บทที่ 2 บทที่ ๑ ๑/๓
กระแสน้ำวนเชี่ยวกราก ณ จุดบรรจบระหว่างแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ส่งเสียงครืนครั่นคล้ายเสียงหายใจของยักษ์มารใต้บาดาล สีของสายน้ำที่ไหลมาคนละทิศ ตัดกันเป็นสองฝั่งชัดเจน เฉกเช่นความแตกต่างระหว่างโลกมนุษย์และโลกอมนุษย์ที่กำลังจะทาบทับกันอีกครั้ง ณ หมู่บ้านชุมแสง ตำบลเกยชัย
ภายใต้ความปั่นป่วนของกระแสน้ำ ลึกลงไปในความมืดมิดที่แสงตะวันไม่อาจส่องถึง ร่างมหึมาของบางสิ่งที่ดูราวกับหลุดออกมาจากตำนานโบราณกำลังเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า
ร่างจระเข้ยักษ์เผือกขนาดมหึมาลอยตัวนิ่งสงบดั่งภูผาหินที่จมอยู่ใต้น้ำ ลำตัวหนาแน่นเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ขยับเป็นระลอกคลื่นยามมันวาดหางเพียงเล็กน้อยเพื่อทรงตัวต้านกระแสน้ำเชี่ยว ผิวเกล็ดสีขาวหม่นอมงาช้างของมันดูราวกับงาช้างเก่าแก่ที่ผ่านกาลเวลามานับร้อยปี แซมด้วยลายด่างจางๆ คล้ายคราบตะไคร่หรือรอยสึกกร่อนของหินศิลา เกล็ดแต่ละแผ่นหนาเตอะซ้อนทับกันแน่นราวเกราะนักรบโบราณ สะท้อนแสงจันทร์ที่ลอดผ่านผิวน้ำลงมาเป็นประกายวาววับน่าเกรงขาม
ศีรษะกว้างใหญ่ผุดขึ้นพ้นผิวน้ำเพียงเล็กน้อย โหนกคิ้วสูงชันปกป้องดวงตาที่ราวกับอัญมณีมีชีวิต สันจมูกยาวเรียวทอดตัวดั่งสันเขื่อน ปลายจมูกพ่นลมหายใจออกมาช้าๆ จนเกิดฟองอากาศผุดพราย ปากยาวเหยียดที่ปิดสนิทซ่อนเขี้ยวคมกริบสีงาช้างเข้มที่เรียงรายอยู่ภายใน ร่องรอยคราบเลือดเก่าและรอยขีดข่วนตามคมเขี้ยว เป็นประจักษ์พยานแห่งการศึกนับไม่ถ้วนที่มันเคยผ่านมา
แต่สิ่งที่สะกดทุกสรรพชีวิตให้หยุดนิ่ง คือดวงตาคู่ยักษ์สีอำพันเข้ม
ภายในลูกแก้วสีทองคู่นั้น มีประกายเขียวหม่นเต้นเร่าคล้ายเปลวไฟแห่งอเวจี รูม่านตาเรียวตั้งบีบแคบลงเมื่อเพ่งมองไปยังท่าน้ำท้ายหมู่บ้าน สายตานั้นนิ่ง สงบ และเยือกเย็น ไม่ใช่ความบ้าคลั่งของสัตว์ร้ายหิวโซ แต่เป็นสายตาของผู้พิพากษาที่มองเห็นทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของวิญญาณ
(นานเหลือเกิน...)
เสียงทุ้มต่ำดังก้องในความนึกคิดของพญาจระเข้ ไม่ใช่เสียงที่เปล่งออกมาทางปาก แต่เป็นกระแสจิตที่ส่งผ่านความเงียบงันของสายน้ำ
ความทรงจำย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีต ภาพเรือนไทยหลังเก่าที่เคยเป็นที่พักพิงเมื่อยามบาดเจ็บสาหัส ผุดขึ้นมาซ้อนทับกับภาพเรือนไม้ตรงหน้าที่ดูทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา พญาไชยเวศเพิ่งตื่นจากการจำศีลอันยาวนาน ผลบุญแห่งการบำเพ็ญเพียรทำให้บัดนี้เขาสามารถจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ทว่าเขายังไม่ปรารถนาเช่นนั้น
ในร่างเดรัจฉานกายสิทธิ์นี้ ประสาทสัมผัสของเขานั้นเฉียบคมยิ่งกว่าร่างมนุษย์นัก
จมูกยาวยื่นสูดดมกลิ่นอายที่ลอยมาตามลม กลิ่นหอมจางๆ ของดอกแก้ว กลิ่นควันธูป และกลิ่น...
(กลิ่นกายเจ้า...ยังหอมมิเปลี่ยน)
ความโหยหาที่อัดแน่นมานานแรมปีผลักดันให้พญาไชยเวศแหวกว่ายเข้าไปใกล้ท่าน้ำมากขึ้น หางใหญ่โตโบกสะบัดเพียงครั้งเดียว ร่างมหึมาก็พุ่งทะยานฝ่ากระแสน้ำราวกับลูกธนู เสียงน้ำแตกกระจายเป็นฟองขาวแทบไม่ได้ยิน
ดวงตาอำพันเพ่งมองทะลุฝาเรือนไม้ด้วย ‘เนตรนิมิต’ อำนาจแห่งพญากุมภีร์เปิดเผยภาพภายในเรือนให้ปรากฏแก่สายตา
สิ่งที่เขาคาดหวัง คือภาพเด็กหนุ่มร่างโปร่งบาง ใบหน้าเกลี้ยงเกลา แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ ผู้เคยป้อนยาป้อนข้าวให้เขาด้วยความเมตตาเมื่อครั้งกระโน้น
แต่ภาพที่ปรากฏขึ้นในนิมิต กลับทำให้พญาจระเข้ถึงกับชะงักงัน
(นั่นหรือคือเจ้า?)
ชายที่นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าหิ้งพระบนเรือน หาใช่เด็กหนุ่มแสนหวานคนเดิมไม่ แต่กลับเป็นชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ใหญ่ ผิวกายสีทองแดงเข้มจัดจากการกรำแดดกรำฝน ช่วงไหล่กว้างขวางราวกับขุนเขา แผ่นอกหนาแน่นไปด้วยมัดกล้ามเป็นลูกๆ ที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจเข้าออก หน้าท้องเป็นลอนคลื่นสวยงามแม้ยามนั่ง
ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มแบบชายไทยแท้ ไว้หนวดเคราตัดแต่งเข้ารูปดูดุดันเสริมบารมี คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือคู่ตาคมกริบ ทรงผมสีดอกเลาแซมดำเซตเปิดหน้าผากโชว์โหงวเฮ้งแห่งผู้มีวิชา
จุดที่สะดุดตาที่สุด คือรอยสักยันต์อักขระขอมโบราณสีดำเข้มที่แผ่กระจายอยู่เต็มแผ่นอก ไหปลาร้า และหัวไหล่ทั้งสองข้าง ลวดลายวิจิตรบรรจงราวกับมีชีวิต สร้อยทองเส้นโตคล้องพระเครื่ององค์ใหญ่ห้อยอยู่บนคอแกร่ง บ่งบอกถึงฐานะ ‘พ่อครู’ ผู้เป็นที่พึ่งแห่งชุมชน
พญาไชยเวศไล่สายตาสำรวจร่างนั้นอย่างละเอียด ตั้งแต่รอยผิวสีแทนบริเวณต้นแขนที่ไล่ระดับเฉดสีจางลงช่วงหัวไหล่ คล้ายรอยเสื้อกล้ามที่เจ้าตัวชอบใส่ มันดูดิบเถื่อนทว่าเย้ายวนอย่างน่าประหลาด
ผ้าขาวม้าผืนสั้นสีดำที่นุ่งอยู่เผยให้เห็นต้นขาใหญ่แน่นเปรี๊ยะเต็มไปด้วยมัดกล้าม สื่อถึงพละกำลังมหาศาลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีสงบนิ่ง
(เปลี่ยนไปมากโข...จากหนุ่มละอ่อน...กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายเสียแล้วรึ?)
พญาไชยเวศรำพึงในใจ
แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไปจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พญาจระเข้จำได้แม่นยำ คือแววตา
ดวงตาคู่คมกริบนั้น แม้จะดูดุดันน่าเกรงขามสมฐานะเจ้าสำนัก แต่ลึกลงไปในก้นบึ้งนัยน์ตาสีดำสนิท กลับฉายแววความเศร้าสร้อยและความขมขื่นบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ มันคือแววตาเดียวกับเด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวที่เคยนั่งปรับทุกข์กับจระเข้บาดเจ็บที่ท่าน้ำเมื่อนานมาแล้ว
“พ่อครู…พ่อครูเจ้าขา…! ช่วยพวกลูกช้างด้วยเถิด”
เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากตีนบันไดเรือน ชาวบ้านกลุ่มใหญ่กำลังตะโกนเรียกชื่อชายผู้นั้นซ้ำๆ ด้วยน้ำเสียงร้อนรน แต่ทว่า…
พ่อครูผู้นั้นกลับยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติงจากอีกห้องหนึ่ง ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ราวกับรูปปั้นหิน ไม่แม้แต่จะปรายตามองหรือขยับปากเอ่ยคำใด ราวกับโลกภายนอกไม่มีความหมายใดๆ สำหรับเขาอีกแล้ว
พญาไชยเวศจ้องมองกิริยานั้นด้วยความประหลาดใจระคนใคร่รู้ หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความคิดถึง เริ่มเจือปนด้วยความสงสัย
(เกิดกระไรขึ้นกับเจ้า…สัตยา?)
พญาจระเข้ขยับตัวเล็กน้อยใต้น้ำ เกล็ดหนาเสียดสีกับโขดหินใต้น้ำดังครืดคราด เขาไม่สนหรอกว่าพวกชาวบ้านหน้าโง่เหล่านั้นจะเดือดร้อนเรื่องอะไร เขาไม่สนด้วยซ้ำว่าสัตยาจะกลายเป็นพ่อหมอจอมขมังเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่มาจากไหน
สิ่งที่เขาสนคือความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้แผ่นอกกว้างและรอยสักยันต์นั้นต่างหาก
(เปลี่ยนไปเพียงกาย...ตัวตนเจ้าเล่าจักเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่?)
พญาไชยเวศค่อยๆ ดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นเล็กๆ บนผิวน้ำ พร้อมกับแผนการบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นในสมองอันชาญฉลาดของพญากุมภีร์
การกลับมาครั้งนี้ คงมีเรื่องสนุกให้เขาทำมากกว่าแค่การรื้อฟื้นความหลังเสียแล้ว
.
.
เสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจดังระงมแข่งกับเสียงจักจั่นเรไรยามค่ำคืน บนเรือนไม้สักทองยกใต้ถุนสูงที่เคยเงียบสงบ บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยชาวบ้านที่เบียดเสียดกันขึ้นมาจนชานเรือนลั่นเอี๊ยดอ๊าด
“ไอ้ชิดลูกแม่! ฮือ...ฮือ…ลูกแม่ ลูกอยู่ไหนกัน ฮึก…”
นางเมี้ยน หญิงวัยกลางคนทุบอกชกตัว ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยแรงสะอื้นจนตัวโยน ผมเผ้ายุ่งเหยิงหลุดลุ่ย ใบหน้าที่เคยกร้านแดดบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและน้ำหมาก นางตะเกียกตะกายไปที่หน้าประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ที่ปิดสนิท
“พ่อครู…พ่อครูเจ้าขา ช่วยลูกอิฉันด้วย ตามหาลูกให้อิฉันที”
“โธ่นังเมี้ยน ลูกเอ็งโดนกินไปแล้ว จะตามได้อย่างไร ต้องให้พ่อครูไปกำราบมันต่างหากเล่า” หนึ่งในชาวบ้านพูดใส่นังเมี้ยนที่เหมือนคนเสียสติไปแล้ว
“ใจเย็นกันก่อน พวกเอ็งอย่าเอ็ดตะโร พ่อครูกำลังทำสมาธิอยู่มิรู้หรือไร” สรพยายามปรามไม่ให้ใครส่งเสียงรบกวนพ่อครูในยามวิกาล
ลูกศิษย์หนุ่มรูปร่างผอมเกร็ง ผิวดำแดง รีบวางขันน้ำมนต์ลงแล้วถลันเข้ามาประคองร่างหญิงกลางคนไว้ สายตาลอกแลกมองไปที่ประตูห้องพิธีสลับกับฝูงชนที่เริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่
“ใจยงใจเย็นอะไรกันวะไอ้สร! คนตายไปแล้วตั้งสองศพ” ชายวัยฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนสวนขึ้นมา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนความกลัว
“พวกเอ็งเป็นลูกศิษย์ประสาอะไร ปล่อยให้ชาวบ้านรอจนรากงอก พ่อครูเองก็มัวแต่นั่งทางในไม่รู้ไปถึงสวรรค์ชั้นไหน ชาวบ้านกำลังเดือดเนื้อร้อนใจ ทำไมไม่รีบออกมา”
“ไอ้ทิด! เอ็งระวังปาก ระวังนรกจะกินกบาลเอา”
เสียงตวาดของเดชดังลั่นมาจากอีกฟาก ซึ่งเป็นลูกศิษย์รุ่นพี่ รูปร่างล่ำสัน ผมตัดทรงมหาดไทย หน้าตาดุดัน ก้าวออกมายืนขวางหน้าประตูห้องพิธี สองมือกอดอกแน่น อวดกล้ามแขนที่มีรอยสักรูปหนุมานคลุกฝุ่น
“พ่อครูท่านกำลังเพ่งสมาธิ ทำพิธีบริกรรมคาถาทำของขลังคู่กับครูบาอาจารย์ของท่าน เอ็งจะให้ทิ้งพิธีออกมาสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวของก็เข้าตัวพวกเอ็งดอก!”
“ของขลังอะไรข้าไม่สน! มันกินไอ้เข้มกับไอ้ชิดต่อหน้าต่อตา ถ้าพ่อครูไม่ช่วย คืนนี้ใครจะกล้าหลับลง เกิดมันพุ่งตัวขึ้นมาเขมือบใครลงท้องอีกจะทำอย่างไร” ชายอีกคนแทรกขึ้นมาเสียงสั่นพร่า ด้วยบ้านอาศัยอยู่ติดริมน้ำ
“ฮือ...พ่อครู...ออกมาเถิดเจ้าค่ะ เมตตาลูกนกตาดำๆ ด้วยเถิด...” นางเมี้ยนพนมมือสั่นระริก โขกศีรษะลงกับพื้นกระดาน
บรรยากาศบนเรือนตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด แต่แล้วเสียงไม้ลั่นเพียงแผ่วเบา ก็สะกดทุกเสียงบนเรือนให้เงียบกริบลงในพริบตาแอ๊ด...
บานประตูไม้สักค่อยๆ แง้มออก เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ที่ก้าวข้ามธรณีประตูออกมาอย่างเชื่องช้า
พ่อครูสัตยา ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงไต้ที่วูบไหว ร่างกายกำยำท่อนบนเปลือยเปล่า อวดมัดกล้ามเนื้อเป็นลอนสวยงามราวกับรูปปั้นสำริด ผิวสีทองแดงเข้มจัดสะท้อนแสงไฟเป็นมันเลื่อม รอยสักอักขระขอมโบราณดำขลับบนแผงอกและหัวไหล่ดูขลังทรงพลังยิ่งกว่าเดิมในยามวิกาล
ใบหน้าคมเข้มใต้หนวดเคราหนาเรียบสนิท ดวงตาดุจพยัคฆ์กวาดมองไปรอบๆ ชานเรือน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพโกลาหลตรงหน้า
“พ่อครู!”
ชาวบ้านแทบจะกราบกรานพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พ่อครูเพียงพยักหน้า ก่อนเจ้าตัวไปนั่งลงบนตั่งที่ตั้งไว้ตรงหน้าลานเพื่อจะได้นั่งลงพูดคุยกับชาวบ้าน ไม่ไปรบกวนในห้องทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ ด้านข้างมีหมากพลูและยาสูบที่จัดวางไว้เพื่อเขาโดยเฉพาะ
นางเมี้ยนรีบคลานเข่าเข้าไปกอดขาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของสัตยาแน่น
“พ่อครูเจ้าขา...ช่วยลูกอิฉันด้วย ไอ้ชิด...ฮือ...ช่วยชีวิตไอ้ชิดด้วย”
