บทที่ 19 บทที่ ๑๓

“พ่อครูจ๊ะ เชิญทางนี้หน่อยเถิด”

เสียงตะโกนเรียกของชาวบ้านดังขัดจังหวะขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำลายโอกาสงามที่พญาไชยเวศอุตส่าห์เฝ้ารอมาตลอดทั้งวัน

ร่างสูงสง่าของสัตยาถูกดึงตัวไปทางนั้นทีทางนี้ทีจนแทบไม่ได้หยุดพักหายใจ นับตั้งแต่วันนั้น พ่อครูหนุ่มก็เอาแต่ตะลอนไปช่วยงานชาวบ้านไม่เว้นแต่ละวัน เดี๋ยวไปปราบผีที่ท้ายน้ำ เดี๋ยวไปทำขวัญนาคที่หมู่บ้านอื่น จนแทบไม่ได้เหยียบเท้าขึ้นเรือน

แม้ไชยเวศจะดั้นด้นติดตามไปด้วยทุกหนแห่งหวังหาช่องว่างเจาะเอาความลับ แต่ก็เหมือนพระอินทร์กลั่นแกล้ง ยามค่ำคืนที่ต้องค้างอ้างแรมต่างถิ่น สัตยาก็จัดแจงที่ทางให้แยกนอนกันคนละมุมห้อง ครั้นจะงัดมุขเดิมเรื่องกลัวผีสางนางไม้มาใช้ ก็เกรงว่าเจ้าของเรือนจะปลุกให้ลุกขึ้นมาจุดเทียนนั่งสวดมนต์ไล่ผีให้ฟังยันเช้า

“น่าหงุดหงิดนัก...”

หลายวันต่อมา

เพลาเช้าตรู่ ณ ลานหน้าหอพระอันศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นควันธูปและกำยานจางๆ ลอยละล่องอบอวลปะปนไปกับกลิ่นบุหงาสดที่ถูกวางเรียงราย แสงแดดรำไรก็เริ่มทอดตัวผ่านยอดไม้สูงใหญ่ลงมากระทบบนผิวกายขาวนาลตาของพญาไชยเวศในร่างจำแลง

จากเดิมที่เคยเป็นหน้าที่ของสรและเดชในการจัดเตรียมพานพุ่มและคอยกันท่าชาวบ้านที่เข้ามาวุ่นวาย ให้หลังมานี้ก็เป็นไอ้ด่างที่ก้าวเข้ามาทำหน้าที่แทนได้อย่างไร้ที่ติ ประหนึ่งมันอ่านใจของพ่อครูได้อย่างไรอย่างนั้น

“นี่จ้ะ พ่อครู”

หัวมันไวน่าดูเชียวล่ะ อยู่ๆ มาพักหนึ่งก็ล่วงรู้ไปเสียทุกอย่าง มันสามารถหยิบส่งเทียนนพเคราะห์เล่มที่ถูกต้องให้สัตยาได้ ในจังหวะที่เขาเพียงแค่ขยับปลายนิ้ว หรือแม้แต่การส่งขันน้ำมนต์ในเพลาที่จะต้องบริกรรมคาถาถึงบทอัญเชิญพระคงคา ด่างก็เตรียมพร้อมไว้อยู่ในมือเรียบร้อย โดยที่สัตยาไม่ต้องเอ่ยปากสั่งแม้เพียงคำเดียว

ร่างสูงโปร่งขยับกายเข้าไปนั่งประกบอยู่เยื้องด้านหลังของพ่อครูสัตยา ขณะทำพิธีเป่ากระหม่อม ดวงตาสีอำพันที่เคยดูซื่อใส ยามสบมองหน้าพ่อครูกลับแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยเย็นเยียบจนชวนให้ขนลุกซู่ ยามที่ต้องจ้องมองหญิงสาวชาวบ้านที่พากันมานั่งเรียงรายหวังจะลงนะเมตตามหานิยม

สตรีเหล่านั้นเพียงแค่เผลอสบตากับไอ้ด่างเพียงครู่เดียวก็ต้องรีบก้มหน้าหลบด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง กังวลจะถูกคมเขี้ยวของสัตว์ร้ายที่จ้องอยู่ตะครุบเข้าให้

‘ดั้นด้นมาลงนะหน้าทองหมายปองรัก

แต่พอจักสบเนตรกลับประหม่า

ด้วยลือว่าเจ้าที่แรงแสนศักดา

ขืนจ้องหน้านานไปคงได้กลับแน่แท้

(บ้านเก่า...เอย)’

ทว่าพอด่างหันกลับไปสบตากับพ่อครูคราใด ใบหน้าที่ดูดุดันเมื่อครู่ก็จะมลายหายไปสิ้น เปลี่ยนเป็นประดับรอยยิ้มละเมียดละไม ดูเบิกบานใจจนสรและเดชที่ยืนคุมอยู่ห่างๆ ถึงกับเหวอไปตามๆ กัน

“ผีเข้าสิงมันหรือวะ พี่เดช...” สรพึมพำเสียงแผ่ว

“นั่นน่ะสิ จังหวะหนึ่งอย่างกับเสือ อีกจังหวะหนึ่งอย่างกับแมวเชื่องๆ ข้าล่ะตามไม่ทันจริงๆ”

ทางด้านสัตยา แม้ปากจะยังคงบริกรรมพระเวทอย่างแน่วแน่ ทว่าภายในอกเองก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงไม่น้อยกว่าใครเขา

พิธีที่เคยทำให้จิตใจหนักอึ้งและเต็มไปด้วยภาระในการควบคุม

ทุกอย่างเพียงลำพัง คราวนี้กลับไม่ได้น่าอึดอัดใจเท่าไหร่นัก มันราบรื่น

ปานน้ำไหล เห็นทีคงเพราะมีคนรู้ใจคอยเป็นมือเป็นแรงอยู่ข้างกาย

สักพักใหญ่แล้วที่สัตยารู้สึกคุ้นชินกับการได้เห็นเงาผิวขาวซีดนั่งอยู่เยื้องหลังเขาเสมอ ความเงียบที่มีไอ้ด่างอยู่ด้วยนั้น ไม่ได้ชวนให้ลำบากใจหรือเหงามตเหมือนความว่างเปล่าในอดีตตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

ทางด้านพญาไชยเวศถึงจะหงุดหงิดมาหลายวัน แต่วันนี้เป็นวันที่เขาอารมณ์ดี ถึงจะมีสายตาของแม่หญิงมาชวนให้หัวเสียไปบ้าง แต่ก็ไม่แย่เสียทีเดียว เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาคมกล้าคู่นึงที่แม้จะมีหญิงสาวมาเมียงมองมากมาย แต่ตาคู่นั้นกลับคอยเหลียวหลังมาจับจ้องเพียงตน

คิดแค่นี้ก็ทำให้อารมณ์ดีมากแล้ว ด้วยเหตุนั้นจระเข้หนุ่มจึงแทบลืมการง้างปากเอาความลับใดๆ ไปจนหมด

อย่างน้อยก็ในตอนนี้...

ท่ามกลางรัตติกาลอันเงียบสงัดบนเรือนไทย มีเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันยังวูบไหวทอดเงายาวไปตามฝาปะกน๑[1]กลิ่นว่านยาและรักที่กำลังเคี่ยวจนเดือดปุดส่งกลิ่นหอมฉุนอบอวลไปทั่วห้องโถง ในขณะที่สรและเดชล้มตัวลงนอนหลับใหลไปเนิ่นนานแล้ว กลับปรากฏเงาร่างสองร่างที่ยังคงนั่งเคียงชิดกันอยู่บนตั่งไม้สัก

ด่างทอดกายนั่งอยู่ข้างกายสัตยา มือเรียวขาวปานงาช้าขัดบรรจงฝนว่านยาลงบนหินบดอย่างใจเย็น รับหน้าที่เป็นลูกมือ คอยช่วยส่งเหล็กจารหรือหยิบจับแผ่นตะกรุดส่งให้พ่อครูอย่างรู้งาน มีหลายช่วงในจังหวะที่ต้องส่งต่อข้าวของให้กันเหล่านั้น

ปลายนิ้วเย็นเฉียบแตะลงบนหลังมือสีน้ำผึ้งอย่างอ้อยอิ่งจนสัตยากระตุกนิ้วหนี ความร้อนจากจุดที่สัมผัสกันแล่นปราดเข้าสู่ทรวงอกจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ สัตยาขบสันกรามแน่นจนขึ้นเป็นสันนูน พยายามสะกดกั้นความปั่นป่วนในดวงตาไม่ให้แสดงออกมาต่อหน้าเด็กหนุ่มที่กำลังทำหน้าซื่อตาใส

“เอ็งคิดจะกลับไปตามหาปู่ไหม?”

สายตาคมดุจพยัคฆ์เหลือบมองใบหน้าขาวผ่องที่ดูจะจำความหลังได้เพียงรางเลื่อง สัตยารับฟังเรื่องราวที่อีกฝ่ายร้อยเรียงมาหลายวัน ทั้งเรื่องกำพร้าพ่อแม่และเติบโตมากับปู่ซึ่งดูจะคล้ายคลึงกับชีวิตของเขาที่เหลือเพียงอาเป็นญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียว

“สักวันก็คงต้องไป แต่ถ้าวันนั้นมาถึงท่านอยากลองไปเจอปู่ของข้าไหมจ๊ะ?”

มือที่เคยซนยังคงวนเวียนอยู่ใกล้กับมือหนาไม่ยอมห่าง

“ปู่เอ็งเกี่ยวอะไรกับข้า”

“ก็ท่านช่วยข้าไว้”

“เป็นใครก็ต้องช่วย จะให้ทิ้งคนเจ็บตรงหน้าข้าทำไม่ได้”

“หมายความว่าต่อให้เป็นใครก็จะช่วยงั้นรึ?” น้ำเสียงเข้มจัดขึ้นมาเสียดื้อๆ จนพ่อครูสัมผัสได้

“เป็นกระไรของเอ็งฮึ จะให้บอกว่าข้าจะช่วยแต่เอ็งหรือไร ข้าเป็น

พ่อครูหนาต้องช่วยคนสิ”

“ช่วยแต่ข้าไม่ได้รึ”

“ได้ที่ไหนเล่า”

“ถ้าวันนึงข้ากับพวกชาวบ้านกำลังจะตาย ท่านจะช่วยใคร?”

“ก็ช่วยทั้งคู่น่ะสิ”

“ถ้าเลือกได้แค่ฝั่งเดียวเล่า”

สัตยารู้สึกเหมือนอากาศรอบกายเริ่มเบาบางลงเสียจนหายใจติดขัด ขากรรไกรแกร่งเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง

“อากาศเริ่มเย็นแล้ว มานอนบนนี้มา จะได้ใกล้ตะเกียงเอ็งจะได้

ไม่หนาว”

“เปลี่ยนเรื่องเก่งเหมือนเดิม”

สัตยาขยับจัดวางถาดทองเหลืองบนพื้นเรือนเพื่อเลี่ยงสายตาคมปลาบ

ที่จ้องเขม็ง กลิ่นหอมสะอาดราวกับดอกพิกุลยามค่ำลอยมาปะทะจมูกพร้อมกับแรงพิงที่หน้าขา ไอ้ด่างลดตัวลงนอนหนุนตักเขาอย่างถือดี

“ดึกมากแล้ว เอ็งนอนพักเถิดที่เหลือข้าจัดการเอง”

นิ้วหนาหยิบม้วนตำราข่อยขึ้นมาทำทีเป็นตรวจดู พยายามคุม

ลมหายใจที่เริ่มติดขัดเมื่อไออุ่นจากศีรษะคนบนตักแผ่ซ่านเข้ามาถึงเนื้อในจนร้อนรุ่มไปทั้งแถบ

“ช่วยกันจะได้เสร็จเร็วๆ ข้าอยากเข้านอนพร้อมท่าน ไม่มีท่านข้านอนไม่หลับ”

ไอ้ด่างแหงนหน้าขึ้นมองสบตา ดวงตาสีอำพันวาววับสะท้อนแสงตะเกียงดูเว้าวอนจนสัตยาต้องแสร้งก้มมองตัวอักษรขอมในม้วนกระดาษเพื่อกลเกลื่อน

ความปั่นป่วนที่กำลังตีตื้นขึ้นมาในอก

“เป็นคนมีวิชาแล้ว ยังกลัวผีอยู่อีกรึ”

สัตยาหมายถึงเขาได้สอนวิชาให้ไอ้ด่างไปหลายอย่าง แล้วมันก็หัวไวจนไม่ต้องสอนซ้ำ

“ข้าติดนอนกับท่านไปแล้ว จะให้เปลี่ยนคงยาก เพราะเวลาข้าติดอะไร มันแปลว่าตลอดไป”

“หึ พูดจาเป็นเด็กติดของเล่นเชียว โตขึ้นเดี๋ยวก็ลืมเอง”

“ยี่สิบปีข้าก็ไม่เคยลืม”

“เจ้าว่ากระไรนะ”

“เปล่าจ้ะ รีบเข้านอนกันดีกว่า ข้าง่วงเต็มทนแล้ว”

เจ้าตัวดีรีบหลับตาพริ้มแล้วซุกหน้าเข้ากับอกแกร่งอย่างออดอ้อน

สัตยาจำต้องวางตำราและทุกอย่างที่ทำค้างไว้ลง ก่อนจะเอื้อมมือไปดับตะเกียง แม้อยู่ในความมืดมิดแต่เสียงหัวใจกลับเต้นกระหน่ำ เริ่มตระหนักได้ในตอนนั้นเองว่าไอ้ด่างหาได้เป็นเพียงศิษย์หรือผู้อาศัยอีกต่อไป ทว่ามันได้กลายเป็นความเคยชินที่แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของชีวิต

หากวันใดที่ข้างกายไร้ซึ่งเงาผิวขาวซีดนี้และเสียงเจื้อยแจ้วที่คอยห่วงใยขึ้นมาอีก เขาคงไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าเรือนไทยหลังนี้จะอ้างว้างเพียงใด

°°••....••°°.°°••....••°°

ในเพลาที่พ่อครูสัตยาจำต้องระเห็จลงจากเรือนเพื่อไปปัดเป่าโพยภัยให้ชาวบ้านถึงหมู่บ้านท้ายน้ำ พญาไชยเวศในร่างไอ้ด่างที่แสร้งทำเป็นเพลียแดดขอเฝ้าเรือนก็สบโอกาสเหมาะที่จะเริ่มแผนการงัดปากเหล่าผีสางบริวาร

นัยน์ตาสีอำพันที่เคยเชื่อมธุระวาวโรจน์ขึ้นด้วยอำนาจตบะกุมภีร์ที่ปกปิดไว้ เขาเยื้องกรายไปยังมุมมืดของเรือนไทยที่เหล่าวิญญาณรับใช้และกุมารทองมักสถิตอยู่

“ออกมาหาข้า...!” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นแผ่วเบาก็ก้องกังวาน

“มีอะไรหรือจ๊ะ”

พริบตานั้น เงาดำตะคุ่มและร่างเล็กๆ ของเหล่ากุมารทองนำโดย

ไอ้ขันเงินก็ปรากฏกายขึ้น พวกมันหมอบคลานสั่นงันงกประหนึ่งยอดหญ้าต้องลมพายุ รู้กันอยู่เต็มอกว่าไอ้ด่าง ผู้นี้หาใช่มนุษย์เดินดินธรรมดาไม่ ทว่าเมื่อพญาไชยเวศเริ่มสอบถามถึงมูลเหตุที่ทำให้สัตยาหวาดเกรงกุมภีร์ขึ้นมา บรรยากาศรอบข้างก็พลันเย็นเยียบลงในพริบตา

“ทำไมพ่อครูของพวกมึงถึงไม่กล้าลงไปที่ท่าน้ำ”

ทีแรกตัวไชยเวศก็ไม่ทันได้ตะขิดตะขวงใจ ก็ว่าทำไมตอนเขาจมน้ำได้ยินเสียงสัตยาตะโกนมาจากที่ไกลๆ ที่แท้ก็ไม่ยอมเข้าใกล้ท่าน้ำ ขนาดอาบน้ำยังให้พวกศิษย์หาบไปให้ใช้ใต้ถุนเรือน ไม้ต้องเอ่ยถึงการสัญจร พ่อคุณยอมเดินอ้อมทั้งที่พายเรือไปนั้นใกล้ที่สุด

“พ่อครูว่ายน้ำไม่เป็นจ้ะ” ขันเงินตอบ

“กูให้โอกาสมึงตอบอีกครั้ง”

“ว่าย”

“...”

“อุ๊บ!” สองมืปเล็กรีบปิดปากโดยพลัน

“ตอบไม่ได้ไม่เป็นไร งั้นลองตอบมาสิว่าเหตุใดพ่อครูของพวกมึงถึงได้กลัวจระเข้นัก”

“ไม่รู้จ๊ะ”

“ฉันก็ไม่รู้”

“พวกเราไม่รู้หรอก”

“หึ คิดจะปิดปากเงียบรึ ใครบอกความจริงข้าได้ ข้าจักมอบตบะบารมีให้เป็นรางวัล”

ไชยเวศลองใช้ไม้อ่อนหลอกล่อ ทว่าเหล่าภูตผีกลับพร้อมใจกันก้มหน้าเงียบกริบ เห็นดังนั้นพญากุมภีร์ที่เริ่มมีน้ำโหจึงเปลี่ยนเป็นไม้แข็ง

“เจ้าบอกสิ!”

“เจ้าสิต้องบอก!”

“หากพวกมึงยังปิดปากเงียบ ข้าจักสูบวิญญาณพวกมึงให้ดับสูญเสียประเดี๋ยวนี้!”

ถึงจะถูกข่มขู่จนดวงจิตสั่นคลอนเพียงใด แต่ด้วยความภักดีที่พวกมันทีต่อพ่อครูสัตยาก็ทำให้พวกมันได้เพียงแค่ส่ายหน้าละล่ำละลักบอกว่า

“ไม่ได้จ้ะ ไม่ได้จริงๆ มีหวังพ่อครูจับพวกเราถ่วงน้ำแน่”

“พวกเราพูดไม่ได้จริงๆ”

“ปะ ไปดีกว่า”

“หนีเร็วพวกเรา”

“หนีๆๆ”

พวกกุมารที่มีที่สิงสถิตพอหนีได้ก็หนีหายไป เหลือแต่พวกวิญญาณที่อาศัยตามไม้ตามเสาเรือนที่ไม่อาจจะหลบหนีไปไหนได้จึงเอามือมาบังหน้าแทน บางตนก็ถึงกับเอาหน้าทิ่มเสาของตนเอง

เมื่อเห็นว่าแม้แต่ความตายก็ไม่อาจง้างปากวิญญาณเหล่านี้ได้ ความลึกลับที่ถูกปกปิดด้วยเดิมพันอันสูงลิ่วเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำให้พญาไชยเวศมั่นใจว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ ท่าน้ำแห่งนั้น ต้องใหญ่หลวงเกินกว่าที่ใจมนุษย์ปรกติจะแบกรับไหวเป็นแน่

ก่อนจะเยื้องกรายเดินออกจากมุมมืดของเรือน ไชยเวศในคราบ

ไอ้ด่างก็หยุดชะงักฝีเท้า พลางปรายหางตามองกลุ่มกุมารและสัมภเวสีที่ยังหมอบราบพนมมือสั่นเทาอยู่บนพื้นไม้ ริมฝีปากบางจุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ หรี่ตาสีอำพันลง

“เหอะ! ในเมื่อพวกมึงพร้อมใจกันเป็นใบ้ ปิดบังความลับนายมึงปานนั้น เห็นทีข้าคงต้องมีรางวัลตอบแทนความภักดีของพวกมึงเสียหน่อยแล้ว”

ด่างก้าวเข้าไปใกล้ไอ้ขันเงินที่สั่นงันงกจนหัวจุกแทบหลุด ก่อนจะกระซิบเสียงเหี้ยม

“นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เครื่องเซ่นสรวงทั้งหลายที่พ่อครูนำมาถวายพวกมึง ไม่ว่าจักเป็นขนมหวาน ผลไม้รสเลิศ หรือข้าวถ้วยงาม ข้าจักแย่งชิงมากินเสียให้เกลี้ยงถาด ไม่ให้เหลือตกถึงท้องพวกมึงแม้เพียงเศษผง อยากภักดีนักก็จงหิวโซไปเสีย!”

สิ้นคำประกาศิตนั้น บรรดาภูตผีผู้ภักดีต่างพากันโวยวายระงมเสียงคร่ำครวญ กระทืบเท้าแสดงความขัดใจกันจนดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ไอ้ขันเงินถึงกับทำท่าจะร้องไห้โฮอยู่ร่อมร่อเพราะกลัวจะอดกินของอร่อยที่พ่อครูมักจะเมตตาถวายให้เสมอ

“ไม่น้าาา”

“ฮือออ ฮือออ”

“โหดร้าย~”

“ขันผิดอาราย แง~”

ไชยเวศเห็นภาพความโกลาหลนั้นกลับยิ่งยิ้มหยัน เขาหาได้โกรธเคืองจริงจังไม่ แต่การได้ปั่นหัวพวกผีรับใช้ให้วุ่นวายเล่นถือเป็นงานอดิเรกที่ทำให้เขาเบิกบานใจยิ่งนักในยามที่พ่อครูไม่อยู่

“โวยวายไปเถิด...หากอยากอิ่มท้องเมื่อไหร่ ก็จงคลานมาบอกความลับข้าเมื่อนั้น”

ด่างสะบัดชายผ้าเดินจากไปพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักในลำคอ ทิ้งให้เหล่าวิญญาณบนเรือนต้องเผชิญกับชะตากรรมทอดมื้อกินมื้อที่กำลังจะมาถึงด้วยน้ำมือของพญากุมภีร์เจ้าเล่ห์ผู้นี้เอง

°°••....••°°.°°••....••°°

ลานกลางหมู่บ้านที่แดดเริ่มแผดจ้า ปรากฏร่างของพ่อครูสัตยากำลังนั่งบริกรรมคาถาในพิธีเรียกขวัญครั้งใหญ่ บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความระแวดระวังและหม่นเศร้าเพราะชาวบ้านต่างก็ขวัญอ่อนกันไปสิ้น นับตั้งแต่เกิดโศกนาฏกรรมกับไอ้ชิดและไอ้เข้ม

ความหวาดกลัวจระเข้ร้ายลามเลียไปทุกหย่อมหญ้า เพียงแค่ลูกหลานวิ่งเล่นหายไปไม่กี่อึดใจ พ่อแม่พี่น้องก็พากันร้องห่มร้องไห้วิ่งหาด้วยคิดว่าจักถูกลากลงไปกินในน้ำเสียหมด

“...”

ทว่าท่ามกลางฝูงชนที่นั่งพนมมือรับน้ำมนต์อยู่นั้น กลับมีสายตาคมปลาบคู่หนึ่งจ้องเขม็งมาทางเขาด้วยไฟแค้นที่คุโชน นัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้มีความเลื่อมใสในพระธรรมหรืออาคมของพ่อครูผู้ทรงเกียรติแม้เพียงนิด

บุรุษลึกลับผู้นั้นซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาของต้นตะเคียนใหญ่ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปจนคนที่เคยรู้จัก หากไม่สบมองให้ดีก็จำแทบไม่ได้ หนวดเคราที่รกรุงรังปานป่าชัฏและรอยแผลเป็นจางๆ ที่พาดผ่านโหนกแก้มทำให้ไม่มีมดปลวกตัวใดในหมู่บ้านนึกเฉลียวใจเลยว่า...แท้จริงแล้วชายผู้นี้คือหมอไกรฤทธิ์ หมออาคมใจบาปที่หายสาบสูญไปนานนับปีจนทุกคนต่างตราหน้าและเชื่อไปแล้วว่าคงถูกสัตว์ร้ายคาบไปกินรึจมน้ำตายตกไปตามกัน

ไกรฤทธิ์จ้องมองสัตยาพลางกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความ

คับแค้นยังคงฝังรากลึกอยู่ในอก บัดนี้เขาแปรเปลี่ยนสภาพไปจนน่าสมเพชเวทนา ร่างกายที่เคยกำยำแข็งแรง กลับเหี่ยวแห้งติดกระดูกประหนึ่งซากศพเดินได้

เส้นผมบนศีรษะขาวโพลนโพลนไปทั้งหัวเพราะถูกความทุกข์ระทมกัดกิน

ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยบารมีหมออาคมก็ซูบโทรมและเกรอะกรังด้วยคราบสกปรก จนชาวบ้านต่างพากันเดินเบี่ยงหลีกเลี่ยงด้วยความรังเกียจ

คิดว่าเป็นเพียงขอทานจรจัดที่หลงทิศหลงทางมา

เขาตวัดสายตาอาฆาตมองแผ่นหลังของพ่อครูสัตยาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยไฟแค้นที่ยังสุมขอน ก่อนจะรีบเร้นกายหายลับเข้าไปในดงไม้ มุ่งหน้าไปยังบ้านไม้เก่าพุพังหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกฝั่งของหมู่บ้าน

บ้านหลังนี้เดิมทีเป็นของยายปลี หญิงชราที่สิ้นอายุขัยไป โดยไร้ญาติขาดมิตรทิ้งให้บ้านกลายเป็นรอยเลื่อนแห่งกาลเวลาที่ชาวบ้านพากันขยาดจนไม่มีใครกล้าก้าวก่าย

“มึง...”

ไกรฤทธิ์ทรุดกายลงนั่งบนพื้นกระดานที่เต็มไปด้วยหยากไย่พลางสบถสาปแช่งในใจ เขาปักใจเชื่ออย่างเหลือล้นว่าที่ตนต้องตกระกำลำบาก

ถูกหลอกไปเผชิญความตายในป่าลึกจนสิ้นฤทธิ์เดชเช่นนี้ ย่อมเป็นแผนการ

ชั่วร้ายของไอ้สัตยา หลานชายในไส้ที่หมายจักฮุบเอาบ้านเรือนและสมบัติพัสถานของเขาไปครอบครองเพียงผู้เดียว จนยามนี้เขาไร้ซึ่งอาคม ไร้ซึ่งของขลังคู่กาย ทำได้เพียงหายใจทิ้งเพื่อรอคอยวาสนาที่จักได้ชำระความแค้น

ปัง!

ทว่าในความมืดสลัวที่เงียบสงัด บานประตูเรือนที่เคยปิดตายกลับถูกผลักเปิดออกดัง จนเรือนสะเทือนไปทั้งหลัง ไกรฤทธิ์สะดุ้งสุดตัวจ้องมองไปยังธรณีประตูที่ปรากฏร่างของหญิงสาวนางหนึ่งยืนตระหง่านอยู่

นางสวมชุดไทยสีกากีที่ดูเก่าคร่ำครวญ ใบหน้าที่สวยสะคราญนั้นกลับดูสยดสยองด้วยรอยแสยะยิ้มที่กว้างจนถึงรูหู ทว่าที่น่าพรั่นใจที่สุดคือนัยน์ตาของนางที่แดงฉานประหนึ่งโลหิตสด จ้องเขม็งมายังเขาด้วยความอำมหิต

“ยังมิตายรึ...ไอ้ไกรฤทธิ์”

ฟุ่บ...

พญาไชยเวศในกายหยาบทรุดกายนั่งลงริมระเบียงเรือนไทย สายตาก็ทอดลงสู่คุ้งน้ำที่ไหลเชี่ยวขุ่นมัว ความสงสัยในปมหลังของพ่อครูสัตยากลายเป็นหนามยอกอกที่เขาต้องบ่งออกให้จงได้ หลังจากจิตวิญญาณแห่งพญากุมภีร์ใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนตามหลักยุทธศาสตร์ หากสัตยาเป็นมนุษย์สามัญทั่วไป เขาก็คงแค่เจาะจิตกระชากความทรงจำออกมาได้โดยง่าย ทว่ากับจอมขมังเวทย์ผู้มีจิตแกร่งกล้าเช่นนั้น การจะเปิดดวงตาที่สามเพื่อหยั่งรู้กาลเก่านั้นจำต้องใช้พิธีกรรมที่ซับซ้อนและพึ่งพาพลังแห่งธาตุน้ำดั้งเดิมของเขาเป็นสื่อกลาง

ไชยเวศรู้แจ้งแก่ใจว่าเงื่อนไขของกฎแห่งสรวงสวรรค์นั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ

พิธีนี้จะสัมฤทธิ์ผลได้ก็ต่อเมื่อพาร่างลงไปสถิตอยู่ใต้สายน้ำลึก และต้องรอฤกษ์ยามที่จันทร์เต็มดวงสว่างวาบในคืนสิบห้าค่ำเดือนสิบสองเท่านั้น มิหนำซ้ำในราตรีเดียวกันนั้นนภากาศต้องหลั่งน้ำฝนลงมาประสานกับสายน้ำเบื้องล่าง และที่สำคัญที่สุด ห้ามมิให้ผู้ใดลงมาแผ้วพานในน้ำนอกจากเขาเพียงผู้เดียว มิเช่นนั้นกระแสอาคมจะตีกลับจนพิธีไม่อาจสานต่อได้

“ยากเย็นปานนี้เชียวรึ สัตยา...” ด่างพึมพำกับเงาตัวเองในน้ำ

“

แต่ต่อให้ต้องพลิกนที หรือรอจนฟ้าถล่ม ข้าก็จักต้องรู้ให้ได้ว่าสิ่งใดที่ทำให้เจ้าเปลี่ยนไป”

๑ ฝาปะกน  - ไม้ลูกสกัดฝาเรือนไทยสำหรับเอากระดานกรุ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป