บทที่ 12 บทที่ ๖

“ท่านพญาไชยเวศขอรับ! ท่านหายไปอยู่ที่ใดมา รู้ไหมขอรับว่าข้าทั้งสองตามหาเสียทั่วคุ้งน้ำ”

ผิวน้ำที่เคยนิ่งสนิทแตกกระเพื่อมเป็นวงกว้าง หัวจระเข้ขนาดเขื่องสองตัวโผล่พ้นน้ำขึ้นมาใกล้ริมตลิ่งท้ายเรือน พญาไชยเวศในร่างจระเข้เผือกที่จงใจลดขนาดตัวให้เล็กเท่าจระเข้บ้านทั่วไปเพื่อพรางกาย เหลือบมองบริวารคนสนิทด้วยดวงตาสีอำพันที่ฉายแววรำคาญใจชัดแจ้ง

“พวกเจ้าจะแหกปากเรียกจระเข้ทั้งเขตมาหรืออย่างไร ไอ้เคี้ยง ไอ้โขง” เสียงคำรามต่ำในลำคอที่ทรงอำนาจสั่งให้บริวารเงียบเสียงลง

ทว่าดวงตาของไอ้เคี้ยงกับไอ้โขงกลับเบิกค้างจับจ้องไปยังส่วนท้ายของนายเหนือหัวที่บัดนี้เหลือเพียงรอยแหว่งวิ่นน่าเกลียดน่ากลัว ไอ้เคี้ยงถึงกับตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งมาหมอบกราบจนหัวจมโคลน ตัวสั่นงันงกราวกับใจจะขาดเสียให้ได้

“ห... หางของท่าน! มันผู้ใดบังอาจทำร้ายท่านถึงเพียงนี้ขอรับ บอกข้ามา ข้าจะไปลากคอมันลงมาฉีกเป็นชิ้นๆ เดี๋ยวนี้!” ดวงตาของเคี้ยงเบิกโพลงแทบถลนออกจากเบ้า

“ข้าแค่เผลอเอาไปฟาดโขดหินใต้น้ำเล่นจนมันกุดไปเอง พวกเจ้าจะตีโพยตีพายไปใย”

หางที่เหลืออยู่เพียงครึ่งสะบัดพัดโคลนอย่างไม่ใส่ใจ พญาจระเข้หนุ่มพยายามข่มความทรงจำอันเจ็บปวดที่ถูกดาบอาคมฟันฉับจนเลือดนองน้ำเมื่อหลายวันก่อนไว้ให้ลึกที่สุด จะให้บอกความจริงว่าพญากุมภีร์ผู้ยิ่งใหญ่พลาดท่าเสียทีให้กับมนุษย์ตัวจ้อยเสียเกียรติหลานเจ้าแห่งคุ้งน้ำหมด

“โขดหินที่ใดจะคมกล้าถึงขั้นตัดหางท่านได้ขอรับ หากเจ้าพญากุมภีร์ทราบเข้า มีหวังเขาคงถูกถลกหนังเป็นแน่ กลับกันเถิดนะขอรับ”

ไอ้โขงพยายามใช้หัวดันสีข้างของเจ้านายให้หันหน้าลงสู่ทางน้ำลึก ทว่าพญาไชยเวศกลับขืนตัวไว้แข็งทื่อ ความอบอุ่นจากฝ่ามือเรียวที่เคยลูบไล้เกล็ดบนปากอย่างแผ่วเบา และกลิ่นสมุนไพรจางๆ จากตัวสัตยายังคงติดตรึงอยู่ในสัมผัสอย่างประหลาด

“ข้าไม่กลับ! เจ้าอยากกลับก็กลับไปสิไอ้โขง แต่ข้าจะอยู่ที่นี่ ใครกล้าขัดใจข้า มันจะได้รู้ว่าต้องเจอกับอะไร”

ดวงตาสีอำพันวาวโรจน์ขึ้นอย่างเอาแต่ใจ สัญชาตญาณสัตว์ร้ายที่ถูกขัดใจตื่นตัวจนไอ้โขงต้องหดหัวหลบวูบลงในน้ำด้วยความหวาดเกรงในบารมี ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบาๆ ที่คุ้นเคยดังก้าวมาจากบนเรือน พญาไชยเวศ

รีบเปลี่ยนท่าทีเป็นสงบนิ่ง นอนนิ่งสนิทราวกับท่อนไม้ที่ไร้พิษสงทันที

“ด่างงง วันนี้ข้าเอาปลาหมอย่างเกลือมาฝาก เห็นเอ็งชอบกินนัก”

