บทที่ 13 บทที่ ๗
กลิ่นอายควันธูปและเสียงสวดพึมพำในศาลากลางหมู่บ้านยังไม่ทันจางหาย ทว่าข่าวลือเรื่องสัตว์ร้ายหลังเรือนพ่อหมอไกรฤทธิ์กลับพัดสะพัดไปไกลราวกับไฟลามทุ่ง
สำเนียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ราวกับฝูงแมลงวันตอมซากเน่า
ใครต่อใครต่างขยับปากเล่าถึงพญากุมภีร์ที่ลอยคอสล้างอยู่ในลำคลองหลังเรือนทรงไทยหลังใหญ่ บ้างว่าเป็นจระเข้เผือกกายผ่องผุดดูผิดวิสัยสัตว์เดรัจฉาน บ้างก็ลือว่าเป็นจระเข้ดำทมิฬที่มีดวงตาแดงฉานดั่งถ่านไฟโชติช่วง
จินตนาการของผู้คนพวยพุ่งจนกลายเป็นเรื่องอภินิหารที่ชวนขนลุกชัน ทว่าผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านกลับเป็นคนสุดท้ายที่ได้สดับพจนานุกรมแห่งความลับนี้
ท่ามกลางไอร้อนระอุของยามเที่ยงวัน แสงตะวันแผดจ้าจนแผ่นดินแตกระแหง บุรุษผู้คิดว่าตนเองทรงอาคมยืนตระหง่านอยู่กลางลานบ้านไม้ไผ่ เสื้อคลุมสีขาวสะอาดตาของเขาสะบัดไหวเล็กน้อยตามจังหวะการย่างก้าว
มือที่กร้านด้วยรอยจารขลังกำไม้ครูแกะสลักแน่น ผิวไม้ที่ถูกสัมผัสมานานปีเงาวับสะท้อนแสงแดด
หยาดเหงื่อเม็ดใสผุดซึมตามไรผม แต่ใบหน้าคมสันกลับเรียบเฉยปานรูปสลัก เขาสะบัดน้ำมนต์ไปทั่วบริเวณด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ ข่มขวัญแม้กระทั่งภูตผีที่มองไม่เห็นให้ต้องหลบลี้
ชาวบ้านที่รายล้อมต่างก้มหน้าประนมมือ แววตาของพวกเขาสั่นระริกด้วยความยำเกรง
พ่อหมอไกรฤทธิ์เชิดคางขึ้นเล็กน้อย มุมปากประดับรอยยิ้มจางๆ ที่ดูไม่ออกว่าเมตตาหรือดูแคลน เขารู้จักน้ำหนักของอำนาจในมือตนเองดี และเขาก็ชื่นชอบเหลือเกินที่จะเห็นผู้คนหมอบราบอยู่แทบบาทเช่นนี้
เมื่อเสร็จสิ้นพิธี...
เจ้าของดวงตาคมปลาบใช้ผ้าขาวค่อยๆ ซับละอองน้ำบนง่ามนิ้วอย่างเนิบช้า สายตาของเขาจ้องมองไปยังเรือนค้าผ้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกล
ที่นั่นมี จันวาด ดอกไม้งามที่เขาปรารถนาจะเด็ดดมมาไว้ในครอบครอง หญิงสาวที่มีนวลผิวผ่องใสราวกับไข่ปอก ดวงตากลมโตที่ดูสุกสกาวปานดวงดาวจำรัส แต่ว่าทุกครั้งที่เขาเยื้องกรายเข้าไปใกล้ ดอกไม้นั้นกลับหุบกลีบหนีเขาอย่างไร้เยื่อใย
“ฉันมีคนที่ฉันมีใจให้อยู่แล้วจ้ะ”
ถ้อยคำนั้นยังคงก้องอยู่ในมโนนึกของเขา ซึ่งเขาแอบได้ยินมาเมื่อวันก่อน
“ก็พี่สัตยา หลานชายพ่อหมอนั่นแหละจ้ะ เราต่างมีใจให้กัน เพราะพี่เขาไม่เคยปฏิเสธของที่ฉันให้เลยสักครั้ง”
สัตยา หลานชายในไส้ที่เขาชุบเลี้ยงมาอย่างกดขี่
เขารู้ดีว่าที่สัตยารับของพวกนั้นไป เป็นเพราะนิสัยอ่อนน้อมและขลาดกลัวที่จะปฏิเสธคนเสียมากกว่าความรักใคร่ ทว่าความถือดีในใจของพ่อหมอผู้เกรียงไกรกลับไม่ยอมรับ เขารู้สึกเหมือนถูกเด็กเมื่อวานซืนลูบคม
°°••....••°°.°°••....••°°
“พ่อหมอจ๊ะ...”
เสียงกระซิบที่จงใจให้ได้ยินดังมาจากกลุ่มชาวบ้านด้านหลัง
“ได้ยินไหมล่ะ เรื่องจระเข้ที่ท่าน้ำหลังเรือนพ่อหมอน่ะ ว่ากันว่าลอยคอเต็มไปหมดเลยนะจ๊ะ”
“แปลกจริง...เป็นเจ้าของเรือนแท้ๆ แต่กลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย หรือว่า...”
ไม้เท้าในมือของร่างสูงสั่นสะท้านเล็กน้อย กล้ามเนื้อกรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกจุดขึ้นฉับพลัน
จระเข้...หลังเรือนเขาอย่างนั้นรึ?
ฝีเท้าของพ่อหมอไกรฤทธิ์หนักหน่วงจนผืนดินแทบสะเทือน เขาเมินเฉยต่อบ้านเรือนของจันวาด และมุ่งหน้ากลับสู่รวงรังของตนเองด้วยความเดือดดาล ลูกศิษย์ที่เดินตามหลังต่างพากันก้มหน้าหลบตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เมื่อถึงชายเขตป่าละเมาะหลังเรือน เขาค่อยๆ ผ่อนฝีเท้าลงแล้วหลบเข้าหลังพุ่มไม้หนา
ภาพตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด
จระเข้หลายตัวกำลังลอยคอเอื่อยๆ อยู่ในลำน้ำที่เงียบสงบ บ้างก็นอนอาบแดดโชว์เกล็ดสากกร้านอยู่บนตลิ่ง แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือจระเข้เผือกตัวมหึมาที่นอนขดอยู่ใต้รากต้นไทรใหญ่
เกล็ดของมันเป็นสีงาช้างนวลเนียนสะท้อนแสงพรายพร่างดั่งอัญมณี หางที่ขาดแหว่งไปครึ่งหนึ่งดูไม่น่าเกลียด ทว่ากลับเสริมให้มันดูเป็นนักล่าที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน ดวงตาสีอำพันของมันหรี่ลงเล็กน้อย คล้ายกำลังเสวยสุขในที่ของเขา!
“กล้าดีอย่างไร...”
เขาพึมพำลอดไรฟัน ความโกรธแค้นต่อหลานชายพุ่งพล่าน สัตยาปล่อยให้สัตว์เดรัจฉานพวกนี้มาหยามเกียรติเขาถึงที่นี่เทียวหรือ?!
ริมฝีปากหนาเริ่มบริกรรมคาถา เสียงสวดทุ้มต่ำพึมพำดังขึ้นในคอ อากาศที่เคยร้อนระอุกลับพลันเย็นเยียบลงจนขนลุกชัน
ตูม!
น้ำในคลองเริ่มหมุนวนเป็นวังวนขนาดใหญ่ ไออาคมแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ จระเข้ตัวอื่นๆ เริ่มตื่นตระหนก ไอ้เคี้ยง จระเข้เกล็ดเขียวฟาดหางลงน้ำจนแตกกระเซ็นก่อนจะดำดิ่งหนีไป ไอ้โขง จระเข้ดำยักษ์ก็ว่ายหนีอย่างไม่คิดชีวิต
ทว่า...พญาไชยเวศกลับยังคงนอนนิ่งอยู่เช่นเดิม
มันค่อยๆ เปิดดวงตาสีอำพันขึ้นช้าๆ จ้องตรงมายังพุ่มไม้ที่พ่อหมอซ่อนตัวอยู่ แววตานั้นไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีแม้แต่ความยำเกรง มีเพียงความนิ่งเฉยที่ดูคล้ายกับการเยาะหยัน
(มาแล้วหรือ...ไอ้หมอผีจอมปลอม)
จระเข้เผือกยังคงนอนนิ่งอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ แววตาที่จ้องมองมานั้นราวกับจะท้าทายอำนาจของเขาอย่างถึงที่สุด โดยที่พ่อหมอไกรฤทธิ์ไม่รู้เลยว่า การเผชิญหน้าครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่เขากำลังจะมอบให้กับหลานชายของตนเอง
°°••....••°°.°°••....••°°
พุ่มไม้หนาทึบสั่นไหวหยาบโลน ก่อนที่ร่างสูงผอมแห้งจะก้าวพรวดออกมาท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา ไม้เท้าในมือสั่นระริกด้วยแรงโทสะ ปลายไม้ชี้ตรงไปยังพญากุมภีร์เผือกที่นอนสงบนิ่งปานรูปสลัก
“ไอ้สัตว์เดรัจฉาน!”
เสียงตวาดกึกก้องกัมปนาท ทำเอาฝูงนกที่เกาะอยู่บนยอดไทรโผบินหนีด้วยความตื่นตระหนก
“มึงกล้าดียังไงมาทำเสนียดจัญไรที่หลังเรือนกู ที่นี่ไม่ใช่ที่ทางของ
ไอ้ตัวน่าเกลียดอย่างมึง”
เจ้าของดวงตาสีอำพันขยับกายเชื่องช้า มันยันกายขึ้นจากพื้นเลนอย่างทรนง จ้องมองมนุษย์ผู้อหังการตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย
(เหตุใดข้าต้องกริ่นเกรง...มึงมันก็แค่ไอ้หมอผีลวงโลก อาคมขี้ผงของมึงมิอาจระคายผิวข้าได้หรอก)
“วันนี้แหละกูจะถลกหนังมึงมาปูเดิน!”
เจ้าของเรือนเงื้อไม้ครูขึ้นสูงเหนือศีรษะ ปากเริ่มขมุบขมิบบริกรรมพระเวทหวังจะเผด็จศึกสัตว์ร้ายตรงหน้า
“ไม่!!”
เสียงตะโกนดั่งฟ้าผ่าขัดจังหวะมนต์ดำที่กำลังพุ่งพล่าน ร่างสูงใหญ่พุ่งถลันออกมาจากตัวเรือน เข้ามาบดบังระหว่างไม้ครูและกุมภีร์เผือกอย่างไม่คิดชีวิต
สัตยายืนหอบหายใจจนอกกระเพื่อม หยาดเหงื่อไหลซึมจนเสื้อผ้าแนบไปกับกล้ามเนื้อแขนที่สั่นเทา ลำคอของเขาแห้งผากทว่าแววตากลับแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“หยุดเถิดอา!”
น้ำหนักของถ้อยคำนั้นหนักแน่นปานหินผา เจ้าของดวงตาสีนิลที่เคยก้มต่ำยอมสยบ บัดนี้กลับเงยหน้าสบตาผู้เป็นอาอย่างตรงไปตรงมา
ร่างที่ถือไม้เท้าชะงักงัน หัวใจของเขากระตุกวูบด้วยความขัดใจ หลานชายที่เขาตราหน้าว่าขลาดเขลา
บัดนี้กล้าขัดคำสั่งเขาเชียวหรือ?
“มึงกล้าดีอย่างไรมาขวางกู สัตยา!”
น้ำเสียงของพ่อหมอเย็นเยียบปานน้ำแข็ง แต่นัยน์ตากลับวาวโรจน์ด้วยไฟแค้น
คนตัวโตกว่ายังคงยืนปักหลักเป็นกำแพงมนุษย์ ไม่ขยับเขยื้อนแม้เพียงองคุลี
“มันไม่ได้ทำร้ายใคร...และจะไม่ทำร้ายใคร ข้าสาบาน”
“เหอะ ไม่ได้ทำร้าย?”
คนแก่วัยกว่าแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นฟังสยดสยองปานเสียงฉีกผ้าขาด
“มันมาอาศัยอยู่หลังเรือนกูโดยที่กูไม่รู้เรื่อง! มึงรู้ไหมว่าถ้าพวกชาวบ้านรู้เข้า ความน่าเชื่อถือในวิชาอาคมของกูจะเหลืออะไร มึงจะให้คนเขานินทาว่าจอมขมังเวทย์เลี้ยงจระเข้ที่ปราบไปไว้ดูเล่นรึ”
“ข้าจะซ่อนมันไม่ให้ใครมาพบเจอ ขอล่ะจ้ะอาอย่าทำร้ายมันเลย”
“ขอรึ?”
กึก!
ไม้ครูกระแทกพื้นดินจนฝุ่นตลบ กลิ่นสาบดินคละคลุ้งไปในอากาศ
“มึงลอบเลี้ยงสัตว์เดรัจฉานไว้ในที่ของกู แล้วหวังจะจบเรื่องด้วยคำขอโง่ๆ อย่างนั้นรึ เหตุใดกูต้องทำตามคำขอมึง”
ไอ้ด่างมองภาพการประจันหน้าของสองมนุษย์ด้วยความฉงน
(สัตยา...เจ้ากำลังปกป้องข้า...อย่างนั้นหรือ?)
หัวใจของกุมภีร์หนุ่มเต้นระรัวอย่างประหลาด ความอบอุ่นที่ได้รับจากคนตรงหน้าทำให้เกล็ดสากกร้านของมันดูจะอ่อนนุ่มลงชั่วขณะ
“มันคือสหายของข้า สหายคนเดียวที่ข้ามี” พ่อเสือยิ้มยากเอ่ยเสียงสั่นพร่า ทว่ามั่นคง
“สหาย? มึงกับไอ้เดรัจฉาน? ฮ่าๆๆ สัตยา มึงเลือกได้ต่ำตมเสียจริง” พ่อหมอไกรฤทธิ์หัวเราะร่า เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความสมเพชเหยียดหยาม
ก่อนมือที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดขอดคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของหลานชาย กระชากให้เข้ามาปะทะสายตาในระยะกระชั้นชิด จนสัตยาได้กลิ่นจางๆ ของน้ำมนต์และเขม่าธูปที่ติดกายผู้เป็นอา
“ไม่ว่ากูพูดอะไร มึงก็แค่ต้องทำตาม หรือมึงลืมคำสัตย์ที่ให้ไว้กับพ่อแม่มึงแล้ว?”
คำประกาศิตนั้นเปรียบเสมือนค้อนใหญ่ที่ทุบลงกลางใจ ร่างสูงของหลานชายสะดุ้งสุดตัว
คำสัตย์...พันธนาการแห่งความกตัญญูเริ่มรัดรึงลำคอจนอึดอัด มือที่เคยกำแน่นค่อยๆ คลายออก แววตาที่แข็งกร้าวกลับหม่นแสงลงและหลบต่ำด้วยความเจ็บปวดที่ท่วมท้น
ไอ้ด่างมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นพลันรู้สึกหวั่นใจ
‘อย่าไปยอมมัน! ปล่อยข้ากัดมันให้ขาดครึ่ง ดูสิว่ามันจะทำอะไรได้’
ทว่าเสียงเพรียกในใจของสัตว์ร้ายย่อมส่งไปไม่ถึงพอที่มนุษย์จะสัมผัสได้
ตุบ...
เข่าทั้งสองข้างของร่างกำยำทรุดลงกระแทกพื้นดินอย่างหมดแรง
“ข้าขอ...” เสียงของเขาแหบพร่าและขาดช่วง ราวกับคนกำลังขาดใจ
“อย่าฆ่ามันเลยอา จะให้ข้าทำอะไร...ข้ายอมหมดทุกอย่าง”
รอยยิ้มอัปมงคลผุดพรายขึ้นบนใบหน้าของพ่อหมอไกรฤทธิ์ เขาหรี่ตา
ลงมองหลานชายที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยความพึงพอใจยิ่ง
“ดี...” เขากดเสียงต่ำ พลางโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของคนสิ้นหวัง
“งั้นมึงไปจัดการเรื่องจันวาดมาซะ”
“จันวาดเกี่ยวอะไรกับข้า”
“นางมีใจให้ไอ้หลานชายโง่ๆ ของกูรึไม่ใช่ แต่หลานกูชอบพอหล่อนไหม กูไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ก็แค่...ไปเจรจาให้หล่อนยอมแต่งเข้าเรือนกู เป็นเมียกูอย่างเต็มใจ”
ใบหน้าของสัตยาซีดเผือดปานคนตาย ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก
“ถ้ามึงทำได้...กูจะยอมไม่ฆ่ามันก็ได้”
ความเงียบเชียบเข้าปกคลุมท่าน้ำหลังเรือน มีเพียงเสียงกระเพื่อมของน้ำที่ซัดเข้าตลิ่งเบาๆ
ไอ้ด่างจ้องมองคนทั้งคู่ด้วยความไม่เข้าใจ ชื่อของหญิงสาวที่เคยทำให้เขาไม่พอใจสัตยาถูกหยิบบกขึ้นมาเพื่อสิ่งใด เหตุใดบรรยากาศรอบตัวสัตยาจึงดูตรอมตรมเช่นนี้
คนตัวโตกว่ายังคงนิ่งสนิทปานหินสลัก หัวใจมหาบุรุษกำลังถูกฉีกกระชากระหว่าง ‘มิตรภาพ’ กับ ‘คนที่หมายปอง’ ที่เขาจำต้องยกให้ผู้อื่น
ถึงสัตยาจะไม่เคยพูด หรือคิดตอบรับอะไรเกินเลยกับจันวาด แต่ใช่ว่าจะไม่รู้ถึงไมตรีที่อีกฝ่ายมีให้ เขาเองก็คิดอยู่หลายคราว่าหากจำต้องออกเรือนกับใครสักคนก็อาจเลือกนาง
“ข้าจะทำตามที่อาว่า...” เสียงตอบรับแผ่วเบาปานลมพัดผ่าน
รอยยิ้มของผู้ชนะกว้างขึ้นจนเห็นไรฟัน
“เด็กดี... เข้าใจอะไรง่ายแบบนี้สิถึงจะคุยกันรู้ความ”
เขาหมุนตัวกลับเตรียมจะเดินจากไป ทว่าก็หยุดชะงักและหันกลับมามองจระเข้เผือกด้วยสายตาประสงค์ร้าย
“อ้อ...”
ดวงตาของจอมขมังเวทย์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีอำพัน
“จัดการสัตว์เลี้ยงของมึงให้ไปให้พ้นหูพ้นตาซะ คงรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง”
พญาไชยเวศมองตามหลังพ่อหมอที่เดินหายลับไปทางตัวเรือน จระเข้เผือกแอบยิ้มเยาะในใจ มันไม่ได้ยำเกรงอาคมใดๆ ทั้งสิ้น แผ่นน้ำกว้างใหญ่นี้คืออาณาจักรของมัน แต่มันกลับไม่ทันสังเกตเห็น
สายตาของสัตยาที่ทอดมองมา แววตาสีนิลคู่นั้นบรรจุไปด้วยความโศกเศร้าที่ลึกสุดคณา และความเด็ดเดี่ยวบางอย่างที่ชวนให้หนาวเหน็บไปถึงกระดูก
โดยที่เจ้าพญากุมภีร์ไม่รู้เลยว่า มิตรแท้เพียงคนเดียวของมัน กำลังจะทำสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด คือการขับไล่เพื่อนรักให้จากไปตลอดกาล
°°••....••°°.°°••....••°°
ท่ามกลางรัตติกาลที่มืดมิดปานน้ำหมึก ผิวน้ำในคลองสายเก่าสะท้อนเพียงแสงจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องลงมาอาบไล้เกล็ดสีงาช้างของพญากุมภีร์เผือกจนดูคล้ายเงินยวงที่แหวกว่ายอย่างเนิบช้า กระแสระลอกน้ำเย็นเฉียบไหลผ่านผิวกายหนาสาก เสียงกระเพื่อมแผ่วเบาของสายน้ำที่ซัดกระทบตลิ่งผสานกับเสียงแมลงกลางคืนดังระงม ราวกับเป็นพยานในความเงียบงันที่น่าอึดอัดนี้
บนหลังกว้างของสัตว์ร้ายร่างโปร่งในชุดเสื้อคอกลมสีนวลนั่งนิ่งงันราวกับไร้วิญญาณ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปจนตะวันลาลับและดาริกาเริ่มผุดพรายบนฟากฟ้า
มือเรียวสีน้ำผึ้งลูบไล้ไปตามแผ่นหลังที่สากระคายทว่ากลับอบอุ่นและคุ้นเคย ปลายนิ้วของเขาสั่นเทาระยิบ ริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรงจนห่อเลือด ลมหายใจที่พยายามสะกดไว้เริ่มติดขัดเป็นระยะ แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความร้าวราน
เจ้าแห่งสายน้ำเหลียวดวงตาสีอำพันกลับมามองคนบนหลังเป็นพักๆ
(คืนนี้เจ้าเงียบผิดปกตินักนะสัตยา ยามอยู่ด้วยกัน เจ้ามักจะมีเรื่องเล่าขานถึงชีวิตในแต่ละวัน หรือไม่ก็บ่นพึมพำถึงวิชาอาคมที่เจ้าอยากฝึก แต่ไฉนคืนนี้...ลมหายใจของเจ้าจึงหนักอึ้งเพียงนี้ แค่ทะเลาะกับไอ้แก่นั่นกระนั้นรึ)
“ไปทางนั้นเถิด...”
เสียงพึมพำแผ่วเบาที่เกือบจะหายไปในสายลมลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก มือที่สั่นเทาชี้ไปยังโค้งน้ำที่ขนาบด้วยป่ารกร้างมืดมิด
“ข้าอยากไปให้ไกลกว่านี้...ไกลกว่าที่เราเคยไปด้วยกัน”
พญากุมภีร์เผือกว่ายวนไปตามทิศที่ปลายนิ้วชี้บอกอย่างว่าง่าย
(เจ้าคงอยากหนีไปกับข้าตามลำพังกระมัง ก็ดีไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับไอ้คนอวดดีนั่น มีเพียงแค่เจ้ากับข้า แค่นี้ก็พอแล้ว)
สองร่างเคลื่อนผ่านหมู่บ้านที่ไฟตะเกียงดับมืดไปทีละหลัง จนถึงท่าน้ำร้างแห่งหนึ่งที่เงียบงันจนน่าใจหาย มีเพียงต้นไทรขนาดยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้ม รากอากาศของมันทอดยาวลงสู่ผืนน้ำราวกับนิ้วมือของอสุรกายที่รอคอยการมาถึงของแขกผู้มาเยือน
“หยุดตรงนี้ด่าง”
เสียงของสัตยาแหบพร่าดุจเสียงกระดาษทรายขัดไม้ คนตัวโปร่งค่อยๆ พยุงกายก้าวลงจากหลังกุมภีร์ น้ำเย็นจัดพุ่งเข้าปะทะอกจนร่างกำยำไหววูบไปตามแรงน้ำ ทว่าเขามิได้นำพาต่อความหนาวเหน็บนั้น
มือทั้งสองยื่นออกไปประคองส่วนปากที่ยาวเหยียดของเพื่อนต่างสายพันธุ์ขึ้นอย่างทะนุถนอม ดวงตาสีนิลที่คลอด้วยหยาดน้ำใสจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีอำพันที่ฉายแววฉงน
ไอ้ด่างรู้สึกถึงแรงสั่นสะท้อนจากฝ่ามือของมนุษย์ที่มันรักที่สุด
(เจ้า...ทำไมดวงตาของเจ้าจึงดูหม่นเศร้าเพียงนั้นเล่า?)
“หางเอ็ง...หายดีแล้ว...” เสียงนั้นพร่าสั่นประหนึ่งสายพิณที่กำลังจะขาด
“เช่นนั้นก็ถึงเพลาที่ต้องกลับบ้านแล้วสินะ...กลับไปที่ที่เอ็งควรอยู่”
(กลับบ้าน...? พูดอะไรของเจ้ากัน สัตยา)
ผู้แบกภาระอันหนักอึ้งสูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บปอด พยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่นคลอนไปตามแรงอารมณ์ที่ตีตื้นขึ้นมาในอก
“พวกพ้องของเอ็งรออยู่ ทั้งไอ้ดำ ไอ้เขียว พวกมันมารอพาเอ็งกลับบ้านหลายวันแล้วนะ”
มือที่ประคองปากจระเข้อยู่ค่อยๆ ลูบสัมผัสอย่างเชื่องช้า ราวกับต้องการจะจดจำทุกรายละเอียดของเกล็ดหนานี้ไว้เป็นครั้งสุดท้าย
“กลับไปหาครอบครัวเอ็งเถิดด่าง อย่ามาจมปลัก...กับคนอย่างข้าเลย”
(ไม่!!!)
พญาจระเข้เผือกส่ายหัวอย่างรุนแรงจนน้ำกระเซ็นเปียกหน้าสัตยา
(ข้าไม่ไป! ใครหน้าไหนข้าก็ไม่สน ข้าต้องการอยู่กับเจ้า แล้วหางข้าก็ยังไม่งอกกลับมาดังเดิม เจ้าต้องรับผิดชอบข้าต่อสิ)
ร่างโปร่งพยายามคลายมือออกจากปากจระเข้ แต่ไอ้ด่างกลับรุดเข้าหา มันขยับหัวเข้าไปซุกไซ้ที่ทรวงอกของเขา ไม่ยอมให้มือนั้นผละจากไป
“ด่าง...อย่าทำอย่างนี้”
(พูดกระไร! ข้าไม่ฟัง! ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น)
คนตัวโตกว่าตัดใจหันหลัง พยายามจะว่ายน้ำเข้าหาฝั่งทว่ายังไม่ทันได้ก้าวไปไกล เจ้าแห่งสายน้ำก็รุดเข้าประชิด ปากใหญ่ที่เต็มไปด้วยเขี้ยวคมงับเข้าที่ชายเสื้อคอกลมที่เปียกโชกไว้แน่น แรงฉุดกระชากมหาศาลดึงรั้งจนสัตยาแทบเสียหลัก
“ปล่อย!!”
สัตยาตวาดกึกก้องจนเสียงสะท้อนไปกับความมืด มือทั้งสองพยายามจะแกะขากรรไกรเหล็กนั้นออกอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ข้าบอกให้ปล่อยอย่างไรเล่า!!”
(ไม่ปล่อย! ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าไปจากข้า เหตุใดเจ้าถึงไล่ข้า เจ้าลืมวันคืนที่เรามีกันแล้วรึ ข้ายังไม่ได้กินเจ้าสักคำเลยนะ)
เขี้ยวใหญ่จิกเข้าไปในเนื้อผ้าจนขาดวิ่น คนตัวโปร่งเริ่มระดมทุบกำปั้นลงบนผิวหนาสากของพญากุมภีร์ หมัดแล้วหมัดเล่าถาโถมลงมาด้วยความสับสนและกดดัน แม้มันจะไม่เจ็บปวดต่อกายหยาบของจระเข้ แต่มันกลับกรีดลึกเข้าไปในดวงวิญญาณ
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
“กลับไปเสีย!! ไปให้พ้นหน้าข้า!”
น้ำตาเริ่มเอ่อล้นและร่วงเผาะลงบนผิวน้ำ หยดแล้วหยดเล่า แรงทุบตีเริ่มอ่อนแรงลงจนกลายเป็นการตบเบาๆ ที่สั่นสะท้าน
“ปล่อย...ข้าขอร้อง...ไปเสียด่าง...ฮึก...ไปเสียที”
(ไล่ข้าแล้วเหตุใดเจ้าถึงร้องไห้...ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าไม่ไป ข้าอุตส่าห์ยอมเป็นเบี้ยล่างเจ้ามาตั้งนาน เนื้อหอมๆ ของเจ้าข้าควรได้ลองกินสักคำมิใช่รึ?!)
“หากเอ็งไม่ไป...”
สัตยาหยุดมือที่สั่นเทา เขาล้วงลงไปในย่ามที่สะพายติดตัวมา แสงจันทร์เสี้ยวสะท้อนคมมีดที่วาววับขึ้นมาท่ามกลางความมืด
มีดหมอลงอาคมด้ามไม้แกะสลักรูปนาคราชที่ดูขลังและทรงพลัง ปลายมีดชี้ตรงมายังดวงตาสีอำพันที่กำลังสั่นไหว
“ข้าจะแทงเอ็งจริงๆ”
(เจ้า...เจ้ากล้าจะทำร้ายข้าเชียวรึสัตยา?)
“อะ เอ็งจะไปดีๆ หรือ...หรือจะให้ข้าต้องลงมือ?!” เสียงตะคอกนั้นปนไปด้วยเสียงสะอื้นจนฟังไม่ได้ศัพท์
“เอ็งมันก็แค่สัตว์เดรัจฉาน! ข้าเลี้ยงเอ็งไว้เพียงเพื่อแก้เหงายามไม่มีใครเท่านั้น!”
คำพูดนั้นกรีดทะลวงหัวใจของพญาจระเข้จนเหวอะหวะยิ่งกว่าคมมีดใดๆ
“เพลานี้ข้ารำคาญเอ็งเต็มทีแล้ว! ไปซะ...! ไปให้พ้นซะไอ้เดรัจฉาน!!”
ปากใหญ่ค่อยๆ คลายออกจากชายเสื้อช้าๆ เจ้าแห่งสายน้ำจ้องมองใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาของบุรุษตรงหน้า สัตยายืนอยู่กลางน้ำ มือที่ถือมีดสั่นระริกจนเห็นได้ชัด
(หึ...ที่แท้เจ้าก็เห็นข้าเป็นเพียงเดรัจฉานตัวหนึ่ง...)
“ไป!!”
(ดี...ในเมื่อเจ้าปรารถนาเช่นนั้น...ข้าก็จะไม่กลับมาให้เจ้ารำคาญใจอีก!)
ไอ้ด่างหม้วนตัวกลับ หางแหว่งตวัดฟาดน้ำจนเกิดคลื่นยักษ์กระแทกฝั่ง ผิวน้ำแตกกระจายเป็นวงกว้างตามแรงโทสะของพญาจระเข้ผู้เสียศักดิ์ศรี มันเร่งความเร็วแหวกว่ายจากไปอย่างไม่คิดชีวิต ไม่หันกลับมามอง ไม่ยอมรับรู้ความเจ็บปวดที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง
แต่เมื่อว่ายห่างออกไปจนเกือบจะพ้นโค้งน้ำ...
เสียงหนึ่งก็ลอยมาตามลม เสียงที่ทำให้หัวใจของสัตว์ร้ายหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“ด่าง...อย่าไป...ฮือ...ข้าขอโทษ...ด่าง...”
เสียงสะอื้นไห้ที่ปานจะขาดใจตายดังแว่วมาตามระลอกคลื่น มันไม่ใช่เสียงของคนที่รำคาญ แต่มันคือเสียงของคนที่หัวใจกำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ
พญากุมภีร์ขาวชะงักงัน เหลียวหันกลับไปมองยังท่าน้ำร้าง
ร่างของสัตยายังคงยืนอยู่ที่เดิม ไหล่หนาสั่นสะท้าน มีดอาคมหลุดจากมือจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งไปแล้ว เขายกมือขึ้นปิดหน้าพยายามกลั้นเสียงร่ำไห้ที่ดังลอยมาไม่ขาดสาย
(ไล่ข้าเองแล้วเหตุใดมึงถึงเจ็บปวดเพียงนี้...เจ้าเป็นอะไรของเจ้ากันแน่ สัตยา!)
ไอ้ด่างม้วนตัวกลับด้วยความร้อนรน มันจะกลับไปหามนุษย์คนนั้น จะกลับไปถามให้รู้ความ ทว่ายังไม่ทันได้ว่ายถึงตัวผิวน้ำเบื้องล่างกลับเกิดความวิปริตขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ครืนนน!
น้ำเบื้องล่างเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวมหาศาล น้ำวนยักษ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยดึงรั้งร่างสีขาวมุกให้จมดิ่งลงไปในวังวนมืดมิด
‘อะไรกัน?! จะ เจ้าปู่รึ...ปล่อยข้า! ข้าต้องกลับไปหามนุษย์คนนั้น!’
ไม่ว่าพญาจระเข้จะตะเกียกตะกายเพียงใด แรงดึงดูดกลับยิ่งรุนแรงเกินกว่าจะต้านทาน
“ด่าง!”
เสียงเรียกชื่อของมันดังก้องมาจากบนฝั่ง ภาพสุดท้ายที่ไอ้ด่างเห็นผ่านผืนน้ำที่เริ่มขุ่นมัว คือร่างของสัตยาที่กระโจนพรวดลงมาจากท่า ว่ายพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างสุดชีวิต แขนเรียวยื่นออกมาพยายามจะไขว่คว้าเกล็ดสีขาวของมันไว้
แต่มันไกลเกินไป...ไกลเกินกว่าที่มือของมนุษย์จะเอื้อมถึง
“ด่าง...! อย่าไป...! ด่าง...!”
แสงจันทร์เสี้ยวค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา ผิวน้ำมืดสนิทลงอย่างรวดเร็ว ร่างสีงาช้างจมดิ่งลงสู่ห้วงลึกของกระแสน้ำวนที่เงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงเสียงร่ำไห้ที่เรียกชื่อมันซ้ำไปซ้ำมาราวกับจะไม่ยอมให้หายไปจากความทรงจำ
“
ด่าง...! ด่าง...!”
