บทที่ 18 บทที่ ๑๒
“มานอนกันดีกว่าจ้ะพ่อครู ข้า... ฮ้าว... ง่วงแล้ว”
เจ้าของใบหน้าขาวนวลฉีกยิ้มระรื่นพลางตบฟูกนอนปุๆ ชวนให้คนที่ยืนค้ำหัวอยู่ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่
ใครเล่าจะคาดคิดว่านับตั้งแต่สัตยาเผลอไผลยอมให้มันนอนด้วยเพียงครั้งเดียว เจ้าตัวดีก็ถือวิสาสะยึดเอาพื้นที่ครึ่งหนึ่งบนตั่งเตียงไม้สักเป็นของตนไปโดยปริยาย
ครั้นจะเอ่ยปากไล่ให้ลงไปนอนกับพวกไอ้สรพี่เดชที่นอกชาน มันก็งัดมารยาเล่มเกวียนขึ้นมาใช้ ทั้งบีบน้ำตาตีหน้าเศร้า อ้างกลัวผีสางบ้างล่ะ กลัวความมืดบ้างล่ะ จนเขาจำต้องพยักหน้าอนุญาตอย่างเสียไม่ได้
แต่เมื่อแผ่นหลังหนาต้องเบียดเสียดกับร่างนุ่มนิ่มบนฟูกผืนเดียวกันเนิ่นนานเข้า เส้นแบ่งของศีลธรรมที่พ่อครูเพียรสร้างมานานนับสิบๆ ปีก็เริ่มสั่นคลอน
สัมผัสวาบหวามที่ดูประหนึ่งเรื่องบังเอิญยามหลับใหลเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนผิดวิสัย บางคราก็เป็นท่อนแขนเรียวที่พาดก่ายลงบนอกแกร่ง
บางคราก็เป็นลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดต้นคอจนขนอ่อนลุกชัน
ความรู้สึกประหลาดที่ไม่เคยพานพบมาก่อนตลอดกึ่งพุทธกาลเริ่ม
ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ร่างกายหนุ่มแน่นตอบสนองต่อสัมผัสของเด็กหนุ่มรุ่นลูกอย่างน่าละอาย เพราะมันเล่นสั่นไหวทุกคราที่กายเบียดกายกัน กระทั่งกลิ่นกายหอมอ่อนๆ ที่ลอยมาแตะจมูกทุกคราที่พลิกตัว ยิ่งกระตุ้นให้สมาธิที่เคยแก่กล้าแตกกระเจิงไม่เป็นท่า
ทุกอย่างดูจะเลวร้ายลง ในค่ำคืนหนึ่งที่ดวงจันทร์ทรงกลดดูหม่นเศร้ากว่าทุกที บรรยากาศรอบเรือนไทยอันน่าอึดอัดกลับรุ่มร้อนขึ้นมาเสียได้ สัตยาที่ทอดกายนิ่งอยู่บนตั่งไม้ไม่อาจหนีความจริงได้ว่าพื้นที่ที่เคยสงบเงียบของตนนั้น เพลานี้กลับกลายเป็นสมรภูมิ ระหว่างศีลธรรมกับตัณหาที่รุกรานเข้ามาแล้ว
ทุกครั้งที่ร่างของไอ้ด่างขยับเข้ามาเบียดชิด หรือปลายนิ้วเรียวนั้นเผลอไผลมาสัมผัสถูกแผ่นอกแกร่ง ตัวเขาก็จะรู้สึกประหนึ่งมีกระแสไฟแล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กาย
พละกำลังทางจิตที่เคยแกร่งกล้าดุจเพชร กลับเริ่มหลอมละลายเพียงเพราะกลิ่นกายหอมละมุนและสัมผัสแผ่วเบาของเด็กหนุ่มที่เขาเคยนึกเวทนามันแท้ๆ ในหัวของสัตยาทุกค่ำคืนชักเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายจนเขาเองก็เริ่มแยกแยะไม่ออกว่าความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่นี้ยังเป็นแค่ความสงสาร หรือความกระสันกันแน่
สุดท้าย พ่อครูผู้เคยสงบนิ่งก็ไม่อาจทนทานต่อแรงปรารถนาที่ตนไม่เคยรู้จักได้อีกต่อไป เขาขยับกายลุกขึ้นจากตั่งนอนอย่างรวดเร็ว หวังจะพาตัวเองออกไปจากรัศมีแห่งเสน่ห์ยาแฝดที่ไร้รูปพรรณนี้ สัตยาเดินกึ่งวิ่งออกมาจากหอนอน มุ่งหน้าสู่ชานเรือนที่ลมราตรีพัดกรรโชกแรง หวังให้ความเย็นเยียบของอากาศช่วยชะล้างความรุ่มร้อนในอกให้บรรเทาลง
“อือ...”
เขายืนกำราวมุกเล็บแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามท่องมนตราสงบจิต ทว่าเพียงครู่เดียว ภาพใบหน้ายามหลับใหลและริมฝีปากบางของไอ้ด่างก็ผุดพรายขึ้นมาหลอกหลอนอีกครั้ง กระตุ้นให้ความกำหนัดยิ่งรุกรานรุนแรงขึ้น ปานจะฉีกกระชากอาภรณ์แห่งความเป็นสมณะให้ขาดสะบั้นจนสัตยาต้องทรุดกายลงนั่งกุมขมับด้วยความสับสนเป็นกำลัง
“นี่ข้าเป็นอะไรไป...”
°°••....••°°.°°••....••°°
นานวันเข้า การปรากฏตัวของชายหนุ่มรูปงามบนเรือนของพ่อครูสัตยา ก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ลุกลามไปทั่วหมู่บ้าน ประหนึ่งไฟลามทุ่งในฤดูแล้ง ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันจับกลุ่มซุบซิบ บ้างก็ว่าเห็นไอ้หนุ่มหน้ามนคนนั้นคอยปรนนิบัติพัดวีพ่อครูไม่ห่าง บ้างก็ลือกันไปไกลว่าเห็นทั้งสองกินข้าวนั่งสำรับเดียวกันจนเกินงาม ผิดวิสัยศิษย์อาจารย์ทั่วไป
“เห็นรึไม่ ไอ้พ่อหนุ่มที่ชื่อด่างนั่นน่ะ ท่าทางมันออดอ้อนพ่อครูเสียยิ่งกว่าเมียแก้วเมียขวัญ พ่อครูท่านนี่ก็เหลือเกินปกติไม่เคยยอมให้ใครเข้าใกล้ ขนาดไอ้สรไอ้เดชปรนนิบัติมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ยังไม่เคยได้ข่าวว่าพ่อครูจะเอ็นดูพวกมันสักเท่าไหร่ แต่นี่กระไร๊ดูสิไปไหนก็เดินตามกันต้อยๆ ข้าว่าไม่ธรรมดาแล้วนะ” เสียงยายเฒ่าท้ายตลาดพึมพำ
ทว่าแม้ความสอดรู้สอดเห็นจะพลุ่งพล่านปานใด แต่ก็หาได้มีผู้ใดกล้าก้าวก่ายล่วงเกินเข้าไปถึงเขตแดนของเรือนไทยหลังนั้นไม่ ด้วยชื่อเสียงอัน
น่าสะพรึงกลัวในตบะบารมีและความขมังเวทย์ของพ่อครูสัตยาที่สะสมมา
เนิ่นนาน
อีกทั้งอาถรรพ์ลี้ลับที่ร่ำลือกันว่าเรือนหลังนี้มีภูตพรายและกุมารทองเฝ้าเวรยามอย่างแน่นหนาทำให้ชาวบ้านก็ทำได้เพียงแค่เมียงมองและซุบซิบอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเสนอหน้าเข้าไปขุดคุ้ยหาความจริง
กระแสลมปากของชาวบ้านพัดพาขึ้นมาถึงบนยอดเรือนไทยให้พญาไชยเวศได้รับรู้ เขาในร่างจำแลงกลับไม่ได้แสดงท่าทีตระหนกตกใจรึสะทกสะท้านประการใดให้มาก เสียงนกเสียงกามันจะว่ากระไรก็เรื่องของมัน คนอย่างพญาไชยเวศรึจะสนใจ เพียงแต่กับอีกสองศิษย์ไม่คิดเช่นนั้น
“พ่อครู...”
ผู้เป็นลูกศิษย์เลือกจังหวะที่สัตยากำลังนั่งบริกรรมจิตอยู่อย่างสงบ เยื้องกรายเข้าไปหา
“มีกระไร?”
“ได้ยินว่าชาวบ้านร้านตลาดพากันซุบซิบเรื่องของท่านกับไอ้ด่างเสียให้แซ่ด”
“จริงจ้ะพ่อครู ข้าก็ได้ยินอย่างไอ้สรมัน พวกข้ามิได้นึกรังเกียจเดียดฉันท์มันดอกหนา แต่เกรงว่าชื่อเสียงพ่อครูจักต้องมามัวหมองเพราะมัน” เดชรีบสำทับ
สัตยาที่นั่งนิ่งค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ปรายตามองลูกศิษย์นิ่ง
แววตาคมกริบทำเอาคนถูกมองต้องก้มหน้างุดหลบสายตา
“ข้าไม่เคยเก็บเอาลมปากของผู้ใดมาเป็นอารมณ์อยู่แล้ว คนเรามีปากก็พูดไปไม่รู้จักจบสิ้น เรื่องของข้าแท้ๆ ตัวข้ายังไม่คิดมากกระไร พวกเอ็งก็ไม่ต้องเดือดร้อนแทนข้าหรอกหนา”
ผู้เป็นอาจารย์กึ่งเอ่ยกึ่งเตือนลูกศิษย์ แต่ฟังเหมือนถูกด่ามากกว่า
“แต่พวกข้า...”
ไอ้สรอึกอัก พยายามจะแก้ตัว แต่เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นหน้าประตูเรือนทำเอาบทสนทนาขาดห้วงไป
“พ่อครูจ๋า อ้าว... พี่สร พี่เดช มาทำกระไรรึ ทำหน้าตาตื่นอย่างกับเห็นผี”
ร่างโปร่งของพญาไชยเวศในคราบเด็กหนุ่มโผล่หน้าเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหวานหยดย้อย ดวงตาสีอำพันกวาดมองสองลูกศิษย์รุ่นพี่แวบหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ
“ปะ เปล่า พวกข้าแค่มารอรับใช้พ่อครูตามปกติ” สรละล่ำละลักตอบ
“อย่างนั้นรึ? ข้าก็นึกว่าพวกพี่จักมาเป่าหูพ่อครูให้ไล่ข้าออกจากเรือนเสียอีก”
น้ำเสียงนั้นฟังดูตัดพ้อเจือความน้อยใจ แต่หากใครตาดีสักหน่อยคงสังเกตเห็นประกายวาวโรจน์ในดวงตาคู่สวยที่จ้องเขม็งไปยังคนทั้งสองจนขนแขนลุกชัน
“เฮ้ย! เอ็งอย่ามากล่าวหากันพล่อยๆ พวกข้าจักอยากไล่เอ็งไปทำไม” เดชรีบปฏิเสธเสียงหลง
“ก็ขอให้จริง นึกว่าจะทำตัวปากหอยปากปู”
หรือแถวบ้านเรียก ‘เสือก’ นั่นเอง
จระเข้หนุ่มลอบมองผ่านดวงตาสีอำพันจับจ้องจนทั้งสองที่สบตาได้แต่รีบหลบตา พลางนึกขนลุกในใจ
บรรยากาศเริ่มมาคุจนสัตยาต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าอย่างระอาใจที่ศิษย์ในเรือนหาเรื่องกัดกันได้ไม่เว้นแต่ละวัน
“พวกมันไม่ได้ว่าอะไรเอ็ง ว่าแต่เอ็งเถอะมีอะไรถึงมาหาข้า รู้อยู่ว่าข้ากำลังทำสมาธิ”
“ข้าแค่อยากมาบอกว่าวิชาที่ท่านสอนข้าเมื่อวาน ข้าจำได้หมดแล้วนะ”
คนตัวขาวส่งยิ้มตาหยี ขยับกายเข้าไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่แทบตัก มือเรียววางประสานกันไว้บนหน้าขา กิริยามารยาทดูอ่อนช้อยน่าเอ็นดูเสียจนคนมองอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบศีรษะทุยนั้นเบาๆ
“อืม...เก่งมาก”
พ่อครูมักทำเช่นนั้นเวลาด่างทำอะไรได้ดี ซึ่งด่างมักสร้างเรื่องให้ถูกชมอยู่บ่อยๆ
“แล้วข้าก็อยากจะขอมานั่งสมาธิเป็นเพื่อนพ่อครูด้วยคน จักได้รอกินข้าวพร้อมกัน ยังไงข้าก็ขอวานพี่ทั้งสองเตรียมสำรับเผื่อข้าเหมือนเดิมนะ”
“พ่อครู! / พ่อครู!” ไอ้สรไอ้เดชส่งเสียงเรียกพร้อมกัน แต่ทางพ่อครูกลับ
“จัดเผื่อมันเหมือนเดิมล่ะกัน พวกเอ็งก็ออกไปได้แล้วไป ข้าจักทำสมาธิต่อ”
เมื่อเจอคำประกาศิตเข้าเช่นนั้น สองศิษย์เอกก็ได้แต่ฮึดฮัดขัดใจ จำต้องก้มกราบลาแล้วถอยกรูดลงจากเรือนไปอย่างจำยอม ทิ้งให้ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมหอนอนอีกครา
สัตยาถอนหายใจยาว ขยับกายจัดท่าทางให้เข้าที่ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงเพื่อเข้าสู่ห้วงสมาธิ โดยหารู้ไม่ว่าทันทีที่ดวงตาคู่นั้นปิดสนิท
ลับหลังตนบรรยากาศรอบกายของเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ริมฝีปากบางที่เคยแย้มยิ้มอย่างอ่อนน้อมค่อยๆ บิดโค้งขึ้นที่มุมปาก กลายเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายลึก
พญาไชยเวศในคราบมนุษย์ทอดสายตามองแผ่นหลังกว้างของเหยื่ออันโอชะด้วยแววตาวาวโรจน์ ประหนึ่งนายพรานที่กำลังค่อยๆ กระชับบ่วงบาศล่องหนให้รัดรึงรอบกายบุรุษตรงหน้าทีละน้อย มัดตราสังไว้มิให้ดิ้นหลุดไปไหนได้อีกชั่วกัปชั่วกัลป์ หรือจนกว่าตนจะเบื่อของเล่นชิ้นนี้แล้วกลืนลงท้องไปเสียให้สิ้นซาก
°°••....••°°.°°••....••°°
ยามสายของวันที่ลมพัดหวนกลิ่นโคลนสาบจากท่าน้ำขึ้นมาจางๆ หญิงสาวชาวบ้านสองคนที่เคยพายเรือมาแอบส่องเรือนพ่อครูเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ได้ตัดสินใจแวะเวียนมาที่เรือนของพ่อครูสัตยาอีกครั้งเพื่ออยากเห็นหน้าพ่อครูแบบชิดใกล้ นอกจากจะมีศิษย์สองคนนั่งเป็นลูกมือ ยังมีหนุ่มรูปงามผิวขาวผ่องยิ่งกว่าแม่หญิงอีกคนเหมือนนั่งกันท่าอยู่ไม่ห่าง ถือว่าแม้ไม่ได้ใกล้ชิดพ่อครูอย่างที่ตั้งใจ แต่ก็ถือว่าคุ้มที่ได้สอดส่องหนุ่มรูปงามอีกคน
หลังจากทำพิธีเสริมสิริมงคลให้เสร็จสรรพ แม่หญิงทั้งสองก็ยังไม่มีทีท่าจะลุกกลับ
“จริงสิ พ่อครูจ๊ะ...วันก่อนที่ฉันพายเรือผ่านคุ้งน้ำหน้าเรือนท่าน ฉันตาฝาดไปรึเปล่าก็ไม่รู้นะจ๊ะ”
“เห็นอะไรรึ”
สัตยาเอ่ยถามตามารยาท มือหนาพลางยกขันน้ำมนต์ขึ้นจิบแก้กระหาย
“มันลางๆ แต่ตัวมันสีขาวขุ่น เหมือนว่ายอยู่ใต้น้ำ รูปร่างมันใหญ่โต น่าจะเป็นปลาแต่ตัวใหญ่กว่าเรือเสียอีก พิลึกนัก...”
“หรือจะเป็นไอ้เข้”
เพียงประโยคนั้นหลุดรอดออกมาจากปากหญิงอีกคน ร่างสูงสง่าพลัน
ชาวาบไปทั้งสรรพางค์กาย ขันเงินในร่วงหลุดจากมือตกลงกระทบพื้นเสียงดังเคร้ง น้ำลอยดอกมะลิหกกระจายเจิ่งนองพื้นกระดาน ใบหน้าคมคายซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด นัยน์ตาที่เคยสงบนิ่งวูบไหวรุนแรงจนต้องรีบหลุบต่ำซ่อนความไหวหวั่น
สัตยาเม้มปากแน่นไร้คำโต้ตอบ มือหนายกขึ้นขยับจับจีบผ้าขาวม้าด้วยปลายนิ้วที่สั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม ก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดิน
จ้ำอ้าวหนีขึ้นเรือนไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งความเงียบงันและสายตาฉงนสนเท่ห์ของแขกผู้มาเยือนและศิษย์ทั้งสามไว้เบื้องหลังโดยไม่คิดเหลียวกลับมามอง
“พ่อครูเป็นกระไรไปน่ะพี่เดช”
“ข้าจะรู้กับเอ็งไหม ไอ้ด่าง เอ็งรู้ไหมวะ”
“...”
แค่ได้ยินเรื่องจระเข้ทำไมต้องทำเหมือนขวัญเสียเพียงนั้น...
ปัง!
บานประตูไม้สักของห้องพิธีถูกกระแทกปิดลงกลอนแน่นหนา ภายในห้องมืดสลัวที่มีเพียงแสงเทียนวูบไหว กลิ่นกำยานฉุนกึกคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พ่อครูทรุดฮวบลงนั่งกับพื้น ตัวสั่นเทิ้มราวกับเจ้าเข้า เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลโซมกายทั้งที่อากาศภายในเรือนมิได้ร้อนอบอ้าว
“นะมะพะทะ ผีสะเทวะ...” เสียงสวดมนต์พึมพำที่ดังลอดออกมานั้นฟังดูร้อนรนและสับสน
“พ่อครูจ๊ะ...วันนี้มีแกงสายบัวของโปรดท่านด้วย ไม่ออกมากินข้าวปลาก่อนหรือ ข้ารอกว่าท่านจะทำพิธีนั้นเสร็จจนท้องข้าร้องจ๊อกๆ ไปหมดแล้วนะ”
“ไปให้พ้น! อย่ามายุ่งกับข้า!” เสียงตวาดที่สวนกลับมาทันควัน พร้อมกับเสียงข้าวของด้านในที่ถูกปัดตกลงพื้นระเนระนาด กลับทำเอาพญาไชยเวศชะงักงันไปครู่หนึ่ง
เมื่อถูกเอ่ยปากไล่อย่างไร้เยื่อใย ไชยเวศก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่ดูท่าจะรุนแรงเกินกว่าที่เขาคาดคิดไปมากโข
มือที่กำลังจะเคาะประตูซ้ำลดต่ำลงข้างลำตัว คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ นัยน์ตาสีอำพันที่เคยสุกใสในยามปกติหม่นแสงลงวูบหนึ่ง
“เป็นกระไรของเขา...”
เด็กหนุ่มพึมพำกับตนเอง สายตาเหลือบมองไปยังท่าน้ำสลับกับบานประตูที่ปิดสนิท ท่าทีหวาดผวาจนเกินเหตุของสัตยาที่มีต่อชื่อสัตว์เลื้อยคลานนั้นช่างผิดวิสัยเจ้าตัว ยิ่งหวนนึกถึงวันที่อีกฝ่ายเคยช่วยชีวิตจระเข้อย่างตนไว้ก็ยิ่งดูย้อนแย้งชอบกล
ร่างโปร่งยืนกอดอกพิงฝาเรือน นิ้วเรียวเคาะท่อนแขนตนเองเป็นจังหวะอย่างใช้ความคิด
(ทั้งที่วันนั้นยังดูอาลัยอาวรณ์ข้าปานจะขาดใจ แล้วเหตุไฉนวันนี้ถึงได้กลัวจนหัวหดเพียงแค่ได้ยินชื่อเผ่าพันธุ์ของข้ากันเล่า)
(หรือแท้จริงแล้วที่เจ้าไล่ข้าไปวันนั้น เจ้ารังเกียจรังชังข้าไปเสียแล้ว?)
°°••....••°°.°°••....••°°
“ปัดโธ่เว้ย! ไอ้พวกผีสางเทวดาเฮงซวย อย่าให้ข้าเข้าไปได้นะ”
พวงมะลิน่าสงสารถูกกำไว้ในมือแน่นจนกลีบขาวชอกช้ำ ร่างโปร่งในชุดเสื้อคอกลมกางเกงขาก๊วยนั่งขัดสมาธิพิงเสาเรือนต้นใหญ่ ดวงตาสีอำพันจ้องเขม็งไปที่บานประตูลงอาคมราวกับจะเผามันให้เป็นจุณ
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปจากทิวากลายเป็นราตรี จากราตรีเข้าสู่
รุ่งอรุณของวันใหม่ โดยไร้ร่างของพ่อครูสัตยามานอนเคียงข้างบนฟูกผืนหนา
พวงมาลัยดอกมะลิที่พญาไชยเวศตั้งใจร้อยฆ่าเวลารอสัตยาออกมากลายเป็นมาลัยพวงโต เพราะไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน อีกฝ่ายก็ดูไม่มีทีท่าจะออกมาจากห้อง
จะถอดจิตแฝงกายเข้าไปสืบความก็ไม่ได้ ด้วยเขตขัณฑ์แห่งพระเวทรวมถึงบารมีบรรพชนหลายรุ่นที่พ่อครูลงไว้นั้นเข้มขลังนักจนแม้กระทั่งจิตของพญากุมภีร์ก็ยังต้องถอยร่นออกมาหลายครา
ครั้นจะหันไปพึ่งพาบริวารซ้ายขวา หวังจะถามเอาความนัยอดีตจากพวกที่อยู่มานาน ไอ้สองตัวนั่นก็ดันถูกชาวบ้านมาขอยืมตัวไปช่วยงานเสียได้
ไอ้เคี้ยงนั้นถูกลากไปไถนา หึ... สมเป็นมันดีล่ะ ส่วนไอ้โขงก็ถูกอุ้มไปชนไก่ที่หมู่บ้านท้ายน้ำ ทิ้งให้พญากุมภีร์ผู้ยิ่งใหญ่ต้องนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนเรือนเฝ้าหน้าห้องสัตยาอยู่เพียงลำพัง
แอ๊ด...
เสียงบานพับประตูไม้เก่าคร่ำครึดังขึ้นทำลายความเงียบ ร่างสูงสง่าของสัตยาค่อยๆ ก้าวออกมาด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ใบหน้าคมคายเรียบเฉยประหนึ่งผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น ราวกับเหตุการณ์ตื่นตระหนกเมื่อวานเป็นเพียงภาพลวงตา
ไชยเวศดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปั้นหน้าเศร้าสร้อยถลาเข้าไปหาทันที
“พ่อครู... เมื่อคืนเหตุใดท่านจึงทิ้งให้ข้านอนเหงาอยู่คนเดียวเล่า
ข้าเฝ้ารอท่านจนตาแข็ง ไม่เห็นท่านกลับเข้าหอนอนเสียที ท่านเป็นกระไรไป
รึเปล่า”
ยังมิทันที่ไอ้ด่างจะเอ่ยจบประโยค สัตยาก็ปรายตามองด้วยสายตาดุๆ เชิงปราม ราวกับเป็นคำสั่งกลายๆ ให้ด่างหยุดอยู่ในที ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ฉายแววความเหนื่อยล้า
“ไม่มีกระไรหรอกไอ้ด่าง ข้านั่งสมาธิเพลินไปหน่อยเท่านั้น เอ็งอย่าได้ฟุ้งซ่านไปไกลนักเลย” ชายหนุ่มขยับผ้าขาวม้าที่พาดไหล่ให้เข้าที่ ก่อนจะตัดบทเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย
“ไม่ให้คิดมาก? ท่านช่างพูดง่ายเสียจริง”
“ว่าแต่เช้านี้ทำกระไรกิน ข้าได้กลิ่นไหม้ๆ ลอดมาจากในครัว”
“ก็คงเป็นพี่สรพี่เดชกระมัง”
“พวกไอ้สรไอ้เดชคิดจะเผาเรือนข้าหรืออย่างไร ไปช่วยดูเสียหน่อยแล้วกัน ไปแล้วก็เตรียมสำรับมาด้วย”
“หิวเป็นแล้วรึ” คำประชดประชันหลุดรอดไรฟันออกมาเบาๆ เรียกให้คนฟังต้องหันขวับมามอง
“เมื่อครู่เอ็งว่ากระไรนะ”
“เปล่าจ้ะ ข้าบอกเดี๋ยวจะรีบไปดูให้”
“เอ้อ วันนี้ข้ารับปากชาวบ้านว่าจะไปช่วยดูเรื่องที่ป่าช้าเก่า เอ็งต้องตามไปกับข้าด้วย”
“จ้ะพ่อครู”
พญาไชยเวศก็ได้แต่ต้องรับคำอย่างจนใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกมา เมื่อพ่อครูจงใจเปลี่ยนหัวเรื่องบทสนทนา เจ้าของใบหน้าหล่อเหลากัดริมฝีปาก ด้วยความขัดใจที่เห็นว่าความลับนั้นถูกซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด ภายใต้ใบหน้าที่เฉยชานั้น ดูท่าพ่อครูจะเก่งนักหนาเรื่องการบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่องเปลี่ยนราว
แต่มีหรือที่กุมภีร์เจ้าเล่ห์อย่างเขาจะยอมลดละความพยายาม สมองอันชาญฉลาดเริ่มประมวลผลหาหนทางใหม่ ในเมื่อถามดีๆ ไม่ยอมบอก เห็นทีคงต้องใช้วิธีงัดแงะแกะเอาความลับออกมาด้วยตัวเองเสียแล้วกระมัง