สัตยาเดินลงมาที่ท่าน้ำในมือถือถาดปลาไม้ ใบหน้าเฉยเมยเรียบนิ่งเป็นนิจ ทว่าแววตากลับฉายชัดถึงความเมตตาขณะมองมาที่ไอ้ด่าง ของเขา เมื่อเห็นจระเข้เพิ่มมาอีกสองตัว สัตยาชะงักเท้าไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาอย่างบางเบาที่มุมปาก

“พาสหายมาด้วยรึ? ดีๆ จะได้ไม่เหงา เดี๋ยวข้าไปเอาปลามาเพิ่มให้”

มือเรียวที่หยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานยื่นมาเกาคางพญาไชยเวศอย่างคุ้นเคย ความนุ่มนวลนั้นทำให้พญากุมภีร์ผู้ยิ่งใหญ่แทบจะเคลิ้มหลับลงตรงนั้น ลืมสิ้นความโอหังที่เคยมีมาแต่ปางก่อน

พญาไชยเวศปรายตามองบริวารทั้งสองที่บัดนี้ทำหน้าเหมือนเห็นผีหลอกกลางวันแสกๆ พวกมันอ้าปากค้างมองมนุษย์ที่กล้าเกาคาง หลานชายเจ้าแห่งคุ้งน้ำอย่างไม่กลัวตาย

สัตยาเดินกลับขึ้นเรือนไปทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างจระเข้เผือก พญาไชยเวศหันกลับมามองไอ้เคี้ยงกับไอ้โขงที่ทำท่าจะอ้าปากค้าน ดวงตาจระเข้หรี่ลงจนเล็กลีบ น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าความเย็นใต้คุ้งน้ำ

“พวกเจ้าฟังข้าให้ดี จะอารักขาข้าอยู่ที่ท่าน้ำนี่ก็ตามใจเจ้า แต่หากใครในพวกเจ้ากล้าแยกเขี้ยวใส่คนผู้นี้ หรือทำให้เขาตระหนกตกใจแม้เพียงปลายนิ้ว...” กรามใหญ่ที่ทรงพลังอ้ากว้างเผยให้เห็นฟันคมกริบที่พร้อมจะขย้ำทุกสิ่งที่ขวางหน้า

“ข้าจะฉีกเนื้อพวกเจ้ามาทำเครื่องเซ่นให้ศาลตายายที่ท่าน้ำเสียเดี๋ยวนี้”

ไอ้เคี้ยงกับไอ้โขงรีบมุดหัวลงใต้น้ำทันที เหลือเพียงฟองอากาศบุ๋งๆ ที่บ่งบอกถึงความหวาดกลัวสุดขีด ขณะที่พญาไชยเวศจดจ้องไปยังแผ่นหลังของสัตยาด้วยความรู้สึกที่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของพวกเขาจึงยอมลดตัวลงมาเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงให้มนุษย์ผู้นี้ดูแลอย่างเต็มใจ

°°••....••°°.°°••....••°°

“หากเอ็งแกล้งให้ข้าตกน้ำอีกล่ะก็ ข้าจะงดเนื้อเอ็งสักสามวัน!”

แรงกดจากฝ่ามือเรียวที่ตบลงเบาๆ บนเกล็ดหนาช่วงลำคอทำให้กระแสความร้อนวูบวาบแล่นพล่านไปทั่วสันหลังของพญาไชยเวศ ร่างมหึมาที่แฝงกายอยู่ในคราบจระเข้เผือกตัวเขื่องสะบัดหางกวาดน้ำเป็นวงกว้าง ทะยานร่างนำพาบุรุษบนหลังออกสู่ห้วงวารีที่นิ่งสนิท

(หึ...งดเนื้อข้ารึ ได้ๆ ข้าจัดให้ตามคำขอ)

ตู้ม!

พญาไชยเวศจงใจโคลงตัวเพียงนิด ร่างของหนุ่มผิวน้ำผึ้งก็ร่วงหล่นลงไปในน้ำเสียงดังสนั่น น้ำกระจายท่วมหัวจระเข้เผือกพร้อมเสียงสำลักน้ำพลวดใหญ่

“โอ๊ย! เอ็งนี่มันดื้อนัก บอกว่าอย่าทำก็ทำ พอให้ไปทางซ้ายก็ดันรั้นจะไปทางขวา ข้าเปียกโชกไปทั้งตัวอีกแล้วเห็นไหม”

