บทที่ 16 บทที่ ๑๐

แอ๊ด...

ไอ้เคี้ยงยังไม่ทันได้ขยับเขยื้อนกาย ดวงจิตของพญาไชยเวศก็พุ่งทะยาน กลับคืนสู่เรือนไทยที่ตั้งกายหยาบของตนอย่างรวดเร็วปานลมกรด ในพริบตาที่จิตแทรกคืนเข้าสู่ร่างหยาบ

“เฮือก...!”

พญาไชยเวศนึกใจหายแวบ หากเขาช้าไปเพียงลมหายใจเดียว เห็นทีความคงได้แตกไปแล้ว พญาจระเข้หนุ่มจึงรีบสลัดความตระหนกทิ้งแล้วแสร้งทอดกายหลับใหลต่ออย่างแนบเนียน

“...”

ร่างสูงใหญ่เพียงแต่ยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู แสงเทียนสลัวที่ทอดเงาเหยียดยาวไปตามพื้นไม้ สว่างพอให้สัตยาหยุดยืนและมองร่างของชายหนุ่มผิวขาวซีดนั้นได้ชัดแจ้ง

สายตาคู่นั้นยากจะอ่านความหมายเมื่อในหัวพ่อครูผู้เก่งกาจยังคงครุ่นคิด วนเวียนอยู่แต่กับความบังเอิญของชื่อที่เหมือนกันนั้น และจระเข้เผือกในอดีตที่ตามหลอกหลอน ทว่าสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจดับความฟุ้งซ่านนั้นลงแล้วเยื้องกรายเข้าไปหยุดข้างตั่งนอนเพื่อตรวจดูอาการคนเคราะห์ร้ายอีกครา

ฝ่ามือหนาที่ผ่านการบริกรรมพระเวทมานับต่อนับทาบลงบนหน้าผากเนียน ครั้นไม่พบสัมผัสไอร้อนระอุของพิษไข้แม้แต่น้อย ซ้ำดูแล้วว่าร่างกายอีกฝ่ายก็ยังคงเป็นปกติสม่ำเสมอ สัตยาก็พอเบาใจลงและทำท่าจะหันหลังเดินออกจากห้องไป

ทว่าพญาไชยเวศมีหรือจะยอมปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอย

“นะ...หนาว...” เขาแสร้งทำทีเป็นละเมอพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แทบฟังไม่ได้ศัพท์

มือเรียวก็คว้าสะเปะสะปะไปตามชายผ้าขาวม้าของชายอีกคน ประหนึ่งต้องการที่ยึดเหนี่ยวจนสัตยาได้แต่ชะงักฝีเท้าด้วยความประหลาดใจ เพลานั้นเอง ด้วยตบะบารมีที่ไชยเวศจงใจเร่งเร้า กายหยาบที่เคยเย็นเชียบจึงร้อนระอุขึ้นมาฉับพลัน

พ่อครูสัตยาสีหน้าแปรเปลี่ยนไปทันที เขาหันกลับมาสัมผัสเนื้อตัวชายหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้สัมผัสร้อนผ่าวปะทะเข้ากับฝ่ามือจนเขานึกหวั่นใจ

“อุบ๊ะ...เหตุใดไข้จึงขึ้นรวดเร็วปานนี้” ชายร่างกำยำพึมพำด้วยความเวทนาที่ผุดขึ้นกลางอก “หากปล่อยทิ้งไว้เห็นทีมันจักมาตายคาเรือนข้าเสียเป็นแน่”

ด้วยมโนธรรมและความสงสารที่ห้ามไม่อยู่ ท้ายที่สุดแล้ว สัตยาจึงตัดสินใจยกเลิกความตั้งใจที่จะกลับไปยังหอนอนของตน

เขาขยับกายออกไปตระเตรียมชุบผ้าเช็ดตัวและจัดหายามาเพื่อให้ชายหนุ่ม เห็นทีคงจะต้องนั่งเฝ้าไข้ชายแปลกหน้าผู้นี้คอยป้อนยาและเช็ดตัวทุกฆ้องยาม อยู่จนกว่ารุ่งสางของวันพรุ่งจะมาถึง

ตลอดทั้งคืนนั้นที่แสนยาวนาน ภายใต้แสงจัทร์ฉายริบหรี่ พ่อครูสัตยาเอนกายลงเอาแขนยันหัวต่างหมอนอยู่ข้างกายศิษย์คนใหม่ โดยมีบ้างที่อาจเผลอปิดเปลือกตาไปชั่วครู่เพื่อพักสายตา แต่กลายเป็นเผลองีบหลับไปตอนไหน

ก็ไม่ทันรู้ตัว ทว่าพญาไชยเวศในร่างมนุษย์หาได้หลับใหลลงจริงไม่ จิตวิญญาณ

แห่งพญากุมภีร์กำลังดื่มด่ำกับโอกาสที่เฝ้ารอมาเนิ่นนาน

หลายคราที่เขาแสร้งขยับกายสั่นเทิ้ม ทำราวกับถูกความหนาวเหน็บจากก้นนทีเข้าจู่โจมก็เพื่อจะถลาเข้าไปอิงแอบแนบชิด ฉกฉวยโอกาสทองพยายามโอบกอดร่างกำยำของพ่อครูสัตยาไว้แน่น

มือเรียวขาวลูบไล้ไปตามต้นต้นแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและอักขระยันต์ ซ้ำแล้วพญาไชยเวศยังแกล้งซุกไซ้ใบหน้าลงกับซอกคอหนาของชายข้างกาย สูดดมกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์และจงใจผ่อนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดผิวเนื้อของอีกฝ่ายอย่างย่ามใจ จนสัตยาที่รู้สึกตัวเมื่อถูกสัมผัสหนักเข้าต้องขมวดคิ้วมุ่น

“อยู่นิ่งๆ ก่อน พิษไข้คงกำลังสำแดงเดช เอ็งถึงได้หนาวเพียงนี้”

เขาออกปากด้วยน้ำเสียงเหมือนดุ แต่แฝงด้วยความเป็นห่วงมากกว่าครึ่ง ฝ่ามือหนาเอื้อมไปหยิบผ้ามาบิดน้ำออกหมาดๆ และเช็ดตัวให้ซ้ำ เพื่อหวังให้ช่วยบรรเทาความร้อนระอุให้เด็กน่าสงสารผู้นี้

“เลิกกอดข้าก่อน ข้าเช็ดตัวให้ไม่ถนัด”

สัตยาหาได้ติดใจสงสัยในท่าทีจาบจ้วงเหล่านั้นไม่ ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความเวทนาคิดไปว่าคนป่วยเพียงแค่ละเมอควานหาไออุ่นเพราะพิษไข้รุมเร้า

ไม่ได้ล่วงรู้แม้แต่น้อยว่าภายใต้ท่าทางที่ดูทุกข์ทรมานนั้น เจ้าจระเข้เผือกตัวดีกำลังเริงร่าอยู่ภายในอกอย่างถึงที่สุด พึงใจยิ่งนักที่ได้เกลือกกลิ้งอยู่บนสัมผัสของบุรุษที่ตนถวิลหา โดยที่อีกฝ่ายไม่อาจรู้เท่าทันกลโกงของกุมภีร์เจ้าเล่ห์ตนนี้เลยแม้เพียงนิด

จ๊วบ!

“อึก...!”

ขณะสัตยากำลังประคองหัวเขาเพื่อใช้ผ้าเช็ดที่หลังคอ เมื่อสันจมูกปัดป่ายอยู่ใกล้แผงอกกำยำ เขาก็เผลอเคลื่อนตัวลงเล็กน้อยก่อนจะอ้าปากครอบลงบนป้านถันสีเข้มและออกแรงดูดราวกับทารกเข้าเต้า

“อื้อ...ปล่อยกู...ด่าง...”

มือพ่อครูจิกลงบนผ้าเช็ดตัวที่แนบอยู่ตรงสะบัก ส่วนมืออีกข้างก็ขยำผมพยายามจิกแล้วออกแรงดึงรั้งไปด้านหลังเพื่อให้อีกฝ่ายเจ็บ จะได้ปล่อยอกเขาให้เป็นอิสระเสียที แต่กลับกันไอ้หนุ่มกลับทั้งดูดย้ำทั้งยังใช้ลิ้นเลียถันไปมาจนคนเป็นพ่อครูรู้สึกเสียวแปลกๆ ที่ท้องน้อย

“ปล่อยสิวะ...”

ยังไม่ยอมแพ้เมื่ออีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะยอมปล่อย ฝ่ามือหนาจึงตีลงบนแขนแกร่งดังป้าบๆ เพื่อหวังให้ตนหลุดจากพันธนาการ แต่ก็ไม่ได้ผล ราวกับเนื้อนั้นทำจากหิน ไม่มีความรู้สึกเจ็บหรือเขยื้อนแม้แต่น้อย

พ่อครูไม่เคยเห็นคนไข้ขึ้นมีอาการเช่นนี้มาก่อน เมื่อไม้แข็งไม่ได้ผล พ่อครูสัตยาจึงลองใช้ไม้อ่อน โดยเปลี่ยนจากจิกผมมาเป็นลูบหัวทุยพร้อมเอ่ยเบาๆ

“โถ่เอ๋ย... เฮ้อ... ขวัญเอ๊ยขวัญมา ขวัญใดลอยไปจงกลับเข้ามา ข้ามิใช่แม่เอ็ง ปล่อยข้าเถิดหนา”

ตามจริงพญาไชยเวศไม่คิดจะปล่อย แต่กลัวว่าจะทำให้ไก่ตื่น จึงค่อยๆ ถอนปากออกอย่างนึกเสียดาย ก่อนจะร้องเรียกใครบางคนเพื่อความเนียน

“แม่...แม่จ๋า...”

“เฮ้อ...”

สัตยาช่วยประคองหัวให้หัวไอ้ด่างเอนลงกับหมอนหนุนตามเดิม และถอยออกมาใช้ผ้าผืนเดียวที่มีเช็ดยอดปทุมสีน้ำตาลเข้มที่เปรอะเปื้อนน้ำลายให้สะอาด ก่อนจะเขยิบมานั่งคอยดูแลผู้ไข้อยู่ข้างๆ

โดยไม่รู้ว่าอีกคนนั้นฉีกยิ้มนอนหลับพริ้มอย่างพึงพอใจกับค่ำคืนนี้เพียงใด

°°••....••°°.°°••....••°°

ไอ้ด่างนอนซมอยู่หลายชั่วยาม ตลอดเพลาสามวันสามคืนที่ผ่านมา สัตยาจึงต้องทนเปลืองเนื้อเปลืองตัวใกล้ชิดประคองร่างของมันไม่ได้ห่างกายแม้ครู่เดียว

กระทั่งยามที่ศิษย์อย่างสรหรือเดชจักเข้ามาสลับผลัดเปลี่ยนเพื่อเฝ้าไข้แทน ไอ้เด็กแปลกหน้าผู้นี้ก็กลับทำท่าทีเป็นกระสับกระส่าย แสร้งเพ้อพร่ำร้องเรียกแต่ชื่อของพ่อครูไม่ขาดปาก เสียงสั่นเครือออดอ้อนคอยวอนขอให้พ่อครูช่วยด้วยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“พ่อครู...ช่วยข้าด้วย พ่อครูจ๋า...อย่าทิ้งข้าไป” มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พลางคว้ามือหนามาเกาะกุมไว้แน่น ดวงตาสีอำพันฉายแววละห้อย ยิ่งดูน่าเวทนา ยามจ้องหน้าสัตยา

“ตั้งแต่ข้าฟื้นคืนสติมาได้เห็นหน้าพ่อครู ข้าก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย หากไม่ได้เห็นอีก ข้าคงไม่มีแรงใจหายในเร็ววันเป็นแน่จ้ะ”

ชายโตกว่าฟังแล้วก็ได้แต่ทอดถอนลมหายใจลากยาวด้วยความระอาแกมขัดใจ ทว่าลึกๆ ในใจ สัตยาย่อมรู้ดีว่าชื่อของไอ้ด่างนั้น มีอิทธิพลเหนือใจแกร่งของตนอย่างน่าประหลาด

นับวันศิษย์คนใหม่จะพูดจาฉอเลาะจ๊ะจ๋าหนักกว่าเดิม มันทำให้พ่อครูไม่สามารถวางมาดแข็งใส่ มีแต่อ่อนใจต้องยอมดูแลปรนนิบัติไอ้เด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยตนเองต่อไป

“อะไรของมันวะพี่เดช จมน้ำแค่ทีเดียวกลับจำอะไรไม่ได้ แล้วยังมาทำตัวติดพ่อครู ปานเงาตามตัว” สรแอบกระซิบกระซาบ พลางยืนกอดอกมองมาจากทางประตู “ทีพวกเราจะเข้าไปใกล้ มันกลับทำท่าทางขู่ฟ่อๆ เยี่ยงหมา”

“ข้าก็ว่าแบบนั้น ดูท่ามันจักติดพ่อครูแจเสียยิ่งกว่าพวกเราที่อยู่มาหลายปีเสียอีก” เดชตอบพลางส่ายหัว สายตาก็มองไปยังสัตยาที่กำลังบรรจงเช็ดตัวให้ไอ้ด่าง ก่อนจะที่สรจะว่าต่อ

“พ่อครูท่านก็หนา ปากบอกปัดๆ ไม่สนใจ แต่พอไอ้ด่างมันเรียกชื่อเข้าหน่อยก็เห็นท่านใจอ่อนลงเสียทุกทีไป”

พญาไชยเวศในร่างกุมภีร์แอบเหยียดยิ้มเยาะอยู่ในใจ เขาได้ยินทุกอย่าง แต่แล้วอย่างไรเล่า ใครจะกล้ามาพรากสัตยาไปจากอกเขาได้เชียวหรือ เขาเฝ้ารอเวลานี้มานานนับยี่สิบปีเชียว แผนการล่อลวงให้พ่อครูติดบ่วงของเขาน่ะ มันแค่เพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น

“ท่านพญา ไอ้เคี้ยงมาแล้วขอรับ”

ไอ้เคี้ยงที่คอยลอบมองหาจังหวะอยู่ตลอด พอเห็นว่าพ่อครูสัตยาเยื้องกรายลงจากเรือนเพื่อไปจัดการธุระทางพระเวทให้ชาวบ้านเพียงชั่วครู่ มันจึงรีบสบโอกาสถอดจิตเข้ามาหาเจ้านายถึงริมตั่งนอนในสภาพสัตว์เลื้อยคลานดังเดิม

“โถ ท่านพญาของข้า มาเป็นมนุษย์ได้ไม่นานก็ป่วยไข้เสียแล้ว เรากลับคุ้งน้ำกันดีไหมขอรับ”

“ไข้บ้าบอกระไร ข้าดูป่วยรึ” ว่าแล้วพญาไชยเวศก็ลุกขึ้นนั่งราวกับไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่ไอ้เคี้ยงได้ยินมา

“อ้าว ท่านพญาหลอกเคี้ยง”

พรึ่บ!

ฉับพลันก็ปรากฏร่างโปร่งแสงของไอ้โขงก็มาในสภาพเดียวกับไอ้เคี้ยง สาเหตุที่ทั้งสองสามารถขึ้นเรือนได้นั้นก็เพราะนายของพวกเขาขู่ผีบ้านผีเรือนไว้หมดแล้ว

“โขงมาแล้วขอรับท่านพญา เป็นอย่างไรบ้าง มึงให้ท่านลุกมาทำกระไรวะ ท่านป่วยอยู่ไม่รู้ความรึไร”

“พวกมึงนี่น่ารำคาญเสียจริง ไปซะไป กูจะนอนรอพ่อครูกู”

“ตั้งแต่ข้าแฝงกายปะปนอยู่กับพวกมนุษย์มายี่สิบปี ข้าไม่เคยเห็น

อีหน้าไหนมันจักไข้หนักไข้นานจนปานจะขาดใจได้เท่าท่านเลยนะขอรับ”

มันว่าพลางเหลือบมองสภาพพญาไชยเวศที่ยามนี้กลับไปทำท่านอนระทดระทวย ประหนึ่งเป็นพญาอินทรีย์ปีกหักมาหลายเพลาแล้วก็อดรนทนไม่ได้เลยต้องรีบเอ่ยเตือนสติ

“จริงอย่างที่ไอ้เคี้ยงว่า มนุษย์ปกติเขาเป็นไข้กันมิกี่วันก็ฟื้นคืนพละกำลังแล้ว หากท่านยังนอนซมกินแรงพ่อครูต่อ ข้าเกรงว่าความจะแตกเข้าสักวัน”

พญาไชยเวศได้ยินคำไม่เข้าหูดังนั้นก็รีบสะบัดหน้าหนี นัยน์ตา

สีอำพันฉายแววขัดใจและไม่ค่อยพอใจตั้งแต่รุ่งเช้าที่สัตยาทิ้งตนไป แม้จะ

ตัวติดกันแจมานานหลายวันแล้วก็ตามที ทว่าเมื่อนึกตามคำเตือนของไอ้เคี้ยงไอ้โขงว่าหากปล่อยตนเองป่วยนานกว่านี้พ่อครูอาจจะเริ่มระแคะระคายจน

ตนถูกไล่ตะเพิดออกจากเรือนไปเสียก่อน พญากุมภีร์หนุ่มจึงจำต้องถอนหายใจยาวอย่างจนใจ

“เออ! ข้ารู้แล้ว ข้าจักหายไข้เดี๋ยวนี้เลยละกัน ขืนช้าไปกว่านี้เดี๋ยว

สัตยาจะหาว่าข้าเป็นพวกมนุษย์ขี้โรคไปเสียก่อน”

สิ้นคำเจ้าตัวก็แอบบริกรรมคาถาเรียกคืนตบะบารมี เสกบันดาล

ไอร้อนระอุที่จงใจสร้างขึ้นให้มลายหายไปสิ้น

เพียงพริบตา ผิวพรรณที่เคยแสร้งซีดเซียวกลับมาผุดผ่องมีเลือดฝาดปานงาช้างขัด พญากุมภีร์ในร่างจำแลงขยับกายนั่งตัวตรงเตรียมสวมบทบาทหนุ่มน้อยผู้หายไข้ปลิดทิ้ง ทิ้งไว้เพียงไอ้เคี้ยงไอ้โขงที่แอบหัวเราะคิกคักกับความงอแงของเจ้าเหนือหัวที่ดูจะหลงเสน่ห์พ่อครูจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว

°°••....••°°.°°••....••°°

เมื่อพ่อครูกลับมาถึงเรือนก็ต้องประหลาดใจที่เห็นไอ้ด่างกลับมาแข็งแรงดีราวกับคนที่ไม่เคยเป็นไข้มาก่อน

พอกายหยาบไม่ต้องแสร้งป่วยต่อ พญาไชยเวศในคราบของไอ้ด่างก็ไม่ยอมอยู่เฉย คอยตามติดพ่อครูสัตยาประหนึ่งเงาตามตัว อยากจะมีส่วนร่วมไปกับหนุ่มใหญ่เสียทุกอย่าง

ครั้นถึงเพลาโพล้เพล้ที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชาด สรก็ยกสำรับกับข้าวเดินรี่เข้ามา หมายจะนำไปวางให้ผู้เป็นอาจารย์ตามปกติ ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าถึงตัวพ่อครู ไอ้ด่างตัวดีที่แฝงกายอยู่ข้างเสาก็พุ่งปราดเข้าไปขวางหน้าไว้เสียก่อน

“ส่งมาให้ข้า หน้าที่ปรนนิบัติพ่อครูยามนี้ ข้าจักขอรับผิดชอบเอง”

พญาไชยเวศเอ่ย พลางยื่นมือไปฉุดดึงสำรับมาอย่างรวดเร็ว ในจังหวะ

ที่สรยังมิทันตั้งตัว พญากุมภีร์ในร่างมนุษย์ก็หรี่ดวงตาสีอำพันลง พลางกรีดยิ้มที่ดูอย่างไรก็ไม่เป็นมิตรแม้แต่น้อย ออกจะเป็นเชิงดุร้ายไม่ต่างจากสัตว์ร้ายที่หวงเหยื่อมากกว่า

ทว่าเพียงพริบตาเดียว เมื่อมันหันไปหาพ่อครู ใบหน้าดุดันนั้นกลับมลายหายไปสิ้น เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มละไมละเมียดละไมดูซื่อบริสุทธิ์ ทิ้งให้สรได้แต่งงงวย ยืนเกาหัวแกรกด้วยความฉงนว่าเมื่อครู่ตนหูตาฝาดไปเองรึไม่

“ข้าขอร่วมวงกินข้าวกับพ่อครูด้วยคนสิจ๊ะ” เด็กหนุ่มเจ้าปัญหาเอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวาน พลางช้อนตาขึ้นมองอย่างออดอ้อน

“เอ็งลงไปกินกับพวกพี่เดชไอ้สรข้างล่างโน่นไป ข้าไม่ชอบกินข้าวร่วม

กับใคร” สัตยาก็เอ่ยไล่ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำไปทันควัน

เมื่อเห็นว่าพ่อครูยังใจแข็ง พญาจระเข้ก็รีบตีหน้าเศร้า เค้นหยาดน้ำตาขึ้นมาคลอเบ้า

“ข้ามันก็แค่คนมาขออาศัย พึ่งเป็นศิษย์มาใหม่ จักกล้าไปแย่งพวกเขาได้อย่างไรกัน ถ้าลำบากเช่นนั้น พ่อครูกินก่อนเถิดจ้ะ ข้าไม่เป็นไรไม่กินก็ได้”

ถ้อยคำตัดพ้อที่ทั้งน่าเวทนาและน่าหมั่นไส้ในคราวเดียวกันนั้นทำให้พ่อครูหนุ่มใหญ่ถึงกับใจอ่อนยวบ เขาถอนหายใจยาวอย่างจนใจ ก่อนจะพยักหน้าให้มันนั่งลงแล้วแบ่งอาหารในถาดของตนให้ครึ่งหนึ่ง ทว่าไอ้พญาจระเข้จอมเจ้าเล่ห์ได้คืบจะเอาศอก แสร้งทำเป็นยกมือขึ้นมาอย่างยากลำบากแลยังนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด

“โอ๊ย...เหตุใดแขนข้าจึงไร้เรี่ยวแรงปานนี้ สงสัยไข้จักกลับมาเล่นงานอีกแล้ว หยิบจับช้อนก็ไม่ไหว... ไม่รู้พ่อครูช่วยเมตตาป้อนข้าสักคำสองคำได้ไหมจ๊ะ?”

สัตยาถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกละรอกจนอกกระเพื่อม สายตาก็มองดูใบหน้าหนุ่มน้อยที่ดูน่าสงสารจนยากจะปฏิเสธ สุดท้าย เขาก็จำต้องบรรจงตักข้าวส่งเข้าปากไอ้ด่างทุกฆ้องคำ ท่ามกลางสายตาขัดอกขัดใจของสรที่ยังยืนงงมิหาย

ส่วนพญาไชยเวศนั้นหรือ...?

(หวานปากข้าล่ะ หึๆๆ)

ภายในอกกลับเริงร่าพึงใจที่ได้ลิ้มรสอาหารที่คลุกเคล้าไปด้วยความเมตตาจากมือบุรุษที่ตนรักสุดหัวใจ

นับแต่มื้อนั้นเป็นต้นมา พญาไชยเวศในคราบไอ้ด่างก็เพียรหาข้ออ้างเข้ามาร่วมวงโอชะกับพ่อครูสัตยาไม่ได้ขาด จนท้ายที่สุดสรและเดชผู้เป็นศิษย์รับใช้ก็จำต้องจัดเตรียมสำรับคาวหวานเพิ่มอีกส่วนลงในถาดทองเหลืองใบเดียวกับของครูบาอาจารย์ให้จนได้

“...”

สัตยายังคงนั่งนิ่ง ก้มหน้าก้มตาเปิบข้าวเข้าปากด้วยกิริยาอันสำรวม ตามวิสัยผู้ถือครองพระเวทเฉกเช่นทุกวัน ทว่าในชั่วขณะที่สายตาคมดุจพยัคฆ์เผลอชำเลืองมองไปยังเด็กหนุ่มผิวขาวผ่องที่นั่งร่วมวงกินข้าวอยู่นั้น

“วันนี้แกงกะทิถูกปากข้าดีจริง พ่อครูเองก็ชอบใช่หรือไม่?”

ลำคอที่เคยตีบตันด้วยความอ้างว้าง กลับรู้สึกคล่องคอขึ้นอย่างน่าประหลาด

หัวใจที่เคยแห้งเหี่ยว ราวแผ่นดินแตกระแหง กลับได้รับหยาดน้ำชโลมให้ชุ่มชื่นขึ้นทีละน้อย กระทั่งตัวสัตยาเองก็ยังนึกฉงนในใจ เหตุใดตนจึงรู้สึกดีปานนี้...

อาจเป็นเพราะเขาได้ปิดตายประตูใจ ปลีกวิเวกไม่ยอมกินข้าวร่วมถาดกับใครหน้าไหนมานับสิบปีแล้ว นับตั้งแต่โศกนาฏกรรมในวันนั้นที่พรากทุกสิ่งไปจากชีวิต สัตยาก็เพียงแต่ใช้ความเงียบเหงาเป็นเครื่องจองจำตนเองเรื่อยมา

“เอาเนื้อปลาอีกไหม ประเดี๋ยวข้าแกะให้”

ทว่ายามนี้ที่ความเงียบสงัดบนเรือนไทยอันเงียบเหงา กลับถูกทำลายลงด้วยเสียงเคี้ยวข้าวน้อยๆ และประกายตาซุกซนของไอ้ด่าง บรรยากาศที่เคยเย็นเยียบดุจขุมนรกจึงเริ่มมีไออุ่นของบางสิ่งแผ่ซ่านเข้ามาทีละนิด โดยที่พ่อครูผู้แกร่งกล้าไม่เคยรู้ตัวเลยว่าปราการที่เขาสร้างไว้้กำลังเริ่มสั่นคลอนเพราะกุมภีร์เจ้าเล่ห์ตนนี้เสียแล้ว

ความเงียบเหงาจนเคยชินที่คิดว่าไม่รู้สึกอะไรมาเนิ่นนาน แต่กลับมารู้สึกได้ในไม่กี่วันที่มีผู้มาใหม่มาอาศัยอยู่

ความรู้สึกพวกนี้มันคืออะไรกันแน่นะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป