บทที่ 21 บทที่ ๑๕
พลั่ก!
ร่างหนากระแทกจมลงสู่พื้นโคลนตมอย่างแรงด้วยฝีมือของคนเด็กกว่า พญาไชยเวศในร่างจำแลงกระโจนเข้าคร่อมทับ ตรึงข้อมือแกร่งทั้งสองข้างของสัตยาให้จมติดกับพื้นดิน ไม่เปิดช่องให้ขยับหนีไปไหนได้
“ไม่ไป มีอะไรไหม?!”
“หน้าด้านหน้าทน ไปให้พ้นหน้ากูเลยไป!”
ห่าฝนยังคงสาดซัดโหมกระหน่ำ ประหนึ่งจะถล่มผืนดินให้ทลายลงสู่ห้วงน้ำ เสียงลมพายุหวีดหวิวดังคร่ำอยู่ข้างหูชายทั้งสองที่ต่างครุกรุ่นไปด้วยอารมณ์ไม่น้อยกว่ากัน กายหยาบของพญากุมภีร์ที่ทอดทับอยู่บนร่างของสัตยากลับไม่ได้แสดงท่าทีพรั่นพรึงต่อถ้อยคำขับไล่ไสส่งนั้นแม้แต่น้อย
อยู่ดีๆ เมื่อคิดขึ้นมาว่าหากต่อความยาวสาวความยืด มีหวังถูกไล่จริงๆ เป็นแน่ แววตาเกรี้ยวกราดของเด็กหนุ่มก็แปรเปลี่ยนเป็นโอนอ่อนลง รอยยิ้มเศร้าสร้อยถูกจุดขึ้นบนมุมปากให้ร่างหนาได้เห็น
“จะไล่กันได้ลงคอจริงหรือ”
สายตาตัดพ้อที่จ้องเขม็งลงมาทำเอาเพลิงโทสะในอกคนเบื้องล่างเริ่มมอดลง สัตยาเม้มปากแน่นพยายามเบือนหน้าหนี
“ก็ถ้าเอ็งยังอยากรู้อยากเห็นไม่เลิก ข้าก็จำต้องไล่เอ็งไป”
“อย่าไล่ข้าเลย...นะ”
“งั้นก็ตอบข้ามา เอ็งลงไปทำอะไรในน้ำ”
“ข้าแค่ลองวิชาสรรพนิมิต”
“สรรพนิมิต? เอ็งไปได้วิชานี้มาจากใคร ทั้งที่ข้าไม่เคยสอน”
“...”
“เอ็งเป็นใครกัน...?”
“ข้าจะเป็นสิ่งใดแล้วมันสำคัญเยี่ยงไรหรือจ๊ะพ่อครู...หากข้าไม่ใช่อย่างที่ท่านเห็น จะไม่เอ็นดูกันแล้วหรือ?”
ใบหน้าหล่อเหลาที่เปียกปอนไปด้วยหยาดฝนกลับไม่มลายรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาจงใจโน้มใบหน้าลงไปกระซิบข้างหูของสัตยาที่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล กังวานก้องคล้องกับเสียงสายฟ้าฟาด
หยาดน้ำมากมายยังคงกระหน่ำซัดสาดลงมาไม่ขาดสาย ราวกับจะช่วยโหมกระพือเปลวไฟแห่งอารมณ์ที่กำลังปะทุขึ้นให้รุนแรงกว่าเดิมจนมันแผดเผาทุกอย่างสิ้นราบ
“เอ็งเป็นสิ่งใดกันแน่...ปล่อยข้า...”
ชายร่างกำยำเค้นเสียงลอดไรฟัน ออกแรงสุดตัว พยายามจะผลักไส ทว่าน้ำเสียงนั้นฟังดูอย่างไรก็สั่นพร่าและไร้ซึ่งความเด็ดขาดอย่างที่พ่อครู
ผู้แกร่งกล้าเป็นมาเสมอ
ฟางเส้นสุดท้ายของพญาไชยเวศขาดผึง ไม่รอให้ริมฝีปากหนาได้
เอ่ยถ้อยคำผลักไสใดออกมาเป็นเสนียดหูเขาอีกต่อไป
“อื้อ...!”
ใบหน้าหวานฉกวูบลงมาประกบจูบอย่างรวดเร็วและรุนแรง บดขยี้ริมฝีปากของคนใต้ร่างอย่างดุดัน ประหนึ่งกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากที่โถมซัดเข้ากลืนกินชายฝั่งให้จมหายลงสู่ก้นบึ้งของแม่น้ำในพริบตา
ลิ้นร้อนชื้นรุกล้ำกวาดต้อนความหวานในโพรงปากอย่างหิวกระหาย บดขยี้ริมฝีปากหนาด้วยแรงอารมณ์ที่ปะทุเดือดแข่งกับเสียงฟ้าคำราม รสสัมผัสเฝื่อนขมปนเปไปกับกลิ่นคาวเลือดและหยาดฝน ส่งผลให้สติสัมปชัญญะของพ่อครูผู้แกร่งกล้าขาดสะบั้นลงชั่วขณะ
สัตยาสั่นสะท้านไปทั้งกาย ฝ่ามือหนาที่เคยออกแรงผลักไสกลับเผลอไผลแปรเปลี่ยนมาขยุ้มสาบเสื้อของไอ้ด่างจนยับย่น ยอมศิโรราบให้กับจุมพิตที่แฝงไปด้วยมนตราบางอย่างที่ไม่อาจต้านทานได้ ก่อนเสี้ยวอึดใจต่อมาสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจะสั่งการให้รวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้าย
ผัวะ!
กำปั้นลุ่นๆ กระแทกเข้าเต็มสันกรามจนใบหน้าขาวสะบัดหันไปตามแรง สัตยาใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักร่างของด่างออกห่างตัว ก่อนจะจะยันกายลุกขึ้นนั่งหอบหายใจอย่างหนักหน่วง นิ้วสั่นระริกก็ยกชี้หน้าไอ้เด็กที่บังอาจทำเรื่องบัดซบใส่ตน
“ไอ้ด่าง! คิดจะทำบ้าอะไร?! เสียสติไปแล้วรึ” สัตยาตวาดก้องด้วยความขุ่นเคืองและสับสน
ทว่ากายหยาบของพญาไชยเวศกลับแน่นิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ ขณะที่โลหิตสดสีแดงฉาดเริ่มซึมที่มุมปากตัดกับผิวขาวเผือด นัยน์ตาสีอำพันที่ค่อยๆ หันกลับมาจ้องสัตยานั้น กลับไม่ได้มีร่องรอยของความเจ็บปวดอยู่เลย
มันมีเพียงความปรารถนาและเอาแต่ใจของสัตว์ร้ายที่หมดความอดทน ไชยเวศไม่สนกฎเกณฑ์ ไม่สนฐานะศิษย์อาจารย์ไร้สาระพรรค์นั้นอีกต่อไป เมื่อ
รสสัมผัสหวานล้ำดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจที่เพิ่งได้ลิ้มลองเมื่อครู่ เปรียบเสมือน
เชื้อเพลิงชั้นดีที่ราดรดลงบนกองไฟ เพียงแค่ได้ชิมหยดแรก ก็กระหายอยากจะตะกรามกลืนกินทั้งร่างตรงหน้าให้หมดสิ้นในคราเดียว
“เอ็ง...!”
ชายโตกว่ายังไม่ทันได้เอ่ยจนจบประโยค ร่างสูงโปร่งไอ้ด่างก็พุ่งเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วและพละกำลังที่เหนือมนุษย์ปรกติไปไกลโข
มือหนาของสัตยาถูกรวบหมับไว้ด้วยฝ่ามือเรียว ไชยเวศกดข้อมือทั้งสองของพ่อครูลง ก่อนจะก้มลงประกบจูบอย่างดูดดื่มและหิวกระหายอีกครา รสเลือดที่มุมปากผสมปนเปไปกับหยาดฝนและแรงอารมณ์ที่ปะทุ
“ไอ้...!”
สัตยาสะบัดหน้าหนีสุดแรง เกร็งลำคอฝืนต้านทานหวังจะกระชากกายออกจากการเกาะกุมเพื่อตะโกนเรียกสติคนตรงหน้า ทว่ายังไม่ทันที่คำผรุสวาทจะได้หลุดรอดริมฝีปาก เสียงคำรามต่ำลึกราวกับสัตว์ป่าก็ระเบิดใส่หน้าจนหูอื้อ
“เจ้าเป็นของข้า!”
ด้วยแววตาที่สัตยาไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่แววตาของไอ้ด่างที่แสนซื่อ หากแต่มันลุกโชนไปด้วยอำนาจราวกับเป็นเจ้าแห่งน่านน้ำ สายตาที่จ้องเขม็งมาราวกับจะประกาศศักดาความเป็นเจ้าของเหนือกายเนื้อและวิญญาณนี้อย่างสมบูรณ์
“ทุกอย่าง...เป็นของข้าทุกอย่าง...เป็นของข้าเถอะนะ”
วาจานั้นเปรียบเสมือนมนต์สะกดตรึงร่างหนาให้แข็งค้างราวกับต้องต้องคำสาป หัวใจที่เคยแกร่งกล้าดั่งหินผาพลันสั่นคลอนรุนแรงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่พุ่งเข้าใส่ เมื่อเห็นพ่อครูเปิดช่องว่าง พญาไชยเวศก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย
ใบหน้าคมคายโน้มลงบดเบียดริมฝีปากอีกครา หากแต่คราวนี้ไร้ซึ่งการหักหาญด้วยกำลัง รสจูบที่เคยมุทะลุดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความโหยหาและเว้าวอนอย่างสุดซึ้ง จนกำแพงในใจของสัตยาเริ่มพังทลาย ร่างกายกำยำที่เคยขัดขืนสุดแรงเริ่มอ่อนระทวยลงยอมจำนนต่อสัมผัสที่รุกรานเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
กำแพงศีลธรรมที่พยายามก่อร่างสร้างมันมานับทศวรรษพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อปลายลิ้นร้อนชื้นรุกล้ำกวาดต้อนเข้ามา ความแห้งแล้งในจิตใจที่เคยยึดมั่นถือครองเพศพรหมจรรย์มาเนิ่นนาน กลับถูกชะล้างด้วยรสสัมผัสที่หอมหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้าที่เพียงแค่หนึ่งหยดกลับมีรสชาติหวานล้ำ มันช่างซ่านซึมลึกไปถึงขั้วหัวใจจนสติสัมปชัญญะชักจะพร่าเลือน
ความอื้ออึงแล่นพล่านขึ้นสมองจนเป็นภาพขาวโพลนไปหมด แม้แต่โสตประสาทก็ดับวูบลงฉับพลัน เสียงฟ้าคำรามกึกก้องและเม็ดฝนที่กำลังกระหน่ำตกใส่ผิวกายกลับกลายเป็นไม่รู้สึกไปเสียอย่างนั้น ราวกับห้วงเวลาถูกแช่แข็งให้หยุดนิ่ง เหลือเพียงความร้อนรุ่มของริมฝีปากและรสสัมผัสวาบหวามที่ปลายลิ้นเท่านั้นที่ยังคงแจ่มชัด ตรึงรั้งวิญญาณของพ่อครูให้จมดิ่งลงสู่ห้วงตัณหาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ท่ามกลางพายุฝนที่เทกระหน่ำ สองร่างกอดรัดฟัดเหวี่ยงจมดิ่งสู่ห้วงอารมณ์กลางโคลนตม โดยหารู้ไม่ว่าภายใต้ร่มเงาของต้นตะเคียนใหญ่ที่กิ่งก้านสาขาโบกสะบัดไหวเอนนั้น กลับมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องเหตุการณ์ทุกฝีก้าว
“ฮึก...”
ร่างของหญิงสาวในชุดไทยสีกากีที่บัดนี้เปียกปอนโชกไปด้วยหยาดฝนและคราบคาวดิน ยืนนิ่งสนิทประหนึ่งหินสลัก นัยน์ตาสีโลหิตเบิกโพลงจ้องมองภาพบาดตาบาดใจเบื้องหน้าจนแทบถลน
ภาพชายผิวเข้มกำลังถูกชายอีกคนล่วงล้ำอย่างจำยอม เปรียบเสมือนน้ำมันราดรดลงบนกองไฟแห่งความพยาบาทที่สุมอยู่ในอกมานับทศวรรษ ความริษยาและแรงอาฆาตปะทุขึ้นรุนแรงอย่างยากจะไถ่ถอน
‘ไม่ยอม...! กรี๊ดดด...!!!’
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องแข่งกับเสียงฟ้าผ่า เต็มไปด้วยความเจ็บแค้นแสนสาหัสเหมือนสาวช้ำรักที่ถูกคนรักทรยศหักหลัง
จำไม่ได้ว่าความวาบหวามนั้นเริ่มและจบลงเมื่อใด แสงจันทร์รำไรที่ส่องลงมาอาบไล้ร่างของทั้งคู่ทำให้ความเงียบดูชัดเจนขึ้นมาทันที ทั้งสองคนต่างสบตากันนิ่ง ก่อนที่ไอ้เข้หนุ่มจะตัดสินใจช้อนอุ้มร่างหนาของพ่อครูสัตยาขึ้นแนบอก แล้วรีบก้าวเท้าพาขึ้นเรือนไปโดยไม่มีใครยอมพูดอะไรออกมา
แม้เพียงคำเดียว
มันวางร่างพ่อครูลงบนฟูกนอนอย่างเบามือ ผิวเนื้อนวลตาของพ่อครูที่มีรอยสักเต็มตัวดูตัดกับที่นอนสีขาวสะอาด ลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามาหอบเอาไอเย็นมาปะทะผิวจนหนาวเหน็บ ทว่าความร้อนที่พลุ่งพล่านอยู่ในตัวพวกเขากลับไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยสักนิด
เด็กหนุ่มผิวขาวขยับยิ้มมุมปาก พลางนั่งลงข้างๆ อย่างคนถือดี ไม่ได้มีความเกรงใจในฐานะศิษย์อาจารย์เหลืออยู่แม้แต่น้อย มือหยาบกร้านของมันค่อยๆ ลูบไล้ไปตามลำแขนแกร่งของอีกฝ่าย สัมผัสนั้นทำให้พ่อครูถึงกับขนลุกซ่านจนเผลอครางฮือออกมาในลำคอ
“ข้าชอบเวลาพ่อครูทำหน้าแบบนี้เหลือเกิน...” มันกระซิบข้างหูอย่างมั่นใจ ก่อนจะโน้มตัวลงไปจนชิด
กักร่างของครูหนุ่มใหญ่ไว้ในวงแขน แล้วเริ่มใช้ลิ้นร้อนละเลียดสัมผัสยอดอกสีเข้มอย่างใจเย็นทว่าโหยหา
“อา...”
พ่อครูหนุ่มใหญ่เผลอเปล่งเสียงครางกระเส่าออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เมื่ออารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นมันยากเกินจะสกัดกลั้นได้อีกต่อไป
พละกำลังของเด็กหนุ่มมีมากเกินกว่าที่พ่อครูจะผลักไสได้ สองมือหนาของเขาพยายามดันไหล่กว้างของลูกศิษย์เอาไว้ พลางเบือนหน้าหนีสัมผัสจาบจ้วงที่เริ่มซุกไซ้ไปตามลำคอ
“หยุดก่อน...เอ็งจะทำอะไร...” ร่างหนาเอ่ยเสียงเข้ม พยายามรักษาความขรึมไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ลมหายใจกลับสั่นพร่าไม่เป็นจังหวะ
ไอ้ด่างไม่ฟังคำทัดทาน มันรวบข้อมือทั้งสองข้างของพ่อครูขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ก่อนจะก้มลงขบเม้มซอกคอแกร่งอย่างย่ามใจ
มืออีกข้างที่ว่างอยู่ก็เริ่มซุกซนลูบไล้ไปตามหน้าท้องที่มีมัดกล้ามและผิวเนื้อที่ร้อนผ่าว สัมผัสหยาบโลนนั้นจี้จุดรัญจวนจนพ่อครูหนุ่มใหญ่ต้องสะดุ้งเฮือก
“ท่านจะห้ามข้าไปทำไม ในเมื่อร่างกายท่านมันฟ้องว่าต้องการขนาดนี้”
เด็กหนุ่มพึมพำชิดผิวเนื้อ ก่อนจะกดจูบหนักๆ ลงไปที่ยอดอกอีกครั้ง คราวนี้มือหนาที่เคยพยายามขัดขืนกลับค่อยๆ คลายแรงลง นิ้วมือของพ่อครูจิกเกร็งลงบนฟูกนอนเพื่อระบายความกระสันซ่านที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง เสียงหอบหายใจถี่รัวของทั้งคู่สอดประสานกันท่ามกลางความเงียบเชียบ
เมื่อไอ้ด่างเริ่มขยับกายบดเบียดเข้าหาอย่างรุนแรงและร้อนรุ่ม พ่อครูก็ไม่อาจปฏิเสธความปรารถนาในส่วนลึกได้อีก ร่างหนาหลับตาแน่น ปล่อยให้สัญชาตญาณเข้าครอบงำ คราวนี้แทนที่จะผลักออก เขากลับเป็นฝ่ายขยับกายตอบรับสัมผัสของศิษย์ดื้อรั้นคนนี้อย่างเต็มใจ
เมื่อเห็นว่าพ่อครูเริ่มอ่อนระทวยอยู่ใต้ร่าง ไอ้ด่างก็ยิ่งได้ใจ มันละ
ริมฝีปากจากยอดอกขึ้นมาขบเม้มที่ใบหูพลางพ่นลมหายใจร้อนๆ รดรินจนคนใต้ร่างสั่นสะท้าน มือหยาบของเด็กหนุ่มเลื่อนลงไปที่ปมผ้าเคียนเอวของพ่อครูอย่างรวดเร็ว
“อย่า...”
พ่อครูสัตยาครางประท้วงในลำคอแผ่วเบา สองมือพยายามจะคว้าข้อมือของลูกศิษย์เอาไว้ แต่มันกลับสายไปเสียแล้ว
ไอ้ด่างอาศัยความรวดเร็วปลดปมผ้านั้นออกช้าๆ สายตาของมันจ้องมองปฏิกิริยาของคนตรงหน้าอย่างท้าทาย ผ้าผืนหนาที่เคยปกปิดร่างกายถูกกระชากออกไปพ้นทาง ทิ้งให้ร่างกำยำของพ่อครูเปลือยเปล่าต่อหน้า ความเย็นของอากาศในห้องที่กระทบผิวคล้ายกับยิ่งทำให้เลือดในกายของหนุ่มใหญ่สูบฉีดไปทั้งร่าง
“พะ พอที...ด่าง” เขาพยายามขยับกายหนี แต่วงแขนแกร่งของศิษย์กลับล็อกเอวเขาไว้แน่น
ไอ้ด่างไม่รอช้า มันจัดการกับผ้านุ่งของตัวเองทิ้งไปในเวลาอันสั้น ก่อนจะโถมกายเข้าหาความนุ่มนวลที่แฝงด้วยความแข็งแกร่งของคนเป็นครูอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีผ้าผืนใดมาขวางกั้นผิวเนื้อที่ร้อนระอุของทั้งคู่ได้อีก สัมผัสที่แนบชิดทำเอาพ่อครูถึงกับลืมคำทัดทานไปจนหมดสิ้น
มือหนาของพ่อครูที่เคยผลักไส เปลี่ยนเป็นเลื่อนขึ้นมาโอบรอบคอของเด็กหนุ่มไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วจิกลงบนไหล่กว้างของมันเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวยามที่ถูกจมูกและปากร้อนๆ ซุกไซ้ไปตามสีข้างและหน้าท้องอย่างหนักหน่วงจนร่างกายบิดเร้าไปตามจังหวะ
ไอ้ด่างมองดูร่างของพ่อครูที่บิดอยู่ใต้ร่างด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยไฟตัณหา มันแยกเรียวขาแกร่งของคนเป็นครูออกกว้าง ก่อนจะแทรกตัวเข้าประจำที่กลางกาย มือหยาบคว้าจับสะโพกสอบไว้มั่น นิ้วมือจิกลงบนเนื้อแน่นเพื่อตรึงร่างนั้นไม่ให้หนีไปไหน
“อ่อก...!”
ไชยเวศใส่นิ้วเรียวยาวสองนิ้วของตนเข้าช่องปากพ่อครูให้อ้าอมโลมเลีย เกลี่ยลิ้นหนาเล่นจนนิ้วเขาเปียกแฉะ ก่อนจะถอนออกแล้วนำมันเข้าหยอกล้อกับช่องทางที่มีอยู่ช่องเดียวทางด้านล่าง เพื่อเป็นใบเบิกทางให้บางสิ่งที่ใหญ่โตกว่านิ้วกลางและนิ้วนางของเขาให้เข้าไปได้
“อ๊าส์! ดะ ด่าง”
เมื่อเข้าไปได้หนึ่งนิ้วไชยเวศก็เร่งเพิ่มเป็นสองเพื่อแหวกเปิดช่องให้โพลงอันคับแคบมีพื้นที่พอจะใส่อะไรเข้าไปได้
“ด่าง...ข้า...อึด...อัด...อื้อ...”
“เคยให้ใครเข้าไปในนี้หรือไม่”
สวบ...สวบ...สวบ...
“อื้อออ...ไม่...”
“แล้วนี่เล่า”
เจ้าของมือขาวถามพร้อมกับจับหมับเข้าที่แก่นกลางกายของพ่อครูพลางรูดดึงจากโคลนสู่ปลายและมีการหยอกล้อกับหัวมนเล็กน้อย
“อึก...อะ อ๊า...ส์...อ๊า...”
“เคยใส่เข้าไปในตัวใครรึไม่” ถามพร้อมกับมือข้างนึงที่ขยับขึ้นลง พร้อมกับนิ้วร้ายด้านในที่กดเข้ากับผนังโพรงอุ่น
“อื้อออ~!!!”
“ว่าอย่างไรเล่า”
หมับ!
คนขี้หยอกถามซ้ำแต่มือกับกำบีบขยำส่วนปลายหัวมนจนมีน้ำใสๆ ปลิ่มออกมาจากด้านบน
“พะ พอ...อื้อ...ไม่...ไม่เคย”
เรียกได้ว่าเป็นคำตอบที่ร่างสูงกว่าพอใจ เขาค่อยๆ คลายมือที่กำขยำแท่งเนื้อนั่นไว้ แล้วเปลี่ยนเป็นขยับนิ้วเข้าออกเป็นจังหวะ
“ด่าง! อ๊าส์...! ข้าไม่ไหว...อึก...ไม่ไหวแล้ว...!”
“ปล่อยออกมาเถอะ ข้าอยากชิมน้ำท่าน”
ว่าแล้วไชยเวศก็ถอยร่นกายลงเพื่อให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับแก่นกายอันโตของพ่อครู ก่อนปากจะอ้างับลงไปจนหัวบานหายวับเข้าไป ส่วนนิ้วทั้งสองก็ยังคงขยับแต่เพิ่มความรัวเร็วอย่างร้ายกาจ
“อ๊า...พอ...พอ...อึก...อื้อ...พอสักที...อื้อออ...”
พ่อครูพยายามกัดปากเพื่อระงับไม่ให้ตัวเขาหลุดพูดสิ่งใดออกไป แต่เสียงก็ยังเล็กลอดออกมาอยู่ดี
“อ๊าส์...!!!”
เอวหนาโยกกายเข้าหาก่อนเกร็งขมิบ ไม่นานน้ำแรกก็ออกมาจนล้นปริ่มเต็มเข้าไปในโพรงปากของจระเข้หนุ่ม ไชยเวศกลืนทุกหยาดหยดนั้นลงคอ ก่อนจะถอนนิ้วร้อนแล้วขึ้นครอมร่างหนาไว้อีกครั้ง
“อา...ฮ่าส์...จะ...จะ...ทำอะไรอีก...”
ร่างขาวจับจระเข้ยักษ์ของตนขึ้นมา ก่อนจะบดเบียดเข้าหาช่องทางที่ปิดสนิทแต่มีน้ำสีใสไหลล้นออกมาเล็กน้อย พ่อครูสัตยาถึงกับเบิกตาโพลง ร่างกายกระตุกเฮือกด้วยความตื่นตระหนก มือหนาจิกลงบนไหล่ของศิษย์ดื้อรั้นจนเล็บแทบฝังเข้าเนื้อ
“ไอ้ด่าง...ยะ...อย่า...” พ่อครูละล่ำละลักบอก เสียงสั่นพร่าด้วยความเจ็บปนซ่านสยิว
ทว่าเด็กหนุ่มกลับไม่ฟังคำทัดทาน มันเริ่มกดกระแทกลำลึงค์เข้าสู่ทวารที่คับแน่นอย่างหนักหน่วงและดุดัน
พลั่ก!
ความคับแน่นที่โอบรัดทำเอาไอ้ด่างถึงกับครางต่ำในลำคอด้วยความพึงพอใจ มันโถมกายเข้าหาในท่าที่สอดประสานกันอย่างแนบสนิท สายตาจ้องมองใบหน้าของพ่อครูที่เหยเกด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น
จังหวะที่รุนแรงเริ่มทวีความเถื่อนดิบขึ้นตามสัญชาตญาณ พ่อครูสัตยาที่เคยพยายามขัดขืนในตอนแรก บัดนี้กลับทำได้เพียงเงยหน้าขึ้นหอบหายใจรัวริน ร่างกายสั่นคลอนไปตามแรงกระแทกกระทั้นที่ถูกส่งมาครั้งแล้วครั้งเล่า
เสียงเนื้อกระทบเนื้อท่ามกลางความเงียบของห้องนอนเริ่มดังถี่กระชั้น พร้อมๆ กับเสียงครวญครางของพ่อครูที่ปล่อยให้อารมณ์ดิบเถื่อนนี้พัดพาเอาความถูกต้องและศีลธรรมกระเจิดกระเจิงหายไปในความมืดมิด
“อ๊าส์... อึก...”
ไอ้ด่างโน้มตัวลงไปจูบซับเหงื่อที่ผุดตามดวงหน้าของพ่อครูหนุ่มใหญ่ ทว่าช่วงล่างยังคงทำหน้าที่อย่างดุดันไม่ผ่อนปรน ราวกับจะย้ำเตือนให้รู้ว่าในเพลานี้ ใครกันแน่ที่เป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่า...
จังหวะที่ท่อนลำใหญ่ยักษ์สอดประสานเข้าออกอย่างต่อเนื่องเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับพายุฝนที่ตั้งเค้ามานานแล้วระเบิดลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไอ้ด่างโน้มตัวลงไปจนอกชิดอก มันจงใจบดเบียดความแข็งขืนเข้ากับผนังทวารที่รัดรึงแน่นหนาจนพ่อครูสัตยาต้องแอ่นกายรับด้วยความเสียวซ่านที่แทบขาดใจ
“อื๊อ...”
“เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะพ่อครู...” ไอ้ด่างกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแลดูดิบเถื่อน
“อ๊ะ...อ๊า...”
“วิชาที่ท่านสอนข้ามา มันสู้สัญชาตญาณที่ข้ากำลังมอบให้ท่านได้หรือไม่”
“ไอ้ด่าง...เอ็งมัน...อึก!”
พ่อครูสัตยาไม่อาจเอ่ยจบประโยค เมื่อเด็กหนุ่มกระแทกกระทั้นกายเข้าหาอย่างหนักหน่วงจนร่างทั้งร่างสั่นคลอน
เพลานี้ภายในห้องนอนกลับร้อนระอุราวกับมีกองไฟสุมอยู่กลางอก จังหวะการสอดประสานหนักสลับเบาช่างคล้ายกับคลื่นยักษ์ที่สาดเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงลมหายใจกระชั้นสอดรับกับเสียงเนื้อที่กระทบกันดังระรัว ไม่ต่างจากเสียงฝนที่ตกหนักกระทบหลังคาเรือนไม้
“ครางออกมาอีกสิพ่อครู...ครางเยอะๆ ข้าอยากได้ยินว่าท่านชอบใจเพียงใด”
มันสั่งเสียงเยียบเย็น พลางรวบขาของอีกฝ่ายให้ยิ่งกว้างขึ้นเพื่อที่จะส่งผ่านท่อนลำเข้าไปได้ลึกกว่าเดิม
พ่อครูสัตยาที่เคยสำรวมกายในฐานะอาจารย์ บัดนี้กลับสิ้นท่า ทำได้เพียงครางเครือในลำคอด้วยความเสียวซ่านจนแทบขาดใจ ยิ่งแสงฟ้าแลบแปลบปลาบจากเบื้องนอกสาดเข้ามาเห็นใบหน้าของพ่อครูที่บิดเร้า อารมณ์ของไอ้ด่างก็ยิ่งพลุ่งพล่าน มันโถมแรงกระแทกกระทั้นเข้าใส่ไม่ยั้งราวกับพายุฝนที่กำลังโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามไรผมและแผ่นอกของคนทั้งคู่จนผิวกายลื่นไหล ไอ้ด่างจ้องมองใบหน้าของพ่อครูที่บิดเบี้ยวด้วยความรัญจวน แววตาของศิษย์หนุ่มเต็มไปด้วยความยโสที่สามารถสยบพยัคฆ์อย่างอาจารย์ของตนเองลง
ใต้ร่างได้ มันไม่ได้รีบเร่งจังหวะให้จบลง ทว่ากลับถอนท่อนลำออกมาจนเกือบสุดทาง ให้ความร้อนผ่าวครูดผ่านผนังทวารที่บีบรัดตัว พ่อครูหนุ่มใหญ่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ร่างกายกระตุกไหวตามแรงดึงรั้ง
“อึก...ไอ้ด่าง...อย่าแกล้ง” พ่อครูพึมพำชิดใบหู เสียงนั้นสั่นพร่าและแหบแห้งจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
“ข้าไม่ได้แกล้ง...ข้าเพียงอยากให้พ่อครูจดจำทุกสัมผัสของข้าให้ขึ้นใจ”
มันตอบกลับด้วยน้ำเสียงดิบเถื่อน ก่อนจะค่อยๆ กดเน้นลำลึงค์กลับเข้าไปใหม่ช้าๆ จนสัตยาต้องหดเกร็งหน้าท้องรับความมหึมาที่แทรกตัวเข้ามาอยู่ภายในอีกครั้ง ความคับแน่นที่บีบคั้นทำเอาไอ้ด่างต้องขบฟันจนสันกรามปูดโปน
ในวินาทีนั้น ความเงียบภายในห้องนอนถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันเป็นจังหวะหนักหน่วง ลมพายุเบื้องนอกที่เริ่มตั้งเค้าแรงขึ้นเปรียบได้กับอารมณ์ภายในใจของพ่อครูสัตยาที่กำลังต้านทานความกระสันอย่างสุดกำลัง ทว่ายิ่งต้านทานกลับยิ่งถลำลึก สัมผัสหยาบโลนจากฝ่ามือของไอ้ด่างที่บีบเฟ้นสะโพกสอบของเขานั้น ทิ้งรอยแดงจางๆ ไว้บนผิวสีน้ำผึ้ง เป็นเครื่องหมายแห่งการตีตรา
ไชยเวศเริ่มขยับกายอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้นุ่มนวลเหมือนคราแรก จังหวะที่มันส่งมอบมานั้นดุดันและหนักแน่น ทุกครั้งที่ร่างกายสอดประสานกันจนไร้ช่องว่าง เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องนอนไม้ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำอบและกลิ่นคาวแห่งกามารมณ์
“ครางออกมาสิจ๊ะพ่อครู...บอกข้าว่าท่านชอบใจเพียงใดที่ศิษย์คนนี้กำลังรุกล้ำท่านถึงเพียงนี้”
“อื้อ...”
มันกระซิบสั่งพลางโน้มตัวลงไปฝังปลายจมูกที่ซอกคอแกร่ง สูดดมกลิ่นกายที่ปนเปไปด้วยเหงื่อและตัณหา มือหนึ่งของมันเลื่อนขึ้นไปปิดปากพ่อครูเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาได้กลั้นเสียงแห่งความกระสันได้อีกต่อไป พ่อครูสัตยาทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ ดวงตาคมปรือและฉ่ำวาวด้วยน้ำตาแห่งอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
จังหวะเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความบ้าคลั่ง ไชยเวศแยกเรียวขาของพ่อครูออกกว้างยิ่งกว่าเดิม จนเข่าทั้งสองข้างของพ่อครูชิดกับแผ่นอก กายกำยำของศิษย์หนุ่มโถมเข้าใส่ท่ามกลางความมืดสลัว ความร้อนระอุจากความแข็งขืนที่บดเบียดเข้ากับจุดกระสันภายในทำเอาร่างของหนุ่มใหญ่ต้องแอ่นกายรับครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายของเขาสั่นคลอนไปตามแรงที่โหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน
ฝนเริ่มตกลงมาอย่างหนักหน่วง เสียงหยดน้ำกระทบหลังคาดังระรัวสอดรับกับจังหวะการสอดใส่ที่รุนแรงขึ้น
ทุกครั้งที่พ่อหนุ่มเนื้อนวลกระแทกกระทั้นท่อนลำเข้าหาความนุ่มนวล ของเหลวรักสีใสที่ผสมปนเปกันอยู่ภายในเริ่มกระฉอกออกมาตามโคนขา กระเซ็นเปรอะเปื้อนที่นอนและหน้าท้องของคนทั้งคู่ เสียงเฉอะแฉะของการเสียดสีนั้นดิบเถื่อนและยั่วยวนจนสติของพ่อครูขาดสะบั้นลง
“อา...อ๊า...ด่าง...ข้าจะมิไหวแล้ว...” พ่อครูสัตยาละล่ำละลัก ร่างกายกระตุกเกร็งเป็นจังหวะถี่กระชั้น
“ไปพร้อมกับข้าพ่อครู...ไปพร้อมกับข้า...อ๊าส์...”
ไชยเวศคำรามออกมาอย่างเสียอาการ มันเร่งจังหวะสุดท้ายอย่างบ้าคลั่ง ร่างกำยำของทั้งคู่บิดเร้าสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ก่อนที่ความอุ่นร้อนจะถูกฉีดรดเข้าไปในส่วนลึกของกายจนเอ่อล้น ของเหลวสีขุ่นกระฉอกกระเซ็นออกมาเปรอะเปื้อนผิวพรรณและที่นอนสะอาดท่ามกลางเสียงหอบหายใจที่เปี่ยมไปด้วยความสุขสม
หลังพายุอารมณ์สงบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่ยังหอบระรัวสอดรับกับเสียงหยดฝนริมหน้าต่าง ไอ้ด่างไม่ได้ผละกายหนีไปในทันที แต่มันกลับทิ้งน้ำหนักตัวลงซบหน้ากับซอกคอที่ชุ่มเหงื่อของพ่อครูสัตยา ราวกับจะซึมซับเอาทุกไออุ่นและกลิ่นอายแห่งความพ่ายแพ้ของคนเป็นครูเอาไว้ให้เนิ่นนานที่สุด
มือหนาที่เคยดุดันและหยาบโลน กลับเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างเหลือเชื่อ มันค่อยๆ ลูบไล้ไปตามแผ่นอกแกร่งที่ยังคงสะท้อนขึ้นลงตามแรงเหนื่อยหอบ ก่อนจะไล่ปลายนิ้วไปตามรอยสักอักขระที่เปียกชื้นด้วยหยาดเหงื่อและของเหลวรักที่กระฉอกกระเซ็นเปรอะเปื้อนผิวสีเข้ม
“พ่อครู...ข้าชอบอยู่ในกายท่านเหลือเกิน...ชอบให้ท่านอาบน้ำของข้า” เสียงของมันทุ้มต่ำและนุ่มนวลกว่าครั้งไหนๆ
“วิปลาส...”
ว่าจบพ่อครูหนุ่มใหญ่ก็นอนหลับตาพริ้มอย่างหมดแรง ทำเพียงส่ายหน้าแผ่วเบาเสริมเข้าไปเล็กน้อย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เคยตีรวนอยู่ในหัวกลับเงียบสงบลงอย่างประหลาด เหลือเพียงความรู้สึกอุ่นวาบที่กลางกายและสัมผัสปลอบประโลมของศิษย์ดื้อรั้นที่ดูเหมือนลูกแมวตัวใหญ่ที่กำลังประจบเจ้าของ
ไอ้ด่างเอื้อมมือไปหยิบผ้าแถบที่ตกอยู่ข้างเตียงมาชุบน้ำจากโถที่วางอยู่ใกล้ๆ แล้วเริ่มเช็ดทำความสะอาดตามโคนขาและหน้าท้องของอีกฝ่ายช้าๆ สัมผัสจากผ้าเย็นๆ ผสมกับความเอาอกเอาใจที่ดูขัดกับท่าทางเถื่อนดิบเมื่อครู่ ทำให้หัวใจของพ่อครูสัตยาสั่นไหว
มันบรรจงเช็ดคราบกามารมณ์ที่เปรอะเปื้อนออกอย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังปรนนิบัติสิ่งของล้ำค่า ก่อนจะโน้มตัวลงจูบเบาๆ ที่หน้าผากของผู้เป็นอาจารย์ พร้อมรอยยิ้มไร้เดียงสาที่ดูน่ารำคาญใจสำหรับอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก
