บทที่ 15 บทที่ ๙
“ช่างคมคาย สมคำล่ำลือเสียจริง...”
กระทั่งช่วงเวลาอันรื่นรมย์นั้นผ่านไป พลันมีเสียงน้ำพายกระทบตลิ่งดังแว่วมาเข้ามาทำลาย เรือลำน้อยของหญิงชาวบ้านสองนาง พายเลาะเลียบเข้ามาใกล้เขตเรือน ส่งเสียงหัวร่อต่อกระซิกดั่งนกกระจิบกระจาบดังสะท้อนก้องทั่วคุ้งน้ำ
แถวนี้มันเป็นเขตต้นน้ำ เป็นที่สงวน ไม่ใช่ทางผ่านปกติและคงไม่มีกิจอันใดที่ต้องผ่านมาทางนี้ หากไม่ได้จงใจคงไม่โผล่หัวกันมาได้ง่ายดายนักดอก
“นี่อย่างไรเล่า เรือนพ่อครูสัตยาที่คนทั้งบางเขาลือกัน” หญิงคนหนึ่งเอ่ย พลางใช้ชายสไบปิดปากหัวเราะน้อยๆ
“รูปร่างหน้าตาหรือก็ออกจะน่าพิสมัย พิลึกเสียจริงว่าหรือไม่? เหตุใดเขาจึงไม่ยอมหาคู่ครองมาตบแต่ง ปล่อยให้เรือนหลังใหญ่นี่เงียบเหงาปานเรือนร้างเสียได้”
“นั่นสิหนา อายุอานามก็ล่วงเข้าเลขสี่แล้ว ทว่ายังดูดีอย่างกับพวกหนุ่มๆ เอ็งว่าหรือไม่?” อีกคนสมทบด้วยท่าทีขัดเขิน
“คงเพราะพ่อครูเขารู้วิชาอาคมกระมัง จะว่าไปชักอยากเข้าไปขอให้พ่อครูช่วยลงนะหน้าทองให้เหลือเกิน เผื่อว่าตอนที่ท่านบริกรรมคาถาใกล้ๆ จะได้หลงเสน่ห์ฉันขึ้นมาก็เป็นได้”
เสียงหัวเราะร่วนของหญิงสาวทั้งสองบาดหูผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำยิ่งนัก พญาไชยเวศหรี่ดวงตาสีอำพันลงจนเล็กลีบ หางที่เคยโบกสะบัดอย่างเป็นสุข กลับตั้งชันขึ้นด้วยความขุ่นเคือง
(เหอะ...ท่าทางน่ารังเกียจเสียจริงแม่พวกนี้)
(สัตยาของข้า ไม่ใช่คนที่จะมาให้พวกเจ้าหยอกเย้าได้ตามใจชอบเสียหน่อย)
ความรู้สึกร้อนรุ่มสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายที่เต็มไปด้วยเกล็ดขาวมุก สำนึกของพญาไชยเวศเวลานี้ขุ่นมัวอย่างไร้เหตุผลราวกับ
ถูกใครนำไฟมาสุมไว้ในอก
ร่างมหึมาที่แฝงกายอยู่ในน้ำค่อยๆ ดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอย่างเงียบเชียบ หางขนาดยักษ์ที่แม้จะเหลือเพียงครึ่ง ทว่าเปี่ยมด้วยพละกำลังมหาศาลตวัดวูบ ก่อเกิดเป็นกระแสน้ำวนเชี่ยวกรากใต้ผิวนทีที่เคยนิ่งสนิท
ตูม!
แรงเหวี่ยงจากหางพญากุมภีร์สร้างระลอกคลื่นยักษ์ปะทะกราบเรือลำน้อยอย่างจัง ซัดแรงจนพาเรือของหญิงชาวบ้านทั้งสองให้แล่นกระเด็นไปไกลลิบตา ตามกระแสชลที่จู่ๆ ก็พลันแปลกพิลึกขึ้นมา
“ว้ายยย! ช่วยด้วย!”
เสียงกรีดร้องด้วยความขวัญเสียดังระงมไปทั่วคุ้งน้ำ ค่อยๆ แผ่วจาง
ตามเรือพวกนางที่ลอยออกไปไกล ทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นที่ยังคงกระเพื่อมไหวแผ่วและพญาจระเข้เผือกที่โผล่เพียงดวงตาขึ้นเหนือน้ำ จ้องมองตามทิศทางที่เรือแล่นไปด้วยแววตายียวน
“ฮึ ฮึ...”
พญากุมภีร์หนุ่มส่งเสียงหัวเราะข่มขวัญในลำคออย่างนึกภาคภูมิใจที่กำจัดศัตรูหัวใจไปได้ ทว่าเสียงเอะอะโวยวายนั้นกลับทำให้เหล่าลูกศิษย์บนเรือนพ่อครูต้องชะโงกหน้าออกมาตะโกนถามด้วยความสงสัย
“เสียงใครเป็นอะไรน่ะ!?” เสียงของสรและเดชดังแทรกความเงียบสงัดขึ้นมา
พญาไชยเวศรู้ดีว่าหากสองชายผู้นั้นลอบเห็นตนในร่างนี้คงไม่เป็นการดี ซ้ำยังมองว่าเป็นโอกาสที่อาจจะได้เข้าใกล้บุรุษที่ตนถวิลหา เขาจึงรีบบริกรรมคาถา ใช้ตบะที่สั่งสมมานานนับสองทศวรรษร่ายมนตร์จำแลงกาย
ทันใดนั้น ไอหมอกแห่งอาคมก็เข้าห่อหุ้มร่างสี่เท้าที่มีเกล็ดหนา พริบตาเดียวมัจจุราชใต้น้ำก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปงามล่มเมือง มีเรือนผมยาวสลวยพริ้วไหวไปตามจังหวะชล ผิวพรรณผุดผ่องสะอาดสะอ้านราวกับงาช้างขัดมัน
“ช... ช่วยด้วย!”
เขาแสร้งจมน้ำ หมายจะเรียกร้องความสนใจ แน่นอนว่ามันออกมาอย่างเก้ๆ กังๆ พิกลเพราะเขาเป็นถึงสัตว์เดรัจฉานที่ว่ายน้ำเป็นก่อนจะคลานได้เสียด้วยซ้ำ จึงพยายามยกมือเรียวนุ่มตบน้ำป้าบๆ ให้เกิดเสียงดัง พลางตะโกนร้องขอความช่วยเหลือสุดเสียงเพื่อให้ได้ยินไปถึงคนบนเรือน
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยข้าที!”
เสียงร้องนั้นทำให้สรและเดชรีบวิ่งกระหืดกระหอบลงมาที่ท่าน้ำด้วยความตกใจ เว้นก็แต่พ่อครูสัตยาที่ยังคงยืนนิ่งสงบอยู่บนเรือน ดวงตาคู่คมดุจพยัคฆ์จับจ้องมองลงมายังร่างหนุ่มหน้ามนที่กำลังจมน้ำอยู่ห่างๆ ครู่เดียวก่อนเบือนหน้าหนี
(ไม่คิดสนใจกันเลยรึ...)
พญาไชยเวศในร่างมนุษย์ครุ่นคิด ขณะที่ถูกลากดึงขึ้นสู่ฝั่งด้วยน้ำมือของเดช ก่อนจะถูกวางลงบนพื้นดินริมตลิ่งอย่างทุลักทุเล ทั้งสองมิรอช้า
ต่างช่วยกันสลับมือลงแรงกดลงบนหน้าท้องของเด็กหนุ่มหวังจะให้สำลักน้ำที่กลืนกินเข้าไปออกมาเพื่อรักษาชีวิต
ทว่าเหตุการณ์กลับผิดแผกไปจากที่ควรจะเป็น เมื่อแรงกดนั้นไม่อาจเรียกหยาดน้ำพ่นออกมาจากทรวงอกของชายปริศนาได้เลยแม้เพียงหยดเดียว
“เฮ้ย ไอ้สร...ทำไมกดตั้งนานแล้วน้ำถึงไม่ออกสักหยดเลยวะ...ประหลาดนัก ไอ้เด็กนี่ผิวพรรณก็ขาวซีดผิดผู้ผิดคน” เดชเอ่ยขึ้น พลางขมวดคิ้วจ้องมองร่างที่สงบนิ่งด้วยความกังขา
ไชยเวศที่นอนแสร้งไร้สติเริ่มรับรู้ได้ว่าถูกสงสัยก็เกรงว่าแผนการจักพังทลายลงเสียก่อนจึงรีบใช้กระแสจิตบริกรรมเสกบันดาลให้น้ำพุ่งออกจากลำคอ ทว่าด้วยความที่เป็นกุมภีร์มาแต่กำเนิด ไม่เคยได้ลิ้มลองความรู้สึกของคนจมน้ำ ท่าทีที่แสดงออกมาจึงดูพิลึกพิลั่นปานลิงฝึกบิน
พรู่ดดด
แทนที่จะเป็นการสำลักไอโขลกอย่างคนทั่วไป เขากลับลืมตาโพลงขึ้นมาเสียดื้อๆ แล้วพ่นน้ำออกมาจากปากใส่หน้าสรเข้าอย่างจัง มิต่างจากปลาวาฬพ่นน้ำ
“มันฟื้นแล้วพี่เดช! แต่ฉันไม่ได้กดท้องมันแล้วนะ น้ำมันออกมาได้ยังไงวะ” สรตะโกนก้อง มือก็เช็ดน้ำออกจากใบหน้าด้วยความตกใจระคนยินดี
สัตยาที่ยังคงยืนตระหง่านอยู่บนเรือนไทย ลอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผู้นั้นกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง จึงยอมปริปากด้วยความเวทนา
“พวกเอ็งเอามันขึ้นมาพักบนเรือนก่อนเถิด ปล่อยไว้ประเดี๋ยวมันจักตายเสียเปล่าๆ”
สิ้นคำสั่งของครูบาอาจารย์ สรและเดชก็รีบช่วยกันประคองร่างของชายหนุ่มรูปงามขึ้นสู่ชานเรือน โดยหารู้ไม่ว่าบัดนี้...
พญากุมภีร์ได้ก้าวล่วงเข้าสู่เขตแดนของหัวใจที่เขาเฝ้าถวิลหาได้สำเร็จแล้ว
(กลิ่นหอม น่าลิ้มลองเสียจริง...)
ยามนี้สัตยากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าร่างที่ไร้สติของชายหนุ่มปริศนา มือหนาหยิบด้ายสายสิญจน์ขึ้นมา สานต่อพิธีบริกรรมพระเวทเพื่อเรียกขวัญที่หลุดลอยให้กลับคืนสู่ร่าง
ทว่าในขณะที่กายหยาบของด่างนอนนิ่งสงบอยู่นั้น พญากุมภีร์กลับนึกสนุก ถอดจิตออกมาจากร่างในรูปกายแฝง เคลื่อนเข้าหาบุรุษร่างใหญ่
ผิวคล้ำแดด โน้มใบหน้าลงซุกไซ้ที่ซอกคอหนาของพ่อครูสัตยา ถือโอกาส
สูดดมกลิ่นเฉพาะตัวที่เขาโหยหามานานนับยี่สิบปีเข้าไปเต็มปอด
ขณะเดียวกันนั้นเอง เหล่าภูตผีและกุมารรับใช้ที่สิงสถิตอยู่ตามมุมมืดของห้องพิธีก็ต่างรับรู้ได้ถึงสิ่งผิดปกติ พวกมันพยายามจะปรากฏกายและส่งเสียงหวีดหวิวเพื่อเตือนภัยแก่เจ้านาย
(อย่าเสือก!)
ทว่าเพียงแค่ไชยเวศตวัดสายตาไปมองพร้อมกระแสจิตบริภาษด้วยคำสั้นๆ อำนาจอันทรงพลังของพญากุมภีร์ผู้ครองคุ้งน้ำก็สยบความวุ่นวายจนพวกวิญญาณเหล่านั้นสั่นเทา ความหวาดเกรงในตบะบารมีจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อนหรือปริปากเอ่ยคำใด ก่อนที่พ่อครูสัตยาจะชะงักมือที่กำลังบริกรรมคาถา คิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าเบื้องหน้า
“แปลกนัก...ข้าสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณหรือกระแสขวัญในร่างนี้
ไม่ได้เลย” เขาเอ่ยขึ้น
แววตาดุจพยัคฆ์หม่นแสงลงด้วยความสลดใจต่อหนุ่มหน้ามน
“สงสัยไอ้หนุ่มผู้นี้ จะสิ้นลมไปเสียแล้ว...”
“เป็นไปได้อย่างไรกันจ๊ะพ่อครู?” สรถามอย่างไม่เชื่อ เพราะเมื่อครู่มันยังพ่นน้ำใส่หน้าเขาอยู่เลย
“พวกเอ็งจงลงไปแจ้งข่าวในหมู่บ้านเสีย ให้ตามหาครอบครัวมารับศพไปทำพิธีตามกรรม ปล่อยทิ้งไว้บนเรือนข้าเช่นนี้ เห็นจะไม่เป็นการดี”
พญาไชยเวศได้ยินคำของสัตยาที่สั่งให้ศิษย์เตรียมนำร่างของตนไปทิ้งไว้นอกเรือน ก็พลันตระหนักได้ว่าตนเผลอไผลเสียเวลาไปกับการลวนลามอีกฝ่ายนานเกินไปจึงรีบพุ่งกลับเข้าสู่ร่างหยาบในทันที
“เฮือก!”
ร่างของชายหนุ่มผิวขาวซีดกระตุกเฮือก ก่อนเขาจะแสร้งทำทีเป็นสำลักน้ำไอโขลกออกมาเสียงดังสนั่น นัยน์ตาสีอำพันกลับลอบมองไปยังพ่อครูสัตยาเพียงผู้เดียว ไม่ได้สนใจศิษย์ทั้งสองที่นั่งล้อมหน้าล้อมหลังอยู่เลยแม้แต่น้อย
“ขอบน้ำใจที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ให้ข้าอยู่ทดแทนบุญคุณเจ้านะ”
เพียงฉับพลันชายหนุ่มก็เปลี่ยนท่าทีลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าโน้มตัวลงวางแขนลงบนหน้าตักพลางกดหัวลงแทนการคำนับ คนทั้งสามถึงกับอึ้งกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน จนไม่อยากจะเชื่อว่าชายผู้นี้พึ่งผ่านการจมน้ำมา
“ดูท่าทางหายดีแล้วนี่” พี่เดชเอ่ยถามแทน แต่พญาไชยเวศไม่สนใจที่จะตอบ
“เรียกพ่อครูท่านว่าเจ้ามาจากยุคไหนกัน เติบโตในวังหรือไร ต้องเรียกว่าท่านสิ” ไอ้สรถามพลางเอ่ยสอนสั่งอย่างอดไม่ได้
“ให้ข้าทดแทนบุญคุณท่านนะ”
แม้ฟังแล้วไม่ลื่นหูแต่เจ้าแห่งคุ้งน้ำอย่างพญาไชยเวศก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย
“ข้ามีนามว่า พะ...ด่าง”
สิ้นคำนั้น พ่อครูสัตยาที่เคยมีสีหน้าเรียบเฉยกลับชะงักงันไปชั่วครู่ ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยความรู้สึกที่ถาโถม ภาพของจระเข้เผือกตัวน้อย (ตรงไหน) ที่เคยแหวกว่ายอยู่เคียงข้างตนเมื่อยี่สิบปีก่อนแวบเข้ามาในห้วงคำนึงอีกครั้ง
“ไม่จำเป็นต้องทดแทนบุญคุณ การช่วยเหลือคนที่เดือดที่ร้อนมาเป็นหน้าที่ข้าอยู่แล้ว หากหายดีแล้วก็กลับไปเสีย”
‘ยิ่งชื่อเหมือนกัน ยิ่งเลี้ยงไว้ไม่ได้’
สัตยาสลัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เขาบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่ชื่อนั้นประจวบเหมาะกันก็เท่านั้น
“ยังไม่หาย”
“ก็ดูแข็งแรงเยี่ยงพ่อพันธุ์ม้า” ไอ้สรแอบบ่นเสียงงึมงำแต่ทุกคนในที่นั้นกลับได้ยินชัดเจน
“ก็บอกว่ายังไม่หาย!”
“พวกเอ็งเตรียมส่งแขกด้วย” พ่อครูกล่าวซ้ำ
“ข้าไม่ไปไม่มีที่ไป ห้ามไล่... หมายถึง... อย่าไล่ข้าเลย”
พญาไชยเวศในร่างจำแลงก็เอ่ยสวนขึ้นมาทันควัน ก่อนจะรีบเปลี่ยนคำพูดเหมือนโดนสายตาคมดุเหล่มอง พยายามทำแววตาสั่นระริกให้ดูน่าเวทนาจนไอ้สรที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เห็นเข้าก็ขมวดคิ้วมุ่น พลางเอ่ยปากถามอย่างสงสัย
“แล้วมาถึงที่นี่ได้อย่างไรกัน บ้านช่องอยู่ไหนถึงบอกว่าไม่มีที่ไป?”
พญาไชยเวศแสร้งทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ราวกับคนหลงลืมความทรงจำ
“จำไม่ได้ สงสัยตอนจมน้ำ ข้าจักสำลักน้ำเข้าไปมากจนลืมสิ้นทุกอย่าง แม้แต่บ้านข้าอยู่ที่ใดข้ายังนึกไม่ออกเลย”
แม้จะตอบคำถามคนเป็นลูกศิษย์แต่สายตากลับจับจ้องเพียงบุรุษใหญ่เพียงผู้เดียว เดชกับสรถึงกับหันมามองหน้ากัน ก่อนจะแอบป้องปากกระซิบกระซาบกันอย่างขัดใจ
“คนฟั่นเฟือนกระไรวะ...แค่จมน้ำแล้วมันเกี่ยวอะไรกับความจำเสื่อม พิลึกคนนักไอ้คนนี้”
“นั่นสิ ตามันก็เอาแต่จ้องพ่อครูท่าน ทั้งที่ข้าเป็นคนแบกมันขึ้นจากน้ำ ขอบคุณสักคำก็หามีไม่”
พญาไชยเวศไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกา เขาตีหน้าเศร้าเล่าต่อพร้อมเอ่ยขอร้องด้วยเสียงออดอ้อนและดูน่าสงสาร
“ขอให้ข้าพักอยู่ที่นี่ด้วยเถิดนะพ่อครู รับข้าเป็นศิษย์คอยปัดกวาดเช็ดถูหอนอนให้ท่านก็ได้ ข้าขอเพียงที่ซุกหัวนอนเท่านั้น”
“ดูมัน เรือนตั้งกว้าง แต่ปากมันบอกจะทำแค่หอนอนพ่อครูท่าน”
“มันคงไม่รู้ว่าพ่อครูไม่รับใครเป็นศิษย์มานมนานแล้ว ฝันเฟื่องแท้ๆ ฮึ”
ทั้งไอ้สรพี่เดชยังคงแอบกระซิบกระซาบคุยนินทาด้วยความหมั่นไส้
ผู้มาใหม่ แม้ในใจจะนึกชิงชังในความยโสโอหัง แต่ว่าก็ว่าพวกเขาก็ไม่ค่อยกล้าสบตาชายผู้นี้สักเท่าไหร่ มันดูเหมือนมีอำนาจลึกลับบางอย่างที่ทำให้ไม่กล้าแตะต้อง อีกทั้งยังมีดวงตาสีอำพันแปลกตาเหมือนพวกฝาหรั่งที่เคยผ่านมาแถวนี้
ทางพ่อครูสัตยาฟังแล้วก็นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ดวงตาคมจับจ้องมองร่างหนุ่มผิวขาวตรงหน้า ทว่าสุดท้ายเขาก็เพียงพยักหน้าส่งเดชด้วยความรำคาญใจ ก่อนจะสะบัดชายผ้าขาวม้าเดินหายลับกลับเข้าไปในห้องนอน ทิ้งให้พญากุมภีร์ในร่างมนุษย์ลอบยิ้มกริ่มอย่างพึงใจที่สามารถปักหลักอยู่ในถิ่นของเหยื่อได้สำเร็จตามแผนการดั่งใจหมาย
°°••....••°°.°°••....••°°
เมื่อราตรีกาลเข้าคลุมทุกพื้นที่ พญาไชยเวศที่นอนสงบนิ่งอยู่บนชานเรือนก็ถอดจิตออกจากร่างหยาบเคลื่อนคล้อยลงจากเรือนไทย มุ่งตรงไปยังคอกสัตว์ท้ายเรือน หวังจะไปพบปะเหล่าบริวารของตนที่แฝงตัวอยู่
ทว่าเพียงก้าวเข้าสู่เขตแดนรอยต่อของเรือน พญากุมภีร์ก็ต้องชะงักลง ครั้นเผชิญหน้ากับเจ้าที่ร่างตะคุ่มที่ยืนตระหง่านขวางทางอยู่
“มารคอหอยเยอะเสียจริง...”
พญาไชยเวศรู้อยู่เต็มอก สัตยาเป็นถึงพ่อครูก็คงต้องวางอาคมปกป้องเรือนไว้อย่างแน่นหนาอยู่แล้ว เจ้าที่ผู้นี้ก็คือหนึ่งในปราการด่านสำคัญ นัยน์ตาสีอำพันสุกสว่างขึ้นในความมืด จ้องมองวิญญาณผู้พิทักษ์เรือน
“เจ้าจงดูแลเรือนแห่งนี้ตามหน้าที่ของเจ้าไปเสีย” น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น “แต่อย่าได้ริอาจมาวุ่นวายกับข้าหรือบริวารของข้าเป็นอันขาด มิเช่นนั้น...”
เขาไม่เอ่ยให้จบความ ทว่ากลับจ้องมองใส่วิญญาณเจ้าที่ด้วยดวงตาที่เบิกกว้างขึ้น ส่งรัศมีพญากุมภีร์ผู้ครองคุ้มน้ำออกมาสะกด จนเจ้าที่ซึ่งแม้จะมีอาคมของพ่อครูคุ้มหัวยังต้องตัวสั่นงันงก ไม่กล้าแม้แต่จะส่งสัญญาณเตือนภัยใดๆ ออกไปให้ระคายถึงหูเจ้าของเรือนแม้เพียงนิดเดียว
“ท่านพญาขอรับ...ทางนี้ขอรับ”
ตอนนั้นเองไอ้เคี้ยงที่แฝงกายรออยู่ในเงามืดหลังคอกสัตว์ ด้วยรู้แจ้งแก่ใจว่าอย่างไรเสีย ยามวิกาลเช่นนี้เจ้านายเหนือหัวย่อมต้องถอดจิตลงพูดคุย
“ไอ้โขงเล่า?”
“อยู่คอกไก่ทางด้านโน้นขอรับ”
“ข้าก็ลืมถามว่าเหตุใดมันไม่จำแลงเป็นทุยเช่นเดียวกับเจ้า ไปเป็นไก่ทำไม”
พญาไชยเวศนึกสงสัย จระเข้เป็นสัตว์กินเนื้อ โดยเฉพาะเนื้อไก่เนื้อปลา มันจะแปลงเป็นเหยื่อตนเองหาหอกอะไร
“ท่านก็รู้ว่าไอ้โขงนั้นเป็นจระเข้ที่รักสะอาดยิ่งกว่าตัวใด นับแต่มันจำแลงเป็นไก่ฟ้าพญาลอ มันก็ชูคอ นานๆ จะยอมมาหาข้าถึงคอก เห็นมันว่ากลัวขนที่พ่อครูช่วยแปลงให้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนเงางามจะเปรอะขี้โคลน”
เมื่อได้ฟังเรื่องไม่เข้าหูเช่นนั้น ร่างทิพย์ของพญากุมภีร์ก็หน้าตึงขึ้นมาทันตาเห็น เขาตวัดมองไปทางตัวต้นเหตุอย่างไอ้โขงที่หมอบนิ่งอยู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
“เจ้าเล่ห์นักนะ มึงไปบอกมัน หากยังกล้าให้สัตยาของกูแตะต้องร่างกายมัน กูจักเป็นคนจับมึงมาถอนขนออกให้เกลี้ยงแล้วเสียบไม้ปิ้งกินเสียให้สิ้นซาก!”
“ขอรับท่านพญา”
“สัตยาชอบไก่รึไร?”
ไอ้เคี้ยงถึงกับเอียงคอด้วยความงุนงง ก่อนจะกระจ่างแก่ใจว่าพญาท่านคงหมายถึง เหตุใดพ่อครูถึงเอ็นดูไอ้โขงกระมัง
“ไม่ได้ชอบไก่หรอกขอรับ แต่หากมีสิ่งนึง”
“กระไรก็เร่งว่ามา”
“ไอ้โขงมันเข้ากับไก่ตัวอื่นไม่ได้ อาจเพราะมันขี้ถือตัว พอมันไม่ยอมกินข้าวเปลือก มันก็ไม่ต่างจากไก่ป่วย พ่อครูสงสารจึงเมตตามันมากกว่าตัวอื่น หากเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อน ท่านพญาไม่แข็งใส่เจ้ากุมภีร์ ท่านก็คงไม่ถูกขังมานานถึงเพียงนี้ จะเจ้ากุมภีร์หรือพ่อครูขอเพียงแต่ทำให้ใจอ่อนได้ก็มิต่างกันขอรับ”
ไอ้เคี้ยงเปรียบเปรยโดยพยายามให้คำแนะนำอ้อมๆ แทนการสอนสั่ง เนื่องจากเขาเป็นเพื่อนเล่นและข้ารับใช้ของพญาไชยเวศผู้นี้มานาน หากพละกำลังไม่เป็นรองใครฉันใด ความดื้อรั้นของท่านพญาก็ไม่เป็นสองรองใครฉันนั้น
พญาไชยเวศฉีกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ เมื่อถูกบริวารชี้แนะประหนึ่ง
ชี้โพรงให้จระเข้ มีหรือจะไม่รีบคว้าเอาไว้
“หึ สัตยาหนอสัตยา ใจอ่อนเช่นนี้ก็เสร็จข้าล่ะสิ”
แอ๊ด~
พญาไชยเวศชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้องจากไกลๆ และยังสัมผัสได้ถึงเสียงฝีเท้าของสัตยาที่กำลังเยื้องกรายก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างหยาบของเขาที่นอนอยู่
“ด่าง...”