เด็กหนุ่มพ่นน้ำออกจากปากพลางตบผิวน้ำให้สาดใส่หน้าจระเข้เผือกหนึ่งโครมใหญ่แทนการคาดโทษ ก่อนจะใช้แขนแข็งแรงปีนกลับขึ้นไปนั่งบนหลังเกล็ดสีขาวนวลนั่นอีกรอบ ปลายนิ้วอุ่นๆ เริ่มเกาลงที่ใต้รอยต่อของเกล็ดปากที่ยื่นยาวอย่างชำนาญเพื่อให้ร่างใหญ่โตยอมขยับ พญาจระเข้หนุ่มส่งเสียงครืดคราดในลำคอด้วยความพึงใจ

สัมผัสที่ไร้ซึ่งความเกรงกลัวเยี่ยงนี้ ช่างแตกต่างจากพวกภูตผีหรือบริวารใต้น้ำที่เอาแต่หมอบกราบขาสั่นจนน่ารำคาญใจ ไชยเวศปล่อยให้ร่างของตนลอยละล่องไปตามกระแสน้ำเย็นเยียบ พาคนบนหลังลึกเข้าไปในดงพฤกษา

หนาทึบที่กิ่งก้านโน้มลงมาปรกผิวน้ำ แสงแดดยามเย็นรอดผ่านยอดไม้ลงมาเป็นหย่อมๆ ดูเงียบสงัดราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง

ทันใดนั้นเอง...

ผิวน้ำที่เคยใสกระจ่างกลับเริ่มขุ่นมัว กลายเป็นสีทองอร่ามเรืองรองอย่างน่าประหลาด กลิ่นหอมจางๆ ของดอกพิกุลร่วงพัดโชยมาปะทะนาสิก

ทั้งที่รอบกายมีเพียงป่ากกและต้นไทร พญาไชยเวศรู้สึกเหมือนสติของตนกำลังหลุดลอย ร่างกายที่เคยหนักอึ้งด้วยเกล็ดเกราะเพชรกลับเบาหวิวราวกับขนนกนิมิตหนึ่งปรากฏขึ้นกลางมโนสำนึก

ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนไปชั่วอึดใจ ก่อนจะกลับมาชัดเจนอีกครั้งในมุมมองที่กลับตาลปัตร...

เขาไม่ได้อยู่ในน้ำ?

ไชยเวศก้มมองมือของตนเอง มันไม่ใช่กรงเล็บแหลมคมอีกต่อไป แต่เป็นนิ้วมือเรียวยาว ผิวพรรณผุดผ่องสะอาดสะอ้านเยี่ยงผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เขากำลังนั่งอยู่บนหลังของจระเข้ตัวใหญ่ที่มีสีน้ำตาลทว่านวลตา ทันทีที่รู้ตัว เขาก็ยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก แกล้งว่ายน้ำหนีออกจากหลังเพื่อให้อีกฝ่ายว่ายตามมา

“ตามข้ามาสิ อย่ามัวแต่ชักช้า!”

เขาตะโกนเรียกพร้อมหัวเราะร่าด้วยความลิงโลด ทว่าพริบตาเดียว ร่างทั้งร่างกลับถูกโอบล้อมด้วยวงแขนอันใหญ่โตโอฬาร ความร้อนจากแผ่นอกบุรุษซึมผ่านแผ่นหลังไปจนถึงขั้วหัวใจ จระเข้ตัวเมื่อครู่หายไปแล้ว เหลือเพียงชายหนุ่มร่างกำยำผิวสีน้ำผึ้งผู้มีใบหน้าแสนคุ้นเคย

แขนกำยำโอบรอบลำคอของข้าไว้แน่น แววตาที่จ้องมองมานั้นอ่อนโยนทว่ารุ่มร้อนราวกับไฟกัลป์ ไชยเวศเผลอไผลไปกับสายตาที่รุกรานใจดวงนั้นอย่างไม่อาจขัดขืน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน ก่อนที่ริมฝีปากของชายหนุ่มผู้นั้นจะประกบแนบสนิทลงบนปากของเขา

รสสัมผัสนั้นหวานล้ำและรัญจวนใจยิ่งกว่าน้ำผึ้งเดือนห้า

เฮือก...!

พญาไชยเวศสะดุ้งสุดตัวจนน้ำแตกกระจาย สติกลับคืนสู่ร่างจระเข้เผือกที่ลอยคออยู่กลางน้ำทันที ทว่ารสสัมผัสที่ติดตรึงอยู่ในนิมิตกลับไม่ยอมเลือนหายไป ความอุ่นนุ่มประหลาดกำลังนาบสนิทอยู่บนส่วนปลายปากที่ยื่นยาวของเขาในยามนี้!

ภาพตรงหน้าคือใบหน้าของสัตยาที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ ริมฝีปากนุ่มของอีกฝ่ายกำลังแตะสัมผัสลงบนเกล็ดอ่อนเหนือปากของเขาอย่างแผ่วเบา สัตยาดูเหมือนจะชะงักงันไปเช่นกัน ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงราวกับคนเพิ่งได้สติ

“ข้า...ข้าจำไม่ได้ว่า...ลงจากหลังเอ็งตอนไหน”

ร่างกายของหนุ่มผิวคล้ำครึ่งท่อนแช่อยู่ในน้ำ อีกฝ่ายรีบผละออกแล้วก้มมองเพียงผิวน้ำที่กระเพื่อมไหว ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาสีอำพันของเขาแม้แต่น้อย

“ด่าง...กะ กลับกันเถอะ”

สัตยาละล่ำละลักบอกพลางค่อยๆ ว่ายปีนกลับขึ้นมายังหลังของข้าอีกครั้งด้วยท่าทีขัดๆ พญาไชยเวศมองกิริยานั้นด้วยดวงตาที่วาวโรจน์กว่าปกติ ความหิวโหยบางอย่างพลุ่งพล่านไปทั่วร่างที่เต้มไปด้วยเกล็ดหนา

(หึ...ขโมยจุมพิตแรกของข้า แล้วจะหนีกลับกันง่ายๆ ทั้งอย่างนี้น่ะรึ? ไอ้มนุษย์ใจร้าย)

°°••....••°°.°°••....••°°

“พี่สัตยา!”

เสียงแหลมของเด็กมัดจุกพุ่งแหวกอากาศมาจากทางเรือนใหญ่ ทำเอาพญาจระเข้เผือกที่กำลังหมอบนิ่งหลับตาพริ้มอยู่ใต้เงาตะเคียนริมตลิ่งถึงกับสะดุ้งสุดตัว ผิวน้ำแตกกระจายเล็กน้อยขณะมันโผล่ลูกตาอำพันขึ้นเหนือพรายน้ำ มองผู้มาใหม่ด้วยความหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะการพักผ่อน

ตะวันส่องกลางหัว ในขณะที่เด็กสองคนกำลังวิ่งหน้าตั้งลงมาถึง

ท่าน้ำ เนื้อตัวอาบเหงื่อจนเสื้อเปียกแนบไปกับแผ่นหลัง

“ว่าไงไอ้สรพี่เดช”

“มีคนมาหาพี่จ้ะ!” ไอ้สรละล่ำละลักบอก พลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้า

สัตยาที่นั่งนิ่งอยู่ก่อนหน้า ค่อยๆ ละมือจากการลูบเกล็ดขาวนวลบนหัวเจ้าจระเข้ นัยน์ตาสีนิลกาฬเรียบเฉยเบนกลับมามองเด็กในบ้านทั้งสอง

คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย

“ใคร?”

“แม่หญิงจันวาดจ้ะ!”

สัตยาถอนหายใจยาวจนอกกระเพื่อม เขาเอื้อมหยิบผ้าขาวม้าข้างกายขึ้นมาเช็ดมือที่เปียกชื้นอย่างเชื่องช้า ค่อยๆ เช็ดไปตามนิ้วมือทีละนิ้ว

ราวกับต้องการดึงเวลาให้ผ่านไปนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

(จันวาด? ผู้หญิงรึ?) 

พญาไชยเวศเอียงคอเล็กน้อย มองตามกิริยาของไอ้หนุ่มตรงหน้าอย่างไม่วางตา

เสียงฝีเท้าเบาหวิวขยับใกล้เข้ามาตามทางเดินไม้กระดาน หญิงสาวร่างอวบอัดในชุดผ้าถุงสีม่วงอ่อน ตัดกับเสื้อลูกไม้สีขาวประณีตปรากฏกายขึ้น ผิวพรรณของนางนวลกระจ่างราวกับไข่ปอก ผมยาวสลวยรวบมวยไว้อย่างเป็นระเบียบตามฉบับแม่หญิงผู้มีตระกูล

แต่นัยน์ตาสีอำพันของเจ้าด่างกลับหรี่ลงทันทีที่เห็นนาง ไม่ใช่เพราะความงามที่ชวนมอง แต่มันเห็นประกายบางอย่างในดวงตากลมโตคู่นั้น

มันเป็นสายตาแบบเดียวกับพวกจระเข้สาวใต้คุ้งน้ำที่ชอบทอดมองมายังเขาบ่อยครั้ง จนเขาทนไม่ไหวไม่วายต้องไล่ตะเพิด

“พี่สัตยา ฉันไหว้จ้ะ”

จันวาดเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อม นางประสานมือไว้ยกขึ้นพนมข้างหน้าพลางก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างเรียบร้อย แต่ปลายนิ้วกลับบิดม้วนชายผ้าถุงแน่นจนเห็นเป็นรอยยับ

“ไม่ได้เจอกันหลายวันเลยนะจ๊ะ ไม่เห็นแวะเวียนเข้าหมู่บ้านบ้างเลย”

สัตยาเพียงแค่พยักหน้ารับสั้นๆ ใบหน้าคมคายนั้นยังคงนิ่งสนิทประดุจรูปสลัก

“อือ ข้าไม่ค่อยมีเวลา”

รอยผิดหวังแล่นผ่านใบหน้าขาวนวลไปแวบหนึ่ง ก่อนที่จันวาดจะปั้นยิ้มกว้างกว่าเดิม นางขยับเท้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่มอีกก้าว

“ฉันมาขอเรียนเรื่องสมุนไพรเพิ่มจ้ะ คุณแม่บอกว่าพี่เชี่ยวชาญเรื่องหยูกยานั...ก”

ประโยคหวานหูขาดสะบั้นกลางคัน เมื่อนางก้มลงมองผิวน้ำข้างท่าน้ำ ดวงตากลมโตเบิกกว้างจนน่ากลัว เลือดบนฝาดหน้าหายวับจนซีดเผือดเหมือนคนตาย

“จ...จระ...ข!”

สัตยาพุ่งตัวเข้าหานางรวดเร็วดุจสายฟ้า มือหนาปิดปากหญิงสาวไว้มั่นเพื่อไม่ให้เสียงกรีดร้องหลุดรอดออกไป

“ชู่ว์!”

“อื้มม! อื้มม!”

จันวาดดิ้นพล่าน มือทั้งสองคว้าอากาศสะเปะสะปะ ก่อนจะชี้ลงไปที่เจ้าจระเข้เผือกในน้ำ ร่างกายของนางสั่นระริกด้วยความตระหนกสุดขีด

ไอ้ด่างลอยตัวนิ่งมองภาพนั้นด้วยความสำราญใจ มันสะบัดหางเบาๆ ในน้ำจนเกิดคลื่นกระจาย

(หึ กลัวข้ามากรึ ประเดี๋ยวจะเอาให้ร้องไม่ออกเจียว)

แต่ความสะใจก็คงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อสัตยาก้มลงกระซิบชิดใบหูของนาง ริมฝีปากของเขาเกือบจะสัมผัสผิวแก้มนวล

“อย่ากรีดร้อง มันหาได้มีอันตราย ข้าเป็นผู้เลี้ยงมันเอง”

ระยะที่ใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจนั้น ทำให้ไอ้ด่างรู้สึกเหมือนมีลูกไฟระเบิดขึ้นในอก

(จะชิดกันหาหอกกระไร มิกลัวคันรึ)

สัตยาค่อยๆ ละมือออก เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเริ่มคุมสติได้ จันวาดยืนหอบหายใจจนอกกระเพื่อม สองมือกอดตัวเองไว้แน่น

“พี่...พี่สัตยา...” เสียงของนางสั่นเครือ “นั่นมัน...จระเข้...หนา”

“ใช่”

“จ...จระเข้จริงๆ รึเนี่ย แต่ตัวมันใหญ่มากนะจ๊ะ...”

“อือ” ร่างสูงเพียงสวนกลับสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์เหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร

“ทำไมพี่ถึงเลี้ยงสัตว์ป่าแบบนี้ล่ะจ๊ะ?!” จันวาดเกือบจะตะโกนออกมาอีกรอบ แต่นางรีบตะครุบปากตัวเองไว้ ด้วยอารามกลัวมือเล็กคว้าหมับเข้าที่ชายเสื้อของสัตยาแล้วเข้าไปหลบด้านหลังชายหนุ่มจนตัวเบียดกัน

‘เสือก!!’ เสียงภายในใจดังพร้อมกับเกล็ดบนหลังลุกชันทันทีที่เห็นภาพนั้น

“มันบาดเจ็บมา ข้าเลยช่วยไว้” สัตยาตอบโดยที่ไม่ได้ปัดมือนางออกปล่อยให้เกาะอยู่อย่างนั้น เข้าใจหญิงสาวที่จะนึกกลัวต่อพญามัจจุราชใต้น้ำ

(จะเกาะกันอีกนานไหม?! น่าโมโหนัก!)

พอเห็นว่าเจ้าสัตว์ร้ายในน้ำไม่ได้พุ่งขึ้นมาขบหัว จันวาดก็เริ่มใจชื้น แต่นางก็ยังไม่ยอมขยับร่างกายให้ออกห่างจากร่างสูงใหญ่แม้แต่นิ้วเดียว

“หากข้าจะขอให้เอ็งเก็บงำเรื่องนี้ไว้ อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้แม้แต่อาของข้า ถือเป็นความลับระหว่างเรา”

“ความลับของเราหรือจ๊ะ” เจ้าของใบหน้าหวานทวนคำไปก็เหมือนใบหน้าจะเห่อร้อนขึ้นเรื่อยๆ คงเพราะช่วงเวลานี้แดดมันแรง

“ได้หรือไม่”

“ได้สิจ๊ะ ฉันคงต้องมารบกวนให้พี่ช่วยสอนตำรับยาบ่อยๆ แลกเปลี่ยนกัน”

จันวาดเอื้อมมือออกไป ปลายนิ้วเรียวจับมือหนาขึ้นมาส่งสายตาอ้อนวอน

ทางร่างสูงได้แต่ยืนนิ่งที่เดิม ปล่อยให้หญิงสาวจับมือก่อนจะค่อยๆ ชักออกอย่างสุภาพแล้วพยักหน้าเชิงตอบรับเบาๆ พาให้ใบหน้าหวานยิ้มกว้างจนแก้มปริ

“ขอบคุณจ้ะพี่ ไว้ฉันจะมาเรียนบ่อยๆ แล้วถ้าพี่มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้นะจ๊ะ เราคนกันเอง” สายตากลมโตมองไปยังไอ้เจ้าตัวใหญ่ที่อยู่ในน้ำ

ความรู้สึกบางอย่างระเบิดบึ้มขึ้นในอก มันร้อนรุ่มจนทนไม่ไหวราวกับมีกองเพลิงสุมอยู่ในท้อง

เมื่อสบโอกาสปากยาวอ้างับเข้าที่ชายผ้านุ่งแล้วออกแรงดึงร่างบอบบางตกลงในแม่น้ำเย็นเฉียบ

ตูม!

เสียงกระแทกแตกของมวลน้ำมหาศาลกระเซ็นขึ้นฟ้าก่อนจะร่วงกราวลงมาซัดร่างของจันวาดจนเปียกปอนไปทั้งตัว

หยดน้ำไหลพรากจากปอยผมลงมาตามแนวกราม เสื้อลูกไม้สีขาวเมื่อเปียกน้ำก็แนบเนื้อจนเห็นผิวพรรณข้างในรำไร

“กรี๊ด!!” จันวาดโผล่พ้นขึ้นมาจากน้ำก็ร้องลั่นเมื่อประจันหน้าระยะประชิดกับมัจจุราชที่มีฟันแหลมคม

แต่พญาไชยเวศยังไม่ทันพุ่งตัวเข้าใส่

“ด่างหยุด!”

ไอ้ด่างจึงถดตัวจมลงไปกับสายน้ำเหลือเพียงดวงตาสีอำพันหรี่มองหญิงสาว ประดุจกำลังจ้องมองเหยื่ออันโอชะ แต่แท้จริงแล้วเขากำลังจ้องมองสภาพแม่หญิงผู้นั้นด้วยความภาคภูมิใจ

แต่ก็ต้องไม่พอใจหนักกว่าเดิม เมื่อ...

“ฮือๆๆๆ”

หลังหญิงสาวขึ้นจากน้ำมานั่งลงบนสะพานไม้ อารามตกใจจันวาดจึงก้มหน้าร้องไห้ไม่หยุดเมื่อพึ่งผ่านเรื่องสะเทือนขวัญมาอย่างรุนแรง สัตยาถอดเสื้อส่งให้นางใส่คลุมตัวที่เปียก

พ่อหนุ่มผิวน้ำผึ้งจำต้องร่ายคาถาเป่ากระหม่อมเรียกขวัญที่หายไปให้กลับคืนมา ซ้ำยังต้องลูบหัวปลอบอีกพักใหญกว่าจะสงบ

จันวาดที่ตัวสั่นงันงกพอระงับอารมณ์ให้สงบลงได้ นางหันไปหาชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มฝืนๆ

“ฉัน...ฉันขอตัวกลับบ้านไปเปลี่ยนผ้าก่อนนะจ๊ะ”

นางรีบสาวเท้าเดินกลับไปที่เรือนอย่างไว แต่ก่อนจะพ้นมุมตึก จันวาดแอบเหลียวกลับมามองเจ้าจระเข้ขาวด้วยสายตาเย็นเยียบ

“ไอ้ด่าง!”

น้ำเสียงนั้นเข้มจัด แฝงไปด้วยร่องรอยของความโกรธ แต่เจ้าสัตว์สี่ขานอกจากไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแล้ว ยังแหงนหน้ามองท้องฟ้าเหมือนไม่ได้ทำอะไรผิด

(ข้าเปล่า)

“ไอ้ด่าง!”

(…)

“ไอ้ด่าง!”

(เรียกกระไรนักหนา?!)

พญาจระเข้หนุ่มสะบัดหน้าหนีอย่างแสนงอน มันหมุนตัวว่ายหันหลังให้ทันที สัตยาถอนหายใจยาวพลางนั่งลงที่ริมท่าน้ำ มือประสานกันบนตัก

“ด่าง เอ็งทำผิดมากนะครั้งนี้” เสียงนั้นเรียบนิ่งแต่เต็มไปด้วยความผิดหวังจนพญาไชยเวศรู้สึกได้

ไอ้ด่างยังคงนิ่งเฉย มีเพียงปลายหางที่ขยับกระดิกน้อยๆ

(ผิดแล้วอย่างไร? เอ็งก็จูบหน้าผากมันปลอบกันไปยกใหญ่ไม่ใช่รึ?! สมใจสิท่า!)

หัวใจจระเข้บีบรัดจนอึดอัด เหมือนมีหินหนักๆ มาทับไว้ที่อก

“จันวาดเป็นหญิงชาวบ้านที่ดีต่อข้า ประหนึ่งเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียง”

(แล้วข้าไม่ดีกับเอ็งหรืออย่างไร)

“ไม่ต้องมาเถียงข้าด้วยสายตา”

ไอ้ด่างได้ยินดังนั้นจึงเสหน้าไปมองทางอื่น ความเจ็บแปลบแล่นเข้าจู่โจมหัวใจ มันตัดสินใจมุดน้ำลงลึก ว่ายหายเข้าไปใต้รากไม้ใหญ่ที่ริมตลิ่ง

(ข้าจะไม่คุยกับเจ้าอีก ไอ้มนุษย์มักมาก!) 

สัตยายืนมองวงน้ำที่ค่อยๆ สงบลง ใบหน้าเคร่งขรึมเริ่มมีความกังวลฉายชัด

“ด่าง...”

เขาเรียกชื่อมันแผ่วเบา แต่ไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับ ชายหนุ่มยืนรออยู่นานจนกระทั่งแสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า เงาไม้ทอดยาวทับถมท่าน้ำ เขาถึงได้ยอมถอยกลับขึ้นเรือนไป

ใต้น้ำที่มืดมิด ไอ้ด่างซุกตัวนิ่งอยู่ในซอกรากไทร จ้องมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ ไกลออกไป

(อ๋อ จะทิ้งข้าสินะ จะไปไหนก็ไปเลยไป!) 

ความรู้สึกขัดแย้งตีกันยุ่งเหยิงในหัว ทั้งที่ไม่อยากให้เขาไป แต่ตัวมันเองก็ไม่ยอมโผล่ขึ้นไปหา

°°••....••°°.°°••....••°°

เช้าวันรุ่งขึ้น สัตยามาที่ท่าน้ำพร้อมหม้อยาและตะกร้าปลาเหมือนเช่นทุกวัน นัยน์ตาสีนิลกวาดมองไปทั่วผิวน้ำด้วยความหวัง

“ด่าง”

เงียบสนิท

“ด่าง ข้าเอาปลามาให้”

มีเพียงจระเข้สองตัวซึ่งก็คือไอ้เคี้ยงกับไอ้โขงที่ขึ้นไปรับหน้าแทน

“ด่างล่ะ”

มันสองตัวได้แต่ส่ายหัวไปมาเหมือนฟังรู้เรื่อง ส่วนเจ้าจระเข้นอนนิ่งอยู่ใต้น้ำ ก็ได้แต่หูผึ่งฟังเสียงเรียกนั้นอย่างตั้งใจ

(ไม่ออก! เรียกให้ตายข้าก็ไม่ไปหาเจ้าหรอก)

“เอ็งต้องกินข้าวกินยานะ แผลยังไม่หายดีเสียทีเดียว”

(ไม่!)

สัตยานั่งรออยู่บนท่าทีละชั่วโมงจนตะวันคล้อยต่ำ เงาต้นไทรเริ่มพาดผ่านผิวน้ำ ส่วนไอ้ด่างก็นอนประท้วงอยู่ข้างล่างจนท้องส่งเสียงร้องประจาน

(ท้องแม่งก็ร้องเสียจริง! ข้าจะอดให้ใครบางคนมันสำนึก)

สุดท้ายสัตยาก็ลุกเดินกลับเรือนไปพร้อมกับร่องรอยของความผิดหวังบนใบหน้า

วันที่สี่ของการประท้วง พญาจระเข้เริ่มรู้สึกหัวหมุน ตาลายจนภาพตรงหน้าเบลอไปหมด เกล็ดที่เคยขาวผ่องเริ่มหมองลงเพราะขาดสารอาหาร

(หิว...หิวจนจะขาดใจตายอยู่แล้ว...)

แต่ความรั้นในใจยังคงสั่งการให้มันหมอบนิ่งอยู่ที่เดิม ทันใดนั้นเสียงน้ำแตกกระจายก็ดังขึ้นใกล้ตัว!

ไอ้ด่างสะดุ้งโหยงหันไปมองตามเสียง ร่างสูงใหญ่ของสัตยากำลัง

แเหวกว่ายลงมาหาใต้น้ำ เส้นผมยาวสยายพริ้วไหวไปตามกระแสน้ำ ผิวสีน้ำผึ้งดูนวลเนียนเมื่อต้องแสงที่ลอดผ่านผิวน้ำลงมา

(เจ้า...! ละ ลงมาทำไม?!) 

สัตยาว่ายเข้ามาหาอย่างช้าๆ ท่าทางระมัดระวังเหมือนกลัวเขาจะหนี

“อ่าง” (ด่าง) เสียงของเขาอู้อี้อยู่ในน้ำแต่ฟังดูอ่อนโยนนัก ไอ้ด่างถอยกรูดไปนิดหน่อยแต่ไม่ได้หนีไปไหนไกล

“อ้าอ๋อโอ้ด” (ข้าขอโทษ)

พญาไชยเวศกลัวว่าอีกฝ่ายจะขาดอากาศหายใจตายไปเสียก่อน จึงงับต้นแขนพาโผล่ขึ้นไปบนผิวน้ำ

“ข้าไม่น่าดุเอ็งเลย ข้าลืมไปว่าเอ็งติดเล่นกับข้าเอ็งก็ชอบแกล้งเช่นนี้ คงไม่ได้ตั้งใจทำนางขวัญผวา แต่เอ็งอย่าทำอีกนะ ทำกับข้าคนเดียวก็พอ”

หัวใจจระเข้เต้นตุบตับรัวแรงขึ้นมาทันที

มือหนาเอื้อมมาลูบเกล็ดบนหัวอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะว่ายไปเอาตะกร้าใส่ปลามา แล้วหยิบป้อนทีละตัว

“กินปลาเถิดนะ เอ็งคงหิวแย่แล้ว”

(อืม...หิว...หิวจนแทบอยากจะกินให้ไม่เหลือกระดูก)

“เอ็งอดข้าวตั้งสี่วัน ทำข้านอนไม่หลับเลยสักคืน”

(เอ็งนอนไม่หลับเพราะข้าจริงเหรอ)

สัตยาคลี่ยิ้มออกมาเมื่อไอ้ด่างอ้าปากกว้างงับปลาไปกินแต่โดยดี รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งกว่าทองคำ มันดูอบอุ่นและละมุนละไมจนไอ้ด่างรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะละลายหายไปกับน้ำ

ปลาในตะกร้าถูกโยนใส่ปากทีละตัว พญาไชยเวศงับกินอย่างรวดเร็วด้วยความตะกละ

“ด่าง...”

(หือ) ดวงตาสีอำพันจ้องมองกลับไป

“อย่าโกรธข้าแล้วทำร้ายตัวเองอีกนะ ข้าเป็นห่วง” สัตยาลูบหัวมันด้วยความทะนุถนอม ใบหน้าคมส่งยิ้มให้อีกครั้งพลางลูบเกล็ดขาวนวลไม่ยอมหยุด

หัวใจของเจ้าจระเข้เผือกพองโตจนแทบจะคับอก ความรู้สึกประหลาดจู่โจมภายใน เขารู้สึกอาหารในปากมีรสชาติแปลกๆ

(สงสัยอดข้าวมาหลายวัน ปลามันรสชาติหวานแปลกๆ)

“ยินสำเนียงเสียงลือระบือย่าน

หลังเรือนท่านหมอไกรฤทธิ์ผิดวิสัย

เสียงโครมครามน้ำกระเซ็นเห็นรำไร

ชาวบ้านไกลต่างพรั่นพรึงตะลึงกัน

บ้างก็ว่าพ่อหมอเลี้ยงผีป่า

ให้มาเริงเล่นน้ำยามคืนขวัญ

เสียงดำผุดดำว่ายใต้แสงจันทร์

ทำเอาน้ำสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไป

แต่มีหนึ่งนัยน์ตากล้าพิสูจน์

ไม่ยอมหยุดสงสัยในใจหมาย

เห็นเงาลอยวนเวียนเจียนละลาย

หรือเป็นกุมภีร์พาลใต้วาริน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป