บทที่ 20 บทที่ ๑๔

“พะ พ่อครู!”

เมื่อพิธีเรียกขวัญสิ้นสุดลง แทนที่หมู่บ้านแห่งนี้จะได้ความเงียบสงบกลับคืนมา มันกลับกลายเป็นเหตุโกลาหลยิ่งกว่าเก่าเพราะชาวบ้านต่างก็

กรูกันเข้ามาห้อมล้อมร่างของสัตยาไว้แน่นขนัด สีหน้าทุกคนล้วนแต่เต็มไปด้วยแววความวิตกกังวลและหวาดระแวงจนถึงขีดสุด

“ล... แล้วพวกเราจักทำเยี่ยงไรต่อไปดีล่ะ?!” มั่น นายท้ายเรืออาวุโสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า

“ตั้งแต่วันที่ไอ้ชิดไอ้เข้มโดนลากลงน้ำไป ไม่มีใครกล้าพายเรือออกหาปลาเลยสักคน ท้องกิ่วกันไปหมดทั้งหมู่บ้านแล้วนะ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปพวกฉันคงอดตายไม่ต่างจากถูกไอ้เข้มันกินเป็นแน่ กราบพ่อครูช่วยจัดการให้เด็ดขาดทีเถอะ”

“ใช่ๆ พ่อครู ช่วยกำจัดหรือทำอะไรกับมันทีเถอะ พวกเรากลัวจนมิเป็นอันทำมาหากินแล้ว”

แล้วเสียงชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ประสานกันขึ้นมาอย่างวุ่นวาย ทว่าสัตยาก็ทำได้เพียงแต่ยืนมองภาพความทุกข์ร้อนตรงหน้าด้วยใจหนักอึ้ง

เขาทอดถอนลมหายใจยาว ก่อนจะหยิบย่าม นำตะกรุดและผ้ายันต์ที่ลงอาคมไว้ออกมาเพื่อแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านทีละคนด้วยมือของตนเอง

“เอ้าๆ พวกเอ็งฟังข้าก่อน”

ชาวบ้านทุกคนพร้อมใจกันหยุดฟัง

“ข้าจะให้ของขลังนี้ไปพกติดตัวไว้ อย่างน้อยก็ช่วยคุ้มกันไม่ให้สิ่งอัปมงคลใดๆ เข้าใกล้ได้ง่ายๆ”

“แล้วไอ้เข้เล่า” ชาวบ้านคนหนึ่งถามสวนขึ้นมา

“ให้มันเป็นหน้าที่ของข้า พวกเอ็งก็กลับไปใช้ชีวิตทำมาหากินปกติ แต่ก็ระมัดระวังตัวเข้าไว้ เพราะการประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย”

“ชีวิตของไอ้ชิดเล่าจ๊ะ” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งถามขึ้น

“ข้า...จะให้มันชดใช้อย่างสาสม”

“แต่ก็ไม่เห็นทำอะไร”

เสียงเบาพูดขึ้นอย่างลอยๆ พ่อครูถึงจะได้ยินแต่ก็ทำนิ่ง เหมือน

ทองไม่รู้ร้อน

ทว่าชาวบ้านคนอื่นครั้นได้รับคำยืนยัน พร้อมด้วยของดีติดตัว ต่างก็ดูจะพากันเบาใจลงได้บ้างและยอมแยกย้ายกันไป

แม้ในใจของสัตยาจะไม่กระจ่างแจ้งตามถ้อยคำที่กล่าวออกไป

ชายร่างกำยำลอบขมวดคิ้วมุ่น พลางนึกถึงการเข้าฌานสมาธิเมื่อช่วงคืนที่ได้ข่าวซึ่งมันช่างประหลาดเหลือเกิน

‘แปลกนัก...จิตของข้าดิ่งลึกไปไกลได้ถึงเขาไกรลาส แต่กลับมองเพชฌฆาตตัวนั้นไม่เห็น ประหนึ่งเหมือนถูกม่านหมอกบดบังดวงตาไว้’

สัตยารำพึงในใจด้วยความสับสน

‘ไม่ว่าจักแผ่กระแสจิตไปทางใด ก็ไม่ยักกะพบร่องรอย หรือมนต์ข้าจะเสื่อมถอยลง?’

ความรู้สึกไม่คงเส้นคงวาเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจจอมขมังเวทย์ผู้ไม่เคยพลาดพลั้ง สัตยาอดที่จะคิดไม่ได้ว่าหรือภัยเงียบในหนนี้จักใหญ่หลวงเกินกว่าที่เขาจะรับมือได้เพียงลำพังเสียแล้ว

“...”

ท่ามกลางภาพความวุ่นวายของชาวบ้านที่ยังจอแจเข้ามารุมล้อมเพื่อขอรับของมงคลไปนั้น นัยน์ตาดำขลับกลับมองฝ่าฝูงชนออกไปจนสะดุดตาเข้ากับหญิงสาวผู้หนึ่งที่ยืนปลีกตัวอยู่ใต้ร่มเงาไม้ข่อย

นางไม่ได้ขยับกายเข้ามาร่วมวงรับของขลังเฉกเช่นผู้อื่น เอาแต่ยืนแน่นิ่งราวกับเรือนร่างเปล่าไร้วิญญาณ ดวงตาคู่นั้นก็จ้องเขม็งตรงมาที่ตัวเขาด้วยแววตาว่างเปล่า หากแต่แฝงแววความร้าวรานจนดูน่าใจหาย

“พี่เดชเห็นหญิงที่ยืนอยู่ใต้ต้นข่อยนั่นหรือไม่? เหตุใดนางจึงไม่เข้ามาเอาของเหมือนผู้อื่น”

สิ้นเสียงของไอ้สร เดชมันก็พลันชะงักมือ ลอบมองตามสายตาของ

ไอ้สรไป

“อ๋อ...นั่นน่ะนางมิ่งขวัญ เป็นพี่สาวของไอ้ชิดที่โดนจระเข้ลากไปเมื่อวันก่อนนั่นแหละ ตั้งแต่น้องชายสิ้นใจไป นางมาเรือนพ่อครูเกือบทุกวัน ข้ารึต้องพูดเสียจนปากเปียกปากแฉะเพื่อให้นางยอมกลับเรือนไป เห็นว่าพอกลับเข้าหมู่บ้านก็ไม่พูดไม่จากับใคร เอาแต่มายืนจ้องมองตรงท่าน้ำหน้าหมู่บ้าน สงสารก็แต่แม่มันเห็นคนเขาว่าเสียสติเพราะทำใจไม่ได้” ไอ้เดชว่าต่อ พลางถอนหายใจยาวด้วยความเวทนา

“เสียดายเนาะพี่ ยังสาวยังสวยแต่ใบหน้าบูดบึ้งนัก เสียดายของ”

“อายุเข้ายี่สิบแล้วยังไม่ออกเรือนเลย”

ฝั่งสัตยาเองได้ยินสิ่งที่เหล่าศิษย์สนทนากันก็ได้แต่นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว เหตุเพราะรู้ดีว่าเรื่องจิตใจคน มันเกินกำลังของตนไปมากโข หากให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวคงไม่เป็นผลดีอันใด สุดท้ายจึงเพียงแต่ละสายตาหนีและหันหลังกลับเพื่อมุ่งหน้าสู่เรือนไทยของตน

°°••....••°°.°°••....••°°

หลังจากผ่านพิธีไหว้ครู ไม่กี่วันก็ถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง

ในที่สุดค่ำคืนที่ไชยเวศเฝ้ารอคอยก็เวียนมาถึงจนได้

ขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบสอง…คืนที่พระจันทร์กำลังสาดแสงส่องกระทบผิวน้ำอย่างงดงามเกิดเป็นภาพชวนฝัน ทว่าบรรยากาศรอบข้างกลับดูน่าอึดอัดพิลึก ขัดกับความงดงามของดวงจันทร์ทราเบื้องบน

“หลับให้สบายนะพ่อครูของข้า”

เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับสายลมพัดผ่าน ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามกรอบหน้าคมคายของคนที่กำลังหลับใหลอย่างแสนเสียดาย นึกขัดใจที่ค่ำคืนนี้ตนจำต้องละทิ้งไออุ่นและกลิ่นกายหอมกรุ่นที่คุ้นเคย เพื่อลุกออกไปทำพิธีสำคัญที่เฝ้ารอคอย

