บทที่ 14 บทที่ ๘
ผืนน้ำที่เคยเป็นมิตรกลับแปรเปลี่ยนเป็นมัจจุราชที่หิวกระหาย มวลน้ำมหาศาลม้วนตัวพัดพา ร่างสีขาวมุกให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งที่แสงตะวันและแสงจันทร์มิอาจส่องถึง ความเย็นเยือกเสียดแทงเข้าสู่เกล็ดหนาปานเข็มน้ำแข็งนับพันเล่ม ความดันน้ำบีบคั้นทรวงอกจนลมหายใจสุดท้ายแทบจะถูกรีดเค้นออกจากปอด
พญาไชยเวศพยายามสะบัดหางสู้กับแรงดึงดูดอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าวังวนอาคมนั้นรุนแรงปานหัตถ์ของเทวะที่ฉุดกระชากเขาลงสู่หุบเหวไร้ก้น
(สัตยา...! ข้าต้องกลับไปหาเจ้า!)
มโนภาพใบหน้าที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตาของมนุษย์ผู้เป็นเพื่อนแท้ยังคงติดตา ทว่าร่างกายกลับทรยศ มันหนักอึ้งและถลำลึกลงไปในความมืดมนอนธการที่เงียบงันจนน่าใจหาย
ทันใดนั้น
แสงสีเขียวมรกตที่เรืองรองอย่างประหลาดก็วาบขึ้นเบื้องหน้า ซากปรักหักพังของโบราณสถานยุคบรรพกาลจมสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องสมุทร เสาหินแกะสลักลวดลายวิจิตรตั้งตระหง่านราวกับทวารบาลผู้พิทักษ์ความลับ รัตนชาติหลากสีที่ฝังอยู่ตามผนังถ้ำส่องประกายวาววับล้อกับกระแสน้ำ
กลิ่นอายอาคมขลังคละคลุ้งอยู่ในมวลน้ำ มันทั้งเย็นเยียบและคมกริบจนชวนให้ขนลุกชัน
ตุบ!
ร่างของพญากุมภีร์เผือกถูกเหวี่ยงลงบนพื้นทรายละเอียดเบื้องหน้าบัลลังก์ศิลา ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กายจนเขาต้องขบเขี้ยวแน่น
เจ้าของดวงตาสีอำพันหยัดกายขึ้นช้าๆ พยายามรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่ กวาดสายตามองไปรอบบริเวณ แล้วเขาก็พบกับต้นเหตุของแรงดึงดูดมหาศาลนั้น
บนบัลลังก์หินขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางท้องพระโรง ปรากฏร่างของมหาอำนาจแห่งน่านน้ำผู้หนึ่ง
ร่างของเจ้าปู่กุมภีร์ใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าพญาไชยเวศหลายเท่า เกล็ดสีเขียวราวกับสีหยกสะท้อนแสงมรกตดูน่าเกรงขาม หางยาวเหยียดขดรอบฐานบัลลังก์ราวกับขุนเขา ดวงตาสีโลหิตลุกโชนด้วยไฟแห่งความพิโรธที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง
หลานชายผู้พลัดถิ่นกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก บารมีของคนตรงหน้ากดทับจนอากาศรอบตัวดูจะเหลือน้อยลงทุกที
“กลับมาแล้วหรือ...”
เสียงนั้นทุ้มต่ำ กึกก้องกัมปนาทจนมวลน้ำสั่นสะเทือนไปถึงกระดูก
ข้าราชบริพารจระเข้นับสิบที่รายล้อมต่างหมอบราบลงกับพื้นทราย ไม่เว้นแม้แต่ไอ้เคี้ยงและไอ้โขงที่เคยองอาจ บัดนี้กลับสั่นเทาปานลูกนกในกำมือมัจจุราช
“กลับมาพร้อมความอัปยศที่ประจานไปทั้งคุ้งน้ำ!” เฒ่าพันปีผู้ทรงฤทธิ์คำรามลั่น
“หางที่แหว่งวิ่นปานถูกสุนัขแทะนั่นคืออะไร?! ตอบข้ามา!”
พญาไชยเวศหลับตาลงนึกถึงวันที่เขาต้องสูญเสียหางไปด้วยความประมาทพลาดพลั้ง ทีแรกก็อับอายจนไม่กล้ากลับวังใต้คุ้งน้ำ ทว่าเวลาผ่านไปเขากลับไม่ได้ใส่ใจความอับอายนั้นแม้แต่น้อย
“ข้าถามเจ้า!”
มวลน้ำระเบิดออกเป็นวงกว้างด้วยแรงอาคม พัดเอาทรายและโขดหินปลิวว่อน
“ข้าพ่ายต่อมนุษย์...”
ร่างสีงาช้างตอบสั้นๆ ทว่ามั่นคง เขาเลือกที่จะเชิดหน้าขึ้นสบดวงตาสีโลหิตนั้นอย่างไม่ลดละ
“มนุษย์รึ?!”
จอมราชันเกล็ดเขียวโผนทะยานลงจากบัลลังก์ ร่างมหึมาพุ่งเข้าประชิดจนเกิดคลื่นยักษ์ใต้น้ำ เขี้ยวใหญ่ยาวราวกับดาบอาคมจ่อเข้าที่ลำคอของหลานชาย
“เจ้าเป็นถึงพญาจระเข้ มีเชื้อสายขัตติยะแห่งวารี แต่กลับไปพลาดท่าเสียทีให้กับมนุษย์ชั้นต่ำ เจ้าทำให้วงศ์ตระกูลเราต้องมัวหมอง แล้วข้าเคยสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามเจ้าขึ้นไปบนโลกมนุษย์ เหตุใดจึงไม่ฟังคำข้า!”
พญาไชยเวศนอนนิ่ง ทว่าเขามิได้หมอบราบปานผู้ที่ยอมจำนน คนตัวเล็กกว่าค่อยๆ ยันกายยืนขึ้นเต็มความสูง จ้องลึกเข้าไปในเนตรสีเลือดของ
ผู้เป็นปู่
“ข้ายอมรับผิดทุกอย่างเจ้าปู่” น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยทว่าหนักแน่น “แต่หากข้าย้อนเวลากลับไปได้ ข้าก็เลือกจะทำเช่นเดิม”
“เจ้าว่าอะไรนะ”
“เจ้าปู่กักบริเวณข้าเพราะเชื่อว่าข้าจะเป็นอันตรายหากข้าเข้าใกล้มนุษย์ มันเท่ากับท่านเชื่อในนิมิตมากกว่าตัวข้ามิใช่รึ จะอย่างไรข้าก็จะกลับไป เจ้าปู่อย่ามาขวางทางข้าเลย” พญากุมภีร์หนุ่มประกาศกร้าวต่อหน้าบริวารนับร้อย
“ไชยเวศ...!!”
“ข้าจะกลับไปหาสัตยา!”
ความเงียบเชียบเข้าปกคลุมท้องพระโรงทันที ไอ้เคี้ยงไอ้โขงถึงกับแทบไม่กล้าหายใจด้วยความหวาดวิตกแทนผู้เป็นนาย
“สัตยา...นั่นคือชื่อของมนุษย์ที่เจ้าปฏิพัทธ์รึ ผูกพันกับมนุษย์เนี่ยนะ?”
เจ้าปู่หรี่ตาลง น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบขั้วหัวใจ
คำว่า ‘ปฏิพัทธ์’ สะกิดใจพญาไชยเวศจนสะดุ้งวาบ การที่อยากอยู่ใกล้ ความกระหายที่มันปั่นป่วนภายในจนแทบคลั่งเวลาได้กลิ่นกายหอมอันคุ้นเคย มันคือการปฏิพัทธ์หรือไม่เขาก็ไม่แน่ใจ และเขาจะแน่ใจได้ก็ต่อเมื่อกลับไปหาคำตอบจากคนที่เป็นต้นตอบ่อเกิดของอาการแปลกๆ เหล่านี้
“ข้าไม่รู้ แต่ข้าจะกลับไปหาคำตอบให้ได้”
“ดี...ดีมาก!”
พญากุมภีร์ผู้เฒ่าตวาดก้องจนกระแสน้ำในมหาปราสาทม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นพิโรธ กรงเล็บแกร่งจิกสับลงบนพื้นหินพระโรงจนแตกละเอียดเป็นผงธุลี เสียงลมหายใจของท่านหนักหน่วงปานพายุที่กำลังจะถล่มคุ้งน้ำ
“...”
“ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะใฝ่ต่ำไปคลุกคลีกับมนุษย์ที่อายุขัยสั้นปานน้ำค้างยามเช้า ก็จงข้ามศพข้าไปให้ได้เสียก่อน!”
แววตาของผู้เป็นปู่เย็นเยียบปานน้ำแข็งใต้บาดาล ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความเมตตาที่เคยมีให้หลานชายคนโปรด
“ถ้าเช่นนั้น...อย่าถือโทษข้าก็แล้วกัน!”
พญาไชยเวศค้อมวรกายลงต่ำ สันหลังขรุขระตั้งชันพุ่งทะยานสวนออกไปอย่างมุทะลุ
โครม!
ร่างมหึมาสีมรกตของพญากุมภีร์ผู้เฒ่าพุ่งเข้าปะทะหลานชายขวัญกล้าอย่างสุดกำลัง แรงกระแทกมหาศาลทำเอาพื้นพระโรงสะเทือนเลื่อนลั่นจนเสามุกสั่นไหว เกล็ดสีงาช้างและเกล็ดเขียวอร่ามเสียดสีปะทะกันจนเกิดประกายไฟมนตราสว่างวาบไปทั่วใต้พื้นพสุธา ร่างยักษ์ทั้งสองพันตูเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง สัญชาตญาณนักล่ากระชากสายใยแห่งสายเลือดให้ขาดสะบั้นลงในพริบตาเดียว
ทว่าความต่างของพลังนั้นชัดเจนปานฟ้ากับเหว เจ้าปู่กุมภีร์ผู้สั่งสมอาคมมานับพันปีตวัดหางเพียงครั้งเดียว ร่างสีขาวมุกของเขาก็ปลิวไปกระแทกผนังหินจนแตกละเอียด
“อั่ก!”
โลหิตสีเข้มไหลซึมออกจากมุมปากของพญาไชยเวศ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปตามกระแสน้ำ แววตาเขาเริ่มพร่าเลือน ทว่าเขายังคงตะเกียกตะกายยืนขึ้นอีกครั้งอย่างไม่ยอมจำนน
“ข้า...ไม่ยอม...”
“ช่างโง่เขลานัก หลานข้า” จอมราชันว่ายวนรอบร่างที่โรยรินด้วยท่าทางสง่างามปนเวทนา
“มนุษย์มีอายุขัยเพียงไม่กี่สิบปี แล้วมันก็ต้องดับสูญไปตามกรรม สองเผ่าพันธุ์ที่มิต่างจากผืนน้ำและท้องฟ้าที่ไม่มีทางบรรจบกกัน แต่เจ้ากลับรนหาที่ ความหลงใหลจะนำพาความตายมาสู่เจ้า”
“ท่าน...เลี้ยงข้ามา มิรู้หรือว่า...เรื่องรนหาที่ข้านั้นไม่แพ้ผู้ใด”
พญาไชยเวศเค้นเสียงที่เหลืออยู่ตอบโต้
“ดี! ในเมื่อเจ้ายังไม่สำนึก ข้าก็ช่วยเจ้าเอง มาลองดูว่าความหลงใหลของเจ้า เมื่อผ่านกาลเวลานับร้อยปี มันจะยังคงอยู่หรือไม่ แต่อย่างน้อยมนุษย์นั่นไม่อยู่แล้วแน่นอน”
หางยาวทรงพลังชี้ไปยังถ้ำมืดมิดที่ลึกที่สุดของวังวน
“อึก...ไม่...”
“ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง อย่าโกรธเคืองปู่เลยไชยเวศ เจ้าเลือกทางนี้เอง จงไปสำนึกผิดในถ้ำศิลา ไปตั้งสติอยู่ที่นั่นให้นานมากพอ เจ้าจะได้รู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร”
ร้อยปี...!
หัวใจของพญาไชยเวศหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม หนึ่งร้อยปีสำหรับพญาจระเข้อาจเป็นไม่นาน
“พวกเจ้าพาตัวพญาไชยเวศไปขังไว้ที่ถ้ำศิลา ห้ามผู้ใดเข้าหรือออกที่นั่นเด็ดขาด!”
“ไม่! ปล่อยข้า!”
พญาไชยเวศดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าพละกำลังกลับเหือดหาย บริวารจระเข้สองตัวคาบร่างเขาไว้แน่นแล้วลากลงสู่เงามืดของถ้ำจำศีล เมื่อไปถึงถ้ำก่อนทั้งสองจะออกมา ท่ามกลางความสิ้นหวัง พญาจระเข้เผือกแค่นเสียงเรียกสมุนคู่ใจ
“เคี้ยง...โขง...”
“ขอรับ ท่านไชยเวศ” ทั้งสองหยุดฟังพร้อมกัน
“ข้าขอสั่งให้พวกมึง...ขึ้นไปเฝ้าดูสัตยาแทนข้า”
ความเงียบเข้าปกคลุมถ้ำชั่วขณะ ไอ้เคี้ยงที่เคยปากจัดกลับนิ่งเงียบไม่ต่อปากต่อคำอย่างเคย หยาดน้ำตาคลอหน่วงผ่านนัยน์ตาจิ้มลิ้มของมัน ขณะพยักหน้าจนหัวแทบคอนพร้อมรับปากเสียงหนักแน่น
“ขอรับ!”
“ข้าเองก็จะจับตาไม่ให้คลาดสายตา ขอท่านไชยเวศอย่าได้ห่วง” ไอ้โขงกดเสียงทุ้มต่ำยืนยันเสียงแข็งไม่แพ้กัน
ก่อนทั้งคู่จะพากันออกไปตามคำสั่งของเจ้ากุมภีร์ที่ไม่ให้ใครอยู่ปรนนิบัติพญาไชยเวศทั้งนั้น
เมื่อเหลือตัวคนเดียวเขาก็หลับตาลง ภาพรอยยิ้มที่หาได้ยากของสัตยาผุดพรายขึ้นมาในมโนสำนึกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนความมืดจะกลืนกินทุกสิ่ง
“อย่าลืมข้านะ สัตยา”
°°••....••°°.°°••....••°°
วันเวลาผันผ่านไปในความมืดมิดที่ไร้กาลเวลา ภายในถ้ำศิลาที่เงียบสงัด กุมภีร์หนุ่มมิได้ปล่อยให้จิตวิญญาณมอดไหม้ไปกับความเงียบไร้ที่สิ้นสุด
หนึ่งปี...สองปี...จนล่วงเลยเข้าสู่สิบปี
เขานอนนิ่งประหนึ่งหินสลัก ทว่าภายในกลับหมุนวนด้วยกระแสพลังอาคมที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ทุกลมหายใจเข้าออกคือการรวบรวมตบะ ทุกห้วงคำนึงคือการร่ายมนตร์ระลึกถึงสัมผัสอ่อนโยนจากมือนั้นที่ยังคงตราตรึงอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำ
และแล้วสิบห้าปีก็ผ่านไปนานจนล่วงเข้าสู่ปีที่ยี่สิบ...
ดวงตาสีอำพันหรี่ลงในความมืดมิด เขาส่งกระแสจิตออกไปสำรวจทั่วทั้งวังวารี พลังชีวิตที่เคยดุดันและแข็งกร้าวของพญากุมภีร์ผู้เฒ่า บัดนี้กลับนิ่งสงบและจมลึกลงสู่ห้วงมหรรณพอย่างยาวนาน
(เจ้าปู่เข้าสู่การจำศีลอย่างยาวนานเสียแล้ว)
ความนิ่งสนิทของพลังงานนั้นบอกชัดว่าจอมราชันแห่งบาดาลจะ
มิฟื้นตื่นขึ้นมาในเร็ววัน เป็นโอกาสเดียวที่รอคอยมาตลอดสองทศวรรษ ทุกลมหายใจเข้าออกคือการรวบรวมตบะ ทุกห้วงคำนึงคือการระลึกถึงสัมผัสที่อ่อนโยนจากมือนั้นที่ยังคงฝังแน่นอยู่ในมโนสำนึก
ครืนนน! ตูม!!
พลังมหาศาลที่สั่งสมมานานนับสองทศวรรษระเบิดพุ่งออกมาจากร่างสีขาวมุกจนอากาศภายในถ้ำสั่นสะเทือน รอยปริร้าวเริ่มลามไปทั่วผนังหินที่เคยแน่นหนา
ผนังถ้ำศิลาแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เศษหินปลิวว่อนไปตามแรงระเบิดของอาคม ร่างสีขาวมุกพุ่งทะยานออกมาจากพันธนาการด้วยความเร็วปานสายฟ้า เกล็ดสีงาช้างเป็นประกายเจิดจ้ากว่าครั้งใดๆ ดวงตาสีอำพันวาวโรจน์ด้วยปณิธานที่ไม่มีใครอาจกั้นขวาง
(ยี่สิบปี...นานพอแล้วสำหรับบทลงโทษที่เขาสมควรได้รับ!)
“ท่านพญาไชยเวศ...ท่านออกไปมิได้!”
บริวารจระเข้เฝ้าหน้าถ้ำถลันเข้าขวาง พญาไชยเวศสะบัดหางเพียงคราเดียว ร่างมหึมาเหล่านั้นก็กระเด็นไปกระแทกเสามุกจนหมอบราบ พลังกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากกายเกล็ดสีขาวจนไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อน
“เจ้าปู่เข้าสู่ห้วงจำศีลใหญ่แล้ว มิเห็นรึ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจทำเอาเหล่าบริวารตัวสั่นงันงก
“ห้ามผู้ใดรบกวนการจำศีลของท่านเด็ดขาด หากข้าล่วงรู้ว่าใครขวัญกล้าเข้าไปปลุกเจ้าปู่ขึ้นมา ข้าจะปลิดชีพมันให้แหลกสลายไม่ให้เหลือแม้แต่วิญญาณ”
ไม่มีใครกล้าทัดทาน แววตาที่วาวโรจน์ด้วยปณิธานแรงกล้าทำให้ทุกคนในวังใต้คุ้งน้ำต้องก้มหัวยอมสยบ
พญาไชยเวศยืนนิ่งท่ามกลางความเงียบสงบของวังใต้คุ้งน้ำ เขารวบรวมสมาธิขั้นสูงสุด พลังอาคมที่แก่กล้าไหลเวียนไปตามเส้นเลือดจนทั่วสรรพางค์กาย
เกล็ดหนาที่สากระคายเริ่มหลอมละลายกลายเป็นผิวหนังที่เนียนละเอียด หางที่เคยยาวเหยียดหดสั้นหายไป ขากรรไกรที่แหลมคมกลับกลายเป็นโครงหน้ามนุษย์ที่สละสลวยดั่งรูปทอง
เมื่อไอหมอกแห่งอาคมจางหายไป...
บุรุษหนุ่มรูปงามล่มเมืองปรากฏกายขึ้นท่ามกลางกระแสน้ำ เรือนผมยาวสลวยสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะพริ้วไหวไปตามจังหวะชล ผิวพรรณขาว
ผุดผ่องปานงาช้างขัด เครื่องหน้าคมคายทว่าอ่อนหวาน โดยเฉพาะดวงตา
สีอำพันที่ยังคงทอประกายลึกลับไม่แปรเปลี่ยนจากร่างเดิม
ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีขาวนวลลออตามองมือตนเอง นิ้วมือเรียวยาวอ่อนนุ่มไร้ซึ่งเกล็ดหยาบ ทว่าในอกกลับบีบคั้นด้วยความกังวล ยี่สิบปีบนโลกมนุษย์นั้นแสนนานนัก ใครเล่าจะรู้ว่าผู้นั้นจะยังคงรอคอยการกลับมาของเขาอยู่หรือไม่
ไม่นานพญาไชยเวศก็กลับคืนสู่ร่างที่เต็มไปด้วยเกล็ดหนาชั่วครู่เพื่อเคลื่อนกายขึ้นสู่ตลิ่ง ทันทีที่ร่างโผล่พ้นน้ำมายังท่าน้ำเดิมอันอสนคุ้นเคย
แสงตะวันยามเช้าที่ไม่ได้เห็นมานับยี่สิบปีก็สาดส่องเข้ากระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยเกล็ดตะปุ่มตะป่ำ
พญาไชยเวศเอาแต่จ้องมองไปยังเรือนไทยหลังนั้น พลางเรียกชื่อนั้นแผ่วเบา
“สัตยา... ข้ากลับมาแล้ว...”
