแย่กว่าไอ้โขงไอ้เคี้ยงเสียอีก ไอ้มนุษย์สามหาว!)

ขากรรไกรแข็งแรงอ้ากว้างจนเห็นเขี้ยวคมหมายจะงับน่องขาแกร่งนั่นให้จมเขี้ยว แต่สัตยากลับไม่ถอยหนี ซ้ำยังหลุดยิ้มที่มุมปาก แววตาที่เคยหม่นเศร้ากลับทอประกายแจ่มใสขึ้นมาวูบหนึ่ง

“เห็นไหม พอเรียกชื่อก็หันมาทันที”

(ใครว่าหัน จะกัดเสียให้จมเขี้ยวต่างหาก!)

“เก่งมาก...ด่าง”

ฝ่ามือหนายื่นลงมาสัมผัสกลางศีรษะอย่างแผ่วเบา ความร้อนรุ่มจากผิวเนื้อคนแล่นผ่านเกล็ดเย็นชืดเข้าไปถึงหัวใจอย่างประหลาด พญาไชยเวศชะงักกึก ความมุทะลุเมื่อครู่มลายหายไปดื้อๆ เขาได้แต่ลอยตัวนิ่งสนิท ยอมให้อีกฝ่ายลูบไล้ราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ เสียอย่างนั้น

นับจากวันนั้น ไอ้หนุ่มหน้านิ่งก็มาปรากฏตัวทุกเช้าไม่เคยขาด...

“อยู่นิ่งๆ สิไอ้ด่าง วันนี้ข้าปรุงยามาใหม่ รับรองว่าแผลเอ็งต้องดีขึ้นแน่”

เสียงทุ้มติดจะแหบพร่านั่นกระซิบอยู่ข้างหูพร้อมกับเงาร่างโปร่งที่ก้มลงมาจนกลิ่นกายสะอาดๆ อบอวลเข้าจมูก พญาไชยเวศสะบัดหางกุดๆ ของตนฟาดลงบนผิวน้ำจนเซาะตลิ่งพังไปแถบหนึ่ง นัยน์ตาสีทองวาวโรจน์จ้องมองมนุษย์หน้าซื่อที่ถือวิสาสะเรียกเขาด้วยชื่ออัปมงคลนั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

(ไอ้ด่าง? ใครมันยอมใช้ชื่อนี้กัน ข้าคือหลานเจ้าแห่งคุ้งน้ำนี้เชียวนะ)

ความคิดในหัวดุดันผิดกับท่าทางที่ทำได้เพียงกบดานอยู่นิ่งๆ สันหลังสีขาวโพลนราวกับเผือกผ่องโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเล็กน้อย รอยเลือดที่เคยเปรอะเปื้อนจนเป็นรอยด่างดวงเริ่มจางลงบ้างแล้ว แต่ร่องรอยความพ่ายแพ้ต่อคนบางคนยังคงเป็นแผลสดที่เตือนใจให้ขุ่นเคือง

“ทำหน้าราวกับอยากจะกัดกินใครให้จมเขี้ยวไปได้ กินข้าวก่อนไหม ข้าแอบเอาปลาตะเพียนทอดจากในครัวมาฝาก”

สัตยายื่นมือเรียวที่สั่นเทานิดๆ ส่งเนื้อปลาส่งกลิ่นหอมฉุยมาตรงหน้า พญาจระเข้หนุ่มพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างแรงจนน้ำเป็นฟองฟู

(คิดว่าเอาของกินมาล่อแล้วข้าจะเชื่องรึ? ข้าหาใช่สัตว์เลี้ยงนะเจ้ามนุษย์หน้าโง่!)

ถึงจะประท้วงในใจ แต่กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำมันปลาที่สุกกำลังดีก็ทำให้กระเพาะที่ว่างเปล่าส่งเสียงโครกคราก ไชยเวศอ้าปากกว้างฮุบเอาปลาทั้งชิ้นเข้าปากอย่างรวดเร็วจนฟันเกือบจะงับโดนปลายนิ้วยาวๆ นั่น

“กินเก่งแบบนี้สิถึงจะหายไวๆ”

มือที่เคยวางแผ่นยาเริ่มขยับมาลูบที่สันจมูกของจระเข้เผือกอย่างแผ่วเบา ไชยเวศชะงักไปครู่หนึ่ง ลำตัวแข็งทื่อสัมผัสจากปลายนิ้วหยาบกร้านจากการทำงานหนักนั้นนุ่มนวลอย่างประหลาด มันไม่ใช่แรงกดขี่ ไม่ใช่การพันธนาการ แต่มันคือความโหยหาที่ส่งผ่านออกมาจากใจที่เดียวดายพอๆ กัน

(ที่ยอมให้จับนี่ข้านึกสงสารหรอกนะ เพราะจิตใจข้านั้นยิ่งใหญ่ดุจดั่งสายน้ำ)

ไชยเวศพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ทั้งที่ความจริงเขากำลังซึมซับกระแสความอบอุ่นที่ซึมลึกเข้าไปใต้เกล็ดหนา ได้แต่สงสัยว่าทำไมมันถึงได้รู้สึกดีถึงเพียงนี้

“มานี่มา ข้าจะทายาตรงโคนหางให้”

สัตยาขยับเข้าไปใกล้เขตน้ำตื้นมากขึ้น ยาสมุนไพรสีเขียวเข้มกลิ่น

ฉุนกึกถูกป้ายลงบนแผล ทันทีที่ตัวยาสัมผัสกับเนื้อสดที่ขาดวิ่น ความรู้สึกเหมือนถูกไฟบรรลัยกัลป์จี้สดๆ ก็แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย

โฮกกก!!!

(อ๊ากกก! ไอ้บ้านี่! เจ้าจะฆ่าข้ารึไง?!)

พญาไชยเวศสะบัดตัวอย่างแรงด้วยความเจ็บปวดล้ำลึก ลำตัวมหึมาฟาดงวงฟาดงาจนมวลน้ำกระจายเปียกโชกไปทั้งร่างของสัตยา

“เจ็บมากเหรอไอ้ด่าง? ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจให้เอ็งเจ็บขนาดนี้”

น่าแปลกที่สัตยาไม่ได้ถอยหนี เขากลับขยับเข้าใกล้กว่าเดิม มือสองข้างยื่นออกมาคว้าสันหลังเขาไว้แน่นเพื่อยึดเหนี่ยว ร่างของชายหนุ่มสั่นสะท้านตามแรงสะบัดของสัตว์ร้ายแต่ไม่ยอมปล่อยมือ

“ข้าจะเบามือลง สาบานเลยว่ารอบนี้จะเบาที่สุด อยู่นิ่งๆ เถิดพ่อตัวดี”

คำว่า ‘พ่อตัวดี’ ที่หลุดออกมาจากปากมนุษย์ด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทำให้หัวใจที่เต็มไปด้วยทิฐิของพญาจระเข้กระตุกวูบ ความรุนแรงลดระดับลงกลายเป็นการขู่ฟ่อในลำคอเบาๆ นัยน์ตาสีทองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหม่นเศร้าที่กำลังสั่นไหว สัตยาทำเหมือนว่าเขาเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน ทั้งที่คนโดนยามันคือเขา

(ห่วงข้าทำไมสัตยา...ข้าเคยงับขาเจ้าลากลงน้ำจนเกือบตายไปกี่รอบแล้ว ยังจะดีต่อข้าอีกรึ)

ไชยเวศจำวันแรกๆ ได้แม่น เขาเคยพยายามจะขย้ำไอ้หนุ่มนี่ให้ตายคาปาก ลากหมุนตัวลงสู่ก้นลำน้ำจนสัตยาสำลักน้ำปางตาย แต่อีกฝ่ายกลับไม่สู้กลับ ซ้ำร้ายวันรุ่งขึ้นยังเปลี่ยนผ้าผ่อนชุดใหม่ เดินกระเผลกๆ กลับมาหาเขาพร้อมถ้วยยาใบเดิม

ความอดทนที่ดูโง่เขลานั้นเริ่มกัดเซาะกำแพงน้ำแข็งในใจของไชยเวศทีละน้อย จนในที่สุดเขาก็ยอมปล่อยให้ร่างสูงทายาให้จนเสร็จโดยไม่ร้องโวยวายอีก

พอนึกถึงแต่ละวันที่ผ่านมา จระเข้เผือกก็ยอมปล่อยร่างสูงทายาให้แต่โดยดี มีแสบที่แผลแต่ก็ยอมอดทนเอาไม่ร้องโวยวาย

“ไม่เจ็บแล้วใช่ไหม”

พญาไชยเวศหลับตาลงนิ่งๆ ก่อนจะค่อยๆ เอาจมูกดุนเข้าฝ่ามืออุ่นหนา เพื่อให้สัมผัสอ่อนโยนนั้นประทับลงที่ปลายจมูกแทนคำตอบ แล้วเขาก็เริ่มเอะใจขึ้นมา ว่าท่าทางสะบัดหางไปมาปนการออดอ้อนนี้ เขามันชักจะเหมือนตัวอะไรเข้าไปทุกวันเสียแล้ว

“เอ็งเลิกจ้องข้าด้วยสายตาปานจะกินเลือดกินเนื้อเสียทีเถิดไอ้ด่าง ข้าล้างแผลให้เสร็จแล้ว”

สัตยาละมือจากโคนหางที่เริ่มมีเนื้อแดงสดผุดขึ้นมาแทนที่รอยแผลเน่าเปื่อย เขาขยับตัวไปริมสะพานไม้เก่า ก้มหน้าลงวักน้ำขึ้นมาล้างคราบยาสมุนไพรสีเขียวเข้มออกจากมืออย่างใจเย็น ปล่อยให้ชายผ้าลอยชายพริ้วไปตามกระแสน้ำ

พญาไชยเวศที่กบดานอยู่นิ่งๆ ในน้ำตื้นลอบมองแผ่นหลังกว้างสีน้ำผึ้ง

ที่ดูไร้การป้องกัน ความรู้สึกแสบร้อนจากยาตัวใหม่เริ่มทุเลาลง กลายเป็นความเย็นสบายที่แผ่ซ่านไปตามเกล็ดขาวมุก

(แผลข้าดีขึ้นมากแล้ว เป็นเพราะยาของเจ้าแท้ๆ)

ดวงตาสีอำพันสุกใสเรืองรองด้วยประกายซุกซนเมื่อเห็นเหยื่อตรงหน้าชะล่าใจ เขาค่อยๆ เคลื่อนกายขยับเข้าไปใกล้ทีละนิดอย่างเงียบเชียบที่สุด

หมับ!

ขากรรไกรกว้างงับเข้าที่ข้อเท้าหนาของชายหนุ่มเข้าเต็มเปา ทว่ามันกลับเป็นการขบลงเบาๆ เพียงแค่พอให้ตกใจ ก่อนจะออกแรงกระชากเพียงนิดเดียวตามสัญชาตญาณสัตว์นักล่า

ตู้ม!

“เฮ้ย...! ไอ้ด่าง...!”

สัตยาโผล่พ้นน้ำขึ้นมาด้วยสภาพเปียกโชกราวกับลูกหมาตกน้ำ เขาสลัดหน้าเพื่อไล่หยดน้ำออกไปพลางสำลักเอาอากาศเข้าไปอึกใหญ่ ทว่าพอยันกายขึ้นมาได้ แทนที่จะโกรธขึ้งจนขว้างหม้อยาใส่ เขากลับเห็นเจ้าจระเข้เผือกกำลังสะบัดตัวตีน้ำใส่เขาดังตับๆ ราวกับกำลังปรบมือหัวเราะเยาะในชัยชนะ

“แกล้งข้ารึ? ได้ เอ็งอยากเล่นนักใช่ไหม?”

สัตยาแสยะยิ้มที่หาได้ยากยิ่งออกมา เขาพุ่งตัวเข้าไปหาจระเข้ยักษ์ ใช้สองมือวักน้ำสาดกลับใส่หน้าแหลมๆ ของพญาไชยเวศเต็มแรง ฝ่ายพญากุมภีร์เองก็ไม่ยอมแพ้ ตวัดหางกุดๆ ของตนตีน้ำสวนกลับจนคลื่นกระจายฟุ้ง เสียงหัวเราะที่เคยแห้งเหือดไปจากลำคอของชายหนุ่มผู้ถูกกดขี่ค่อยๆ ดังกังวานก้องท้องน้ำผสมผสานไปกับเสียงสำลักน้ำขี้เล่นของสัตว์ร้าย

เมื่อแสงตะวันเริ่มลาลับ เหลือเพียงสีส้มรำไรพาดผ่านขอบฟ้า ทั้งคนและจระเข้ต่างก็นอนหมดแรงอยู่ริมตลิ่งน้ำตื้น สัตยาเอนหลังพิงกับแผ่นหลังเย็นชืดที่เต็มไปด้วยเกล็ดหนาอย่างไว้วางใจ เขาถอนหายใจยาว ทอดสายตามองข้ามไปยังฝั่งน้ำที่มืดมิด

“ไอ้ด่างเอ๋ย เอ็งรู้ไหม บางทีข้าก็คิดว่าข้าเกิดมาทำไม” มือหนากำเศษทรายริมฝั่งจนข้อนิ้วซีดขาว

“อาบอกว่าข้ามันไม่มีพรสวรรค์ ฝึกวิชาอาคมไปก็เสียเวลาเปล่า เป็นแค่เด็กรับใช้หามย่ามให้เขาเท่านั้นก็พอ”

(ไอ้แก่ตาถั่วนั่นมันโกหกเจ้า นึกถึงตอนที่เรียกนาคเก้าเศียรมาตัดหางข้า เจ้าเก่งกว่ามันตั้งกี่เท่าไหร่)

พญาไชยเวศขยับตัวเข้าไปใกล้มากขึ้น เขาใช้ส่วนจมูกยาวดุนเข้าที่หน้าตักของสัตยาเบาๆ อย่างลืมตัวว่าตนเป็นสัตว์ร้าย

“แต่อาเลี้ยงข้ามาตั้งแต่พ่อกับแม่จากไป ถ้าไม่มีอาข้าก็ไม่รู้จะโตมาได้ถึงป่านนี้หรือไม่”

(อาจจะโตมาได้ดีกว่านี้กระมัง วิชาที่อาเจ้าใช้น่ะ กระจอกฉิบหาย)

“บางทีข้าก็อยากจะหายไปจากที่นี่ อยากจะไปให้ไกลๆ แต่ข้าไม่มีใครเลย”

ความอัดอั้นที่เก็บซ่อนไว้มานานหลั่งไหลออกมาหาผู้รับฟังเพียงหนึ่งเดียวที่พูดไม่ได้ พญาไชยเวศเห็นแววตาหม่นเศร้านั้นแล้วรู้สึกวูบโหวงในอกอย่างประหลาด เขาจึงเผลอดันหัวกระทุ้งท้องชายหนุ่มเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ

“ขอบใจนะที่ฟังข้าพล่ามอยู่เสียนาน เอ็งเป็นสหายคนแรกที่ข้ามีเลยนะ ไอ้ด่าง”

มือเรียวที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักลูบไล้ไปตามแนวเกล็ดสันหลังอย่างอ่อนโยน ไชยเวศนิ่งงันไปเมื่อรู้สึกได้ถึงหยดน้ำอุ่นๆ ที่ร่วงหล่นลงบนแผ่นเกล็ดของเขา มันร้อนลวกไปถึงข้างในดั่งคำสาปที่ผูกพันเขาไว้กับมนุษย์ผู้นี้

“ค่ำแล้วข้าคงต้องกลับเรือนก่อน เดี๋ยวอาจะสงสัย”

สัตยาลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าที่ยังหมาดๆ เขาก้มมองจระเข้เผือกที่ยังคงจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากวันแรกที่พบกันโดยสิ้นเชิง

“พรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่นะไอ้ด่าง อย่าหนีไปซนที่ไหนล่ะ”

(เหอะ เห็นข้ายอมหน่อย สั่งเก่งเชียวนะเจ้า)

พญาไชยเวศลอยตัวนิ่งมองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปในเงามืด เขาตัดสินใจพาร่างอันมหึมามุดลงสู่ใต้น้ำ ลอยคอตามรอยแยกของคลื่นไปห่างๆ เพื่อคอยระวังภัยส่งสัตยาให้ถึงเขตเรือน

แต่แล้ว สัญชาตญาณสัตว์นักล่าของเขาก็ทำงานอย่างฉับพลัน

กลิ่นอายบางอย่างที่รุนแรงและมืดดำลอยมาตามลม กลิ่นของอาคมและเครื่องยาที่เขาจำได้ดีว่าเป็นของคนที่เรียกเขาขึ้นมาสังหาร

กลิ่นของไอ้หมอผีนั่น...!

“สัตยา! มึงหายหัวไปไหนมา?!”

เสียงตวาดกร้าวดังลั่นมาจากท่าน้ำหน้าเรือนหลังใหญ่ ไชยเวศหยุดกึก กบดานอยู่ใต้กอผักตบชวา เห็นเงาร่างหนาของหมอไกรฤทธิ์ยืนถือไม้เรียวสั่นพั่บๆ รออยู่ด้วยโทสะ

“ข้า...ข้าไปเก็บสมุนไพรมา”

“หึ! อย่าให้กูรู้แล้วกันว่ามึงริอ่านขโมยตำรากูไปฝึกอีก กูจะเอาให้หลังลายจนนึกชื่อตัวเองไม่ออกเทียว!”

ร่างสูงของหมอผีเดินสะบัดหน้ากลับขึ้นเรือนไปพร้อมไม้เรียวที่หยิบมาขู่หลานชาย ทิ้งให้สัตยายืนนิ่งงันอยู่ท่ามกลางความมืดเพียงลำพัง

พญาไชยเวศจ้องมองภาพนั้นด้วยดวงตาสีอำพันที่วาวโรจน์ขึ้นในความมืดมิด หางที่ขาดวิ่นตวัดน้ำจนเกิดคลื่นรุนแรงอยู่ใต้น้ำ

(กล้าก็ลองดู!)

ไม่รู้ว่าเหตุใดเพลิงโทสะถึงได้โหมกระพือขึ้นเพียงนี้ ทว่าเพียงแว่วเสียงไอ้มนุษย์ใจบาปนั่นจักประทุษร้ายร่างสูงที่คอยเฝ้าถนอมแผลให้เขามาหลายวัน ทั่วทั้งสรรพางค์กายก็พลันสั่นเทิ้มด้วยความกระหายเลือดจนยากจักข่มกลั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป