บทที่ 17 บทที่ ๑๑

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ไอ้เด็กแปลกหน้าก็เริ่มแทรกซึมเข้าไปอยู่ในลมหายใจเข้าออกของพ่อครูสัตยามากขึ้นทุกที ประหนึ่งเถาวัลย์ที่ค่อยๆ เลื้อยพันโอบล้อมต้นไม้ใหญ่ไว้

ยามที่ชาวบ้านพากันมาหาที่เรือนเพื่อขอให้พ่อครูช่วยปัดเป่าทุกข์ร้อนหรือทำพิธีมงคล ไอ้ด่างก็จะรีบเสนอหน้า พาเรือนร่างสูงโปร่งของตนเข้าไปนั่งคุกเข่าประกบอยู่ข้างกายพ่อครูไม่เคยให้ห่าง คอยช่วยหยิบจับคันโทน้ำมนต์ แบกพานพุ่ม หรือส่งหญ้าคาให้อย่างรู้งาน ทั้งที่สัตยายังไม่ทันเปิดปากว่าคำใด

ลำบากก็แต่สรกับเดชที่เคยเป็นศิษย์ก้นกุฏิคอยปรนนิบัติอยู่ข้างตัวต้องถูกไอ้ด่างแย่งหน้าที่ ครั้นจะเข้าไปขัดไปห้ามมันก็จะใช้สายตาคมปลาบและท่าทีที่ดูยังไงๆ ทว่าก็แสร้งให้ดูละเมียดละไมเพื่อผลักไสพวกเขาออกไปทีละน้อย

ท้ายที่สุด ทั้งสองต้องระเห็จไปหยิบจับงานจิปาถะอื่นอยู่ห่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียอย่างนั้น

“ดูมันเถิด พี่เดช...มันมาอยู่ไม่กี่น้ำ กลับทำตัวราวกับเป็นศิษย์เอกแทนพวกเราไปเสียแล้วเนี่ย” สรเอ่ย

มือก็ขยี้หัวไปด้วยความหัวเสีย ขณะที่มองดูร่างของเด็กหนุ่มตัวดีขยับกายเข้าไปกระซิบกระซาบข้างหูพ่อครูอย่างสนิทสนม

“กูก็งงเช่นมึงแหละไอ้สร พ่อครูท่านรึ? ปกติก็เคร่งครัดนักหนา แต่พอเป็นไอ้ด่างหน่อยล่ะ จะหยิบจับอะไร ท่านกลับนิ่งเฉย ยอมให้มันอยู่ข้างกาย ไม่ออกปากไล่สักคำ” เดชว่าต่อด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

ใจหนึ่งก็หมั่นไส้ อีกใจหนึ่งก็ฉงนในท่าทีประหลาดของแขกผู้มาเยือนคนนี้ สงสัยมันจะสติฟั่นเฟือนจริงอย่างที่ปากมันว่า

บรรยากาศยามบ่าย ณ ลานหน้าเรือนไทยของพ่อครูสัตยาวันนี้

ดูคึกคักเป็นพิเศษ แสงแดดรำไรทอดลำผ่านยอดไม้ลงมากระทบกลุ่มชาวบ้านที่นั่งออกันอยู่เนืองแน่น

บ้างก็หอบหิ้วพานธูปเทียนเพื่อมาขอให้พ่อครูเป่ากระหม่อมขับไล่เสนียดจัญไร บ้างก็เป็นหญิงสาวต่างหมู่บ้านที่ตั้งใจมาขอลงนะเมตตามหานิยม ด้วยหวังในพุทธคุณให้เป็นที่รักใคร่เอ็นดู ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายนั้น กลับมีจุดหนึ่งที่ทำให้ทุกคนต้องลอบมองด้วยความฉงนสงสัย

“...”

นั่นคือไอ้ด่าง เด็กหนุ่มผิวขาวนวลในบ้านพ่อครูที่ปกติ คนเขาก็ว่ากันว่ามันมักจะคอยส่งยิ้มหวานและแจกจ่ายความสดใสอยู่ข้างกายพ่อครูเสมอ แต่วันนี้กลับไปนั่งนิ่งเงียบ ประหนึ่งรูปสลัก ไร้ซึ่งชีวิตชีวา ใบหน้าที่เคยหมดจดยับยู่ยี่บูดบึ้ง

ร่างโปร่งบางนั่งขัดสมาธิกอดอกแน่น ดวงตาสีอำพันฉายแววขุ่นมัวอย่างปิดไม่มิด ปากคอเม้มสนิทจนเป็นเส้นตรง แต่ที่ประหลาดที่สุดเห็นจะเป็นกระพุ้งแก้มของมันที่พองโตออกทั้งสองข้างราวกับอมลูกมะนาวเอาไว้จนเต็มปาก ไม่ยอมขยับเขยื้อนหรือพูดจาตอบโต้กับใครแม้แต่คำเดียว

“เป็นอะไรของมึงวะ? ไอ้ด่าง หน้าตายับยู่ยี่ดูไม่ได้เชียว” สรที่เดินผ่านมาเอ่ยปากถาม พลางขมวดคิ้วมองเจ้าของชื่อด้วยความหมั่นไส้ ขนาด

อยู่เรือนเดียวกันมาหลายวัน มันยังไม่ยอมมาทำตัวสนิทชิดเชื้อกับพวกเขา

แม้แต่น้อย

“...”

“พ่อครูท่านเรียกหาคันโทน้ำมนต์ มึงไม่นำไปถวายรึ นั่งเป็นใบ้อยู่

นั่นแหละ”

ทว่าไอ้ด่างก็ยังไม่ยอมเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา เพียงแค่ตวัดสายตาขุ่นขวางไปสลับมองสรครู่หนึ่งเดชครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าหนี กลับไปจ้องมองเหล่าสตรีชาวบ้านที่พากันมาชม้อยชะม้ายชายตาให้พ่อครูสัตยาด้วยความรู้สึกอัดอั้นที่ลุกโชนอยู่ในอก

พญาไชยเวศในร่างจำแลงเอาแต่แอบส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอเบาๆ เรียกร้องความสนใจ ทว่าเสียงนั้นกลับฟังดูพิลึกพิลั่นยิ่งนัก แม้แต่เดชที่พยายามจะเข้าไปชวนคุยแก้เซ็งก็ถูกไอ้เด็กผู้นี้จ้องเขม็งจนต้องถอยร่นออกมาด้วยความพรั่นใจ

“...”

กระทั่งสัตยาเองที่กำลังบริกรรมคาถาก็พลันต้องหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเหลือบสายตาไปเห็นเข้าว่าเด็กหนุ่มที่นั่งหน้ายักษ์อยู่ข้างตัว แปลกไปจริงๆ ด้วยความสงสัยระคนอ่อนใจ

แม้จะรู้สึกแปลกใจที่มันทำตัวนิ่งสนิทผิดปกติ แต่ด้วยภาระหน้าที่ตรงหน้า พ่อครูอย่างเขาจึงไม่มีทางเลือก นอกจากต้องสงบปากสงบคำ จะให้คิดเข้าไปเซ้าซี้เอาความกับเด็กอย่างมันให้เสียพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ก็คงไม่ได้

เขาถอนหายใจยาวพลางส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปสนใจการลงอักขระเลขยันต์ ทิ้งให้ไอ้ด่างนั่งอมพะนำทำหน้าบึ้งตึงไปจนจบสิ้นแสงตะวันอยู่ตามลำพัง

กาลเวลาล่วงเลยไปจนถึงยามวิกาลอันเงียบเชียบ เสียงหริ่งหรีดเรไรขับขานบทเพลงท่ามกลางความมืดมิดบนเรือนไทยที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานจางๆ ร่างล่ำสันของสัตยาเดินกลับเข้าสู่หอนอนด้วยความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำช่วยเหลือกผู้คนมาทั้งวัน

เขาเอนกายพิงพนักไม้สักกะว่าจะพักผ่อนสายตาให้คลายจากความเมื่อยขบ ทว่าหูของเขากลับแว่วได้ยินเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาขยับไปมาอยู่หน้าประตูห้อง ราวกับมีใครบางคนกำลังลังเลใจที่จะก้าวเข้ามา

ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...

พริบตานั้น เสียงก็ดังขึ้นจากบานประตูไม้ที่สลักลวดลายวิจิตร

แรงเคาะที่สม่ำเสมอนั้นไม่ใช่จังหวะปกติของพวกลูกศิษย์ที่มักจะรีบร้อนหรือยำเกรงในบารมีเขา สัตยาก็นึกย้อนกลับไปถึงใบหน้าถมึงทึงของไอ้ด่างเมื่อตอนกลางวันขึ้นมาทันที

“อะไรของมันวะ...”

เสียงทุ้มบ่นพึมพำกับตนเอง พลางคว้าหยิบผ้าขาวม้าขึ้นมาพาดไหล่ เขาเยื้องกรายมุ่งหน้าไปที่ประตูด้วยความฉงน

ในหัวพลันครุ่นคิดว่าสิ่งที่เจ้าเด็กหนุ่มนั่นเอาแต่อมไว้ในปากจนไม่ยอมพูดจาออกมาตรงๆ คืออะไรกันแน่และเหตุใดมันจึงต้องทำตัวปั้นปึ่งเช่นนั้น

ฝ่ามือหนาเอื้อมไปจับที่กลอนประตูไม้ ก่อนจะค่อยๆ ดึงรั้งเข้าหาตัวเพื่อเผชิญหน้ากับแขกยามวิกาลที่เข้ามาทำให้หัวใจของเขาเริ่มสั่นคลอนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แสงจันทร์รำไรก็สาดส่องกระทบร่างโปร่งบางที่ยืนหน้าสลอนหอบหมอนใบโตไว้แนบอก

ใบหน้าที่เคยบูดบึ้งเมื่อกลางวัน เปลี่ยนเป็นแววตาละห้อยดูน่าสงสารจับใจจนคนมองยังต้องนึกขบขันในใจ พยายามกลั้นยิ้มกับท่าทางเหมือนเด็กน้อยหลงทางของมัน แล้วแสร้งทำเสียงแข็งถามออกไปเพื่อหยั่งเชิง

“มีกระไรของมึงอีกไอ้ด่าง...ดึกดื่นปานนี้เหตุใดไม่หลับไม่นอน หอบหมอนมาหน้าห้องข้าทำไม?”

ไอ้ด่างได้ทีรีบตีหน้าเศร้า แสร้งทำเป็นสะอึกสะอื้นจนตัวโยน ตอบเสียงสั่นเครือ

“ข้า...ข้ากลัวจ้ะพ่อครู พวกผีสางเทวดาบนเรือนท่านมันเอาแต่มาหลอกมาหลอน ทั้งยังพากันจ้องเขม็งมองข้าไม่ยอมหยุด จนข้าไม่กล้านอนคนเดียวแล้ว”

สิ้นคำกล่าวอ้างไม่มีมูลจิงของพญากุมภีร์ เงาตะคุ่มตามซอกหลืบพากันเคลื่อนไหว เหล่าสัมภเวสีที่สิงสถิตอยู่ตามมุมมืดพากันหน้าถอดสี ร่างโปร่งแสงสั่นเทิ้มถอยกรูดไปติดฝาเรือน ไม่มีตนไหนกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตา

ผู้กล่าวหา ราวกับรู้ซึ้งแก่ใจว่าผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้ามิใช่มนุษย์สามัญ หากบังอาจล่วงเกินเพียงนิด จิตวิญญาณคงได้แหลกสลายกลายเป็นผุยผง

คามือ

ทันใดนั้นไอหมอกจางๆ ก่อตัววูบหนึ่ง ก่อนร่างเล็กของไอ้ขันเงินจะปรากฏกายขึ้น กุมารน้อยผมจุกรีบปรี่เข้ามาดึงชายพก เขย่งเท้าป้องปากกระซิบเสียงสั่น

“พ่อครู...พวกหนูเปล่าแกล้งเขาเลยนะ พวกหนูยังไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ นะจ๊ะ”

“นั่นไง...เสียงแปลกๆ มาอีกแล้ว ฮึก... ฮึก... น่ากลัววว”

พญาไชยเวศทำหูแว่วมองซ้ายมองขวาด้วยกิริยาตื่นตระหนก สัตยาฟังคำจากทั้งสองฝ่ายแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจพลางว่าต่อ

“เอ้าๆ ไม่ต้องกลัว พวกมันคงแค่อยากทักทายเอ็งเฉยๆ”

“แต่ข้ากลัวนี่จ๊ะ ข้าจึงอยากขอมานอนกับพ่อครู...”

“ก็ถ้ากลัวนัก ทำไมไม่ไปขอนอนกับไอ้สองคนนั่นล่ะ”

“พวกพี่เขามิค่อยชอบหน้าข้าสักเท่าไหร่ สงสัยคงอิจฉาที่พ่อครูเมตตาข้า”

“เอ็งคิดมากไป มันสองคนไม่ได้คิดกระไรอย่างนั้นหรอก”

“แต่ยังไงข้าก็ยังไม่สบายใจ”

“แล้วจะเอายังไง เอ็งนี่มันสร้างปัญหาเก่งนักเชียว”

“ถ้าข้าทำให้พ่อครูเดือดร้อนนัก ข้าจะพยายามนอนคลุมโปงข่มตาหลับคนเดียวก็ได้”

คนพูดว่าพลางก้มหน้ามองพื้นกระดาน เสียงอู้อี้ในลำคอแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ไหล่ที่ลู่ลงนั้นยิ่งดูน่าเวทนาจนคนสูงวัยกว่าได้แต่นึกสงสาร ภาพจำตอนที่เจ้าตัวดีจมน้ำตะเกียกตะกายขึ้นมาตัวสั่นงันงกจนจับไข้หัวโกร๋นไปหลายวันผุดขึ้นมาในหัว ความขุ่นข้องเมื่อครู่พลันมอดดับ ไม่คิดอยากจะสืบสานเอาความอะไรเพราะนี่มันก็ค่ำมืดแล้ว

“เอ็งนี่มันตัวโตเสียเปล่า แต่ใจกลับเล็กดั่งมดนักเชียว” เสียงทุ้มพึมพำเหมือนบ่นว่า แต่ก็ยอมเบี่ยงกายหลีกทางให้

“จักมานอนกับข้าก็มา แต่อย่าได้ก่อความวุ่นวายกวนใจข้าเป็นอันขาด”

พญาจระเข้เผือกไม่รอให้พูดซ้ำ ร่างโปร่งรีบมุดกายผ่านธรณีประตูเข้าไปในหอนอนอย่างรวดเร็วด้วยฝีเท้าเบากริบ ราวกับกลัวว่าเจ้าของห้องจะเปลี่ยนใจไล่ตะเพิดออกมาเสียก่อน

เรียวขายาวก้าวตามหลังเข้าไปเงียบๆ มือหนาเอื้อมไปดึงบานประตูงับปิด พร้อมลงดานลั่นกลอนจนแน่นหนาเพื่อตัดความรำคาญใจ โดยที่หารู้ไม่ว่าลับหลังตนนั้น ริมฝีปากบางของคนที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้องกำลังยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ แววตาพราวระยับจ้องมองแผ่นหลังกว้างของคนที่เพิ่งขังตัวเองไว้ในกรงกับนักล่าอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

“จะยืนกอดหมอนอีกนานไหม ตามมา”

สัตยาหันกลับมาเอ่ยเสียงเข้ม พลางเหลือบมองหมอนใบเก่าในอ้อมแขนขาวผ่องของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ แล้วถอนหายใจออกมาอีกระลอก

“จ้ะ”

“หอนอนข้าไม่ใช่โรงนอน ในหอนอนนี้ก็มีฟูกแค่อันเดียว หากมึงจักนอนก็จงไปปูผ้านอนข้างเสานั่นเสีย”

คนฟังสะดุ้งสุดตัว มือเรียวรีบยกขึ้นลูบแขนตนเองปอยๆ ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วบิดเบ้ลงจนดูน่าสงสารจับใจ

“โถ...พ่อครูจ๋า พื้นไม้กระดานมันเย็นเยียบถึงกระดูกปานนั้น ข้าเพิ่งหายไข้ใหม่ๆ หากนอนบนพื้นถึงเช้า เห็นทีข้าคงไข้กลับให้ท่านต้องลำบากเช็ดตัวป้อนยาให้อีกเป็นแน่”

สัตยาชะงักฝีเท้า ภาพความทรงจำตลอดสามวันสามคืนที่ต้องอดตาหลับขับตานอนปรนนิบัติคนป่วยย้อนกลับมาฉายชัด ใบหน้าคมคายตึงเปรี๊ยะขึ้นมาทันตา หากไอ้ด่างต้องกลับมานอนซมให้เขาดูแลอีกครา เห็นทีคงไม่ได้ทำมาหากินกระไรกันพอดี

“ถ้าข้าป่วย ข้าคงจะคิดถึงแม่อีก”

วาจานั้นเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดีที่โยนลงบนกองไฟ ใบหน้าคมคายเห่อร้อนขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปถึงใบหู เมื่อนึกถึงค่ำคืนนั้นว่ายามอีกฝ่ายละเมอเพ้อพกถึงมารดาแล้วกระทำสิ่งใดลงไปบ้าง

หนุ่มใหญ่สูดหายใจลึกเรียกสติพยายามข่มความขัดเขินที่ตีตื้นขึ้นมาในอก สันกรามหนาขบกันแน่นพลางคิดสะระตะว่าหากยิ่งปล่อยเพลาล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกสงัดแล้วมัวแต่เกี่ยงงอนกันอยู่เช่นนี้ คืนนี้คงไม่ได้พักผ่อนเป็นแน่

“เออ เอ็งนี่มันเรื่องมากนัก งั้นก็ขึ้นมานอนบนฟูกด้วยกันเสีย”

สิ้นคำอนุญาต ร่างสูงก็ขยับกายเข้าไปชิดผนังเรือนด้านใน เว้นที่ว่างบนฟูกขนาดกว้างให้อีกฝ่ายได้วางหมอน ใบหน้าคมคายฉายแววอ่อนใจเมื่อเห็นเจ้าตัวดีพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ทั้งที่ในใจไชยเวศนั้นลิงโลดจนแทบจะกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ ฝ่ามือขาวซีดค่อยๆ วางหมอนลงเคียงข้างหมอนอีกใบบนฟูกหนา ก่อนที่ร่างสองร่างจะเอนกายลงนอนเคียงกัน ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ

ในความมืดสลัวนั้น เส้นแบ่งซึ่งขีดกั้นระหว่างความเป็นอาจารย์

ผู้ทรงอาคมกับลูกศิษย์จำแลงก็เริ่มเลือนลางลงทีละน้อย กลิ่นกำยานจางๆ ที่ติดเรือนกายพ่อครูหนุ่มลอยอวลในอากาศ ผสานกับเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ เป็นสัญญาณว่าความเหนื่อยล้าสะสมมาหลายวันได้ฉุดคร่าสติของเจ้าของห้องให้จมดิ่งสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด

ในขณะที่พญากุมภีร์หนุ่มกลับรู้สึกรัญจวนใจจนไม่อาจข่มตาหลับได้

°°••....••°°.°°••....••°°

เพลาล่วงเลยผ่านไปครู่ใหญ่จนความเงียบสงัดเข้าปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ของหอนอนแห่งนี้ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนข้างกายบ่งบอกว่าเขาอาจกำลังเข้าเฝ้าพระอินทร์อยู่ในห้วงฝัน ทว่าดวงตาสีอำพันของอีกคนกลับลืมโพลงขึ้น

“...”

ท่ามกลางความมืดมิด เขาลอบเหลือบมองไปที่มุมห้องก็เห็นว่าเจ้ากุมารทอง มารหัวใจตัวดีมันยังคงนั่งเบิกตากว้าง ทำหน้าที่เฝ้าเจ้านายอย่างซื่อสัตย์อยู่ พญาไชยเวศนึกขัดใจเต็มทนจึงขยับปลายนิ้วเพียงแผ่วเบา แอบร่ายมนตราสะกดวิญญาณใส่ไอ้กุมารตนนั้นจนมันเผลอสัปหงกและหลับพับไปในที่สุด

เมื่อไร้เสี้ยนหนามคอยขัดหูขัดตา พญากุมภีร์ในร่างจำแลงก็ลอบยิ้มระรื่น ยามเห็นแผ่นหลังกว้างของพ่อครูที่นอนตะแคงไปอีกฝั่ง

ร่างโปร่งบางรีบขยับกายเข้าหาอย่างเนิบนาบจนแผ่นอกตนแนบชิดกับแผ่นหลังหนา ปลายนิ้วซุกซนจึงเริ่มลูบไล้แผ่วเบาไปตามมัดกล้ามเนื้อตึงแน่น สัมผัสแผ่วเบาไล่เลียงตั้งแต่ต้นแขนแกร่งลงมาจนถึงบั้นเอวสอบ แต่เจ้าของร่างที่จมดิ่งในห้วงนิทรากลับไม่มีทีท่าว่าจะตื่นมารับรู้ ท่อนแขนเรียวจึงถือวิสาสะสอดเข้าโอบกอดเอวสอบของบุรุษผู้ทรงอาคมจากทางด้านหลังอย่างอุกอาจ พลางคิดในใจด้วยความหิวโหย

‘ตัวอุ่น ทั้งยังหอมกรุ่นกลิ่นกำยานไปทั้งกายเยี่ยงนี้ ใครจักอดใจไหวเล่าก็เจ้าน่ากินขนาดนี้จริงหรือไม่ สัตยาของข้า’

ในจังหวะนั้นเอง แสงจันทร์สุกสว่างที่สาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ทาบทับลงบนร่างของทั้งสองจนเกิดเงาสะท้อนลงบนฝาผนังไม้สัก ปรากฏเงาทะมึนที่ไม่ใช่เพียงชายหนุ่มสองคนนอนเคียงกัน แต่เป็นเงาของเรือนร่างของจระเข้ยักษ์ขนาดมหึมาที่กำลังอ้าปากกว้างโอบรัดร่างของสัตยาเอาไว้ภายใต้อำนาจของมันอย่างสมบูรณ์

สองแขนที่เกี่ยวรัดเอวสอบดึงเข้าแนบชิดจนไร้ช่องว่างระหว่างกันให้อากาศลอดผ่าน นัยน์ตาสีอำพันวาวโรจน์ไปด้วยความเสน่หาที่ปนเปไปด้วยสัญชาตญาณแห่งนักล่า จงใจร่ายมนต์ให้อีกฝ่ายตกอยู่ในห้วงหลับลึก ก่อนจะโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงดอมดมกลิ่นกายหอมกรุ่น

ปลายจมูกโด่งรั้นไล่สูดดมไปตามเรือนผมดกดำอย่างย่ามใจ ก่อนจะเคลื่อนคล้อยลงมายังช่วงหัวไหล่หนากำยำที่โผล่พ้นขอบผ้า ริมฝีปากบางประทับจูบฝากคมเขี้ยวลงบนผิวเนื้อสีทองแดง ก่อนจะเผลอไผลใช้ปลายลิ้นแตะชิมรสของผิวหนังมนุษย์เบื้องหน้าเบาๆ

หยาดน้ำลายเหนียวหนืดถูกกลืนลงคออึกใหญ่ สายตาคมกริบจ้องมองร่างที่ยังคงหลับใหลไม่รับรู้สิ่งใดราวกับกำลังพิจารณาอาหารอันโอชะที่หอมหวานล้ำลึกเกินจินตนาการ พร้อมหมายมาดไว้ในใจว่า

(รสชาติหวานล้ำถึงเพียงนี้เชียวรึ... อดใจรออีกเพียงไม่นานเถิด

ข้าจักลิ้มลองรสชาติของเจ้าให้ครบถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว จักกินเจ้าเข้าไป

ทั้งกาย ไม่ให้เหลือแม้แต่ซากกระดูกทิ้งไว้ให้ผู้ใดได้เห็นเลย)

บทก่อนหน้า
บทถัดไป