พญาไชยเวศเพ่งมองใบหน้าสงบนิ่งของสัตยาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหลับตาลงบริกรรมคาถาสะกดวิญญาณ

กระแสพลังงานบางอย่างแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วเรือนไทย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกชีวิตบนเรือน ไม่ว่าจะเป็นพ่อครู ไอ้พี่สร ไอ้พี่เดช หรือแม้แต่พวกกุมารทองจอมสอดรู้สอดเห็น จะจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอันลึกล้ำ ไม่มีผู้ใดตื่นขึ้นมาขัดขวางเขาทั้งสิ้น

หลังจากร่างสูงโปร่งย่องออกจากหอนอน ไชยเวศในกายแปลงก็รีบมุ่งตรงไปยังท่าน้ำท้ายเรือนที่ยามนี้แสงจันทร์ถูกปกคลุมไว้ด้วยทั้งความมืดมิดยามค่ำคืนและไอหมอกหนา

จ๋อม...

ทันทีที่ปลายเท้าเปลือยเปล่าแตะสัมผัสผิวน้ำเย็นเฉียบ เป็นจังหวะเดียวกับที่สายฝนเม็ดใหญ่เริ่มโปรยปรายลงมาตามฤกษ์ยาม ร่างจำแลงค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ความเวิ้งว้างของแม่น้ำ ปล่อยให้อำนาจแห่งพระแม่คงคาโอบอุ้มร่างพญากุมภีร์เอาไว้ดังเคย

เขาเริ่มรวมจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับสายน้ำ ปากพร่ำร่ายพระเวทโบราณเพื่อเชื่อมต่อจิตวิญญาณเข้ากับสายธารแห่งอดีตกาล

นัยน์ตาสีอำพันปิดสนิทเริ่มเห็นแสงสว่างวาบขึ้นในมโนจิต ใจของไชยเวศพยายามรวบรวมสมาธิอย่างแน่วแน่ หวังฉีกกระชากม่านหมอกแห่งความลับที่สัตยาซุกซ่อนไว้ให้ปรากฏแจ้งแก่ใจเสียที

เปาะแปะ...เปาะแปะ...เปาะแปะ...

ห่าฝนเริ่มโหมกระหน่ำรุนแรงกระทบหลังคาเรือนไทยดังถี่กระชั้น ทว่าในยามเดียวกันนั้น พ่อครูสัตยาที่ควรจะจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราตามมนต์สะกดของพญากุมภีร์ กลับรู้สึกได้ถึงความปั่นป่วนในมโนสำนึก ตบะบารมีที่สั่งสมมานานทำให้ดวงจิตของเขาสะบัดหลุดจากภวังค์ได้เร็วกว่าคนธรรมดาทั่วไป

เปลือกตาหนักอึ้งเปิดขึ้นเนิบช้า สาดส่องไปทั่วในความมืดสลัว ภายในมุ้งนอน แต่สิ่งที่เขาได้เผชิญกลับเป็นความว่างเปล่าที่เย็นเยียบผิดไปจากปกติ ฝ่ามือหนาควานไปข้างกาย หวังจะสัมผัสร่างอุ่นของเด็กหนุ่มที่มักจะนอนเบียดกระแซะคอยออเซาะไม่ยอมห่าง แต่กลับพบเพียงที่นอนอันว่างเปล่าและหมอนที่ยังทิ้งร่องรอยการหนุนนอนไว้ผิวเผิน

“ด่าง...” สัตยาพึมพำเรียกเสียงแผ่ว

ความว่างเปล่าคือคำตอบเดียวที่ได้รับ สัตยาพยุงกายลุกขึ้นนั่ง ความเงียบเชียบที่ปกคลุมทั่วทั้งเรือนนอนยามนี้ เห็นทีจะให้ใจของเขาอยู่ไม่สุขเอาเสียเลย

เขาก็รู้ดีอยู่หรอกว่าไอ้ด่างนั้นมีนิสัยประหลาดและมักทำตัวรุ่มร่ามอยู่ใกล้เขาเสมอ แต่การที่เจ้าตัวจะหายไปในยามวิกาล ท่ามกลางคืนที่ฝนฟ้าคะนองทั้งที่ควรเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง มองดูอย่างไรก็ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ ซ้ำแล้วภาพในวันที่ไอ้เด็กเจ้าปัญหาผู้นี้จมน้ำจนตัวซีดตัวสั่นก็พลันผุดพรายขึ้นมาในหัวเสียอีก

‘หรือว่ามันจักเดินละเมอจนพลัดตกน้ำอีกแล้ว...?’

ความคิดนั้นผุดขึ้นในหัวของสัตยา ต่อด้วยความกังวลที่ว่าในน่านน้ำแห่งนั้น อาจจะมีจระเข้ร้ายแหวกว่ายอยู่อย่างที่ชาวบ้านเขาเล่าลือกันก็ได้ เช่นนั้นหมายความว่าด่างก็อาจจะกำลังตกอันตราย

สัตยาวูบโหวงในอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาไม่รอช้า รีบกระชากผ้ามุ้งออกแล้วคว้าผ้าขาวม้ามาเคียนเอวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวฉับๆ ออกไปนอกหอนอน

สายฝนที่สาดซัดกระหน่ำลงมา ไม่ได้ทำให้พายุในจิตใจของพ่อครู

ผู้แกร่งกล้าสงบลงได้เลย เขาเดินรุดหน้าไปทั่วทุกมุมเรือน ทั้งในครัว นอกชาน หรือแม้แต่ใต้ถุนเรือนที่มืดมิด หวังเพียงจะได้พบคนที่ตามหา ทว่าทุกพื้นที่ กลับไร้เงาของเด็กหนุ่มผิวขาวซีดที่ควรจะนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มเคียงเขาปรากฏ

ในที่สุด ความพะวงที่เอ่อล้นจนจุกอกก็มีอำนาจเหนือกว่าความหวาดกลัวที่สลักลึกมานานนับสิบปี

สัตยาตัดสินใจกำตะเกียงน้ำมันกระพริบวูบไหว ออกจากตัวเรือน ฝีเท้าเหยียบย่ำลงไปตามพื้นดินที่เริ่มเปียกแฉะจนกลายเป็นโคลนตม มุ่งหน้าไปยังท่าน้ำต้องห้ามที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอดหลายสิบปีให้หลัง

“ด่าง...! ไอ้ด่าง...! เอ็งอยู่ไหน?!”

เสียงตะโกนแหบพร่าแข่งกับเสียงสายฟ้าฟาดคำรามก้อง แสงจากตะเกียงอันน้อยนิดในมือหนาถูกส่งพยายามแหวกม่านฝนที่ขาวโพลนเพื่อมองหาเงาร่างของใครอีกคน

กระทั่งร่างกำยำเดินไปหยุดอยู่ที่ริมตลิ่งซึ่งกำลังเชี่ยวกราก น่านน้ำเบื้องหน้าหมุนวนเป็นเกลียวปละหลาด เรียกภาพความทรงจำสีเลือดในอดีตให้ฉายทับซ้อนขึ้นมาอีกครั้ง จนสัตยาต้องขบกรามแน่นเพื่อเรียกสติ

“...!”

สัตยายกตะเกียงขึ้นสูง หรี่ตามองผ่านฝนลงไปในแม่น้ำที่แปรปวนหนัก กายกำยำสั่นสะท้านจนน้ำมันในตะเกียงกระฉอกไหว มิใช่เพราะความหนาวเหน็บจากพายุฝนที่สาดซัดกระทบผิว แต่เป็นเพราะเขากำลังก้าวล่วงล้ำเส้นแบ่งแห่งความหวาดกลัวในจิตใจ ยอมเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายในอดีตเพื่อตามหาเด็กหนุ่มแปลกหน้า คนที่บัดนี้ได้กลายเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ สำคัญยิ่งกว่าลมหายใจของตนเองแล้วในเพลานี้ก่อนภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า จะทำให้ลมหายใจของสัตยาก็สะดุดกึกราวกับถูกกระชากวิญญาณ

ร่างของด่างยืนนิ่งสนิทอยู่กลางสายน้ำที่เชี่ยวกราก น้ำในแม่น้ำน่านที่ควรจะท่วมมิดหัวมัน กลับดูเหมือนจะโอบอุ้มร่างนั้นไว้เพียงระดับอก ราวกับมีแท่นศิลาอาถรรพ์คอยหนุนรองรับอยู่ใต้ผืนน้ำเบื้องล่างมิให้ร่างใหญ่จมดิ่งลงสู่ความตาย

เปรี้ยง!

ทว่าสิ่งที่ทำให้พ่อครูสัตยาต้องเบิกตาโพลงด้วยความพรั่นใจจนถึงขีดสุด คือเงาร่างมหึมาทอดทับอยู่เบื้องหลังเด็กหนุ่มท่ามกลางแสงฟ้าแลบที่แปลบปลาบขึ้นบนท้องฟ้า

มันคือเงาสีขาวนวลตาของจระเข้เผือกตัวใหญ่ยักษ์ เกล็ดพราวระยับ เงาของสัตว์ร้ายแผ่พังพานโอบรัดร่างของไอ้ด่างไว้ชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายวับไปในเกลียวคลื่น

“ด่าง!!!”

เสียงแหบพร่าตะโกนเรียกชื่อนั้น ด้วยความตระหนกตกใจ สัตยามิได้หยุดคิดถึงอันตรายหรือเรื่องใดๆ ที่ตนขยาดมาทั้งชีวิตอีกต่อไป เขาเหวี่ยงตะเกียงทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ใยดี ก่อนจะกระโจนร่างลงสู่สายน้ำ ใช้พละกำลังทั้งหมดแหวกว่ายเข้าหาเป้าหมาย

พริบตาที่กระแสจิตของพญาไชยเวศกำลังดิ่งลึกจนเกือบจะบรรลุถึงแก่นกลางของกาลเวลา ม่านน้ำที่ขาวโพลนในนิมิตก็พลันปรากฏเป็นภาพเลือนรางของชายหญิงคู่หนึ่งที่ดิ้นรนอยู่กลางเกลียวคลื่นสีเลือด เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความสยดสยองดังแทรกผ่านม่านฝนเข้ามาในโสตประสาทอย่างชัดเจนจนหัวใจของเขากระตุกวูบ

“อย่า!!!”

ทว่าเสียงตะโกนก้องที่เปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวังของใครคนหนึ่ง ซึ่งทุ้มลึกและคุ้นเคยปานว่าเป็นเสียงของคนข้างกายในปัจจุบันนั้นก็ดังสนั่น

ฉีกกระชากนิมิตนั้นให้สั่นคลอน ก่อนดวงตาที่สามจะทันได้ลอบเห็นใบหน้าของผู้ที่ตกอยู่ในภาพนั้นได้ชัดแจ้ง กายหยาบของไชยเวศก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงจนหลุดออกจากภวังค์ทิพย์ฉับพลัน!

“ไอ้ด่าง! มึงตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”

แรงมหาศาลจากฝ่ามือหนาของสัตยากระชากรั้งต้นแขนของไอ้ด่างจนตัวลอยขึ้นจากผิวน้ำ สติที่กำลังหลอมรวมกับสายน้ำถูกดีดกลับคืนสู่กายหยาบอย่างรุนแรงจนไชยเวศสำลักน้ำออกมาละรอกใหญ่

ทั้งคู่ยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ริมตลิ่งท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ สัตยาที่บัดนี้ขาดความยับยั้งชั่งใจด้วยความตระหนกขีดสุด พยายามลากเด็กหนุ่ม

ให้พ้นจากขอบน้ำอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่ด่างซึ่งยังมึนงงและขัดใจที่พิธีถูกทำลายก็พยายามขืนตัวไว้สุดแรง

“ปล่อย...มาได้ยังไงวะเนี่ย?! ปล่อยข้าก่อน!”

ด้วยความลื่นของโคลนตมและแรงพายุที่ซัดเข้าปะทะ ร่างของคนทั้งสองก็เสียหลักล้มคะมำลงบนพื้นดินที่เปียกแฉะรุนแรงจนสัตยาเสียหลักล้มลงโดยมีร่างของไอ้ด่างทับอยู่เบื้องบน ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงลมหายใจกั้น กลางห่าฝนที่ยังโหมกระหน่ำ

น้ำฝนเย็นเฉียบสาดซัดลงมาจนลืมตาแทบไม่ขึ้น กลิ่นโคลนตมคละคลุ้งผสมปนเปกับกลิ่นกายหอมกรุ่นเฉพาะตัวของคนที่อยู่ใต้ร่าง ไชยเวศ

พยายามจะยันกายลุกขึ้นด้วยความหัวเสียที่พิธีสำคัญถูกขัดจังหวะ

“ด่าง...เอ็งลงไปทำอะไร ฟั่นเฟือนไปแล้วรึ?!”

เสียงตะโกนแข่งกับเสียงพายุนั้นสั่นพร่า ฝ่ามือหนากำรอบต้นแขนเขาแน่นจนรู้สึกเจ็บ เนื้อตัวคนใต้ร่างสั่นเทิ้มไปด้วยแรงอารมณ์ที่แยกไม่ออกว่าโกรธหรือกลัว

“อยากตายห่านักรึไง ทำอะไรไม่คิดถึงใจว่าผู้อื่นเสียบ้าง?!”

“ข้าทำอะไร?”

ไชยเวศขมวดคิ้ว จ้องมองดวงตาแดงก่ำที่อยู่ห่างเพียงคืบด้วยความไม่สบอารมณ์

“กลางค่ำกลางคืนที่พายุเข้าเยี่ยงนี้ มึงลงมาเล่นพิเรนทร์ทำเรื่องบ้าบออะไรกลางแม่น้ำ หากมึงจมลงไปรึถูกไอ้เข้คาบไปกิน ข้าจักทำอย่างไร?!”

เด็กหนุ่มที่ถูกชายโตกว่ากำแขนแน่นจนเจ็บ รู้สึกขัดใจที่นิมิตกำลังจะกระจ่างแจ้งแท้ๆ จึงได้เถียงสวนขึ้นมาด้วยแรงอารมณ์ไม่ต่างกันนัก

“กลัวท่าน้ำนักหนาแล้วมาถึงนี่ทำไม ห่วงข้ามากรึ”

“เอ็ง…!”

“ทีท่านยังไม่เคยตอบคำถามข้าเลยว่าเหตุใดถึงกลายเป็นคนกลัวนั่นกลัวนี่ มีอดีตอะไรกันแน่ แต่พอเป็นเรื่องข้า ข้าต้องรายงานท่านทุกเรื่องรึ”

“...”

“เหอะ...น่ารำคาญเป็นบ้า”

คำพูดนั้นประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของสัตยา แรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านเป็นเดิมทียิ่งทวีคูณ ฝ่ามือหนาเปียกเปื้อนโคลนผลักอกเด็กหนุ่มบนร่างให้ออกห่างอย่างเต็มแรง ก่อนจะตวาดซ้ำไปด้วยความโกรธจัด

“รำคาญกูรึ?! อดีตของกูจักเป็นเยี่ยงไรมันก็เรื่องของกู มึงเป็นเพียงผู้อาศัย เป็นเพียงคนที่กูเมตตาหยิบยื่นชีวิตใหม่ให้ มาเสือกกระไรฮะ?!”

พญากุมภีร์ในร่างจำแลงยันกายขึ้นนั่ง จ้องมองใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโทสะของชายตรงหน้า นัยน์ตาสีอำพันมองทะลุเปลือกนอกที่เกรี้ยวกราดนั่นเข้าไป สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีนิลคู่นั้นมิใช่ความกราดเกรี้ยวแต่เป็นความเจ็บลึกเกินบรรยายจนเขาเผลอนิ่งอึ้งไป

“...ก็มันอยากเสือก!”

“มึงมันรนหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ หากยังจุ้นจ้านกับอดีตของกูไม่เลิก กูจักไสหัวมึงออกไปจากเรือนเสียเดี๋ยวนี้!” สัตยาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน นิ้วชี้หน้าคาดโทษด้วยความเหลืออด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป