บทที่ 22 บทที่ ๑๖

ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องนอนที่หยาดฝนเพิ่งจะซาเม็ดลง กลิ่นอายรัญจวนใจยังคงกรุ่นอยู่ในอากาศ พญาไชยเวศที่ทิ้งร่างหลับใหลอยู่เคียงข้างสัตยา กลับพบได้ว่าจิตของตนถูกกระชากเข้าสู่ที่แห่งหนึ่ง ซึ่งปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีขาวโพลนหนาทึบและเย็นเยียบ

เขาก้าวเดินไปอย่างไร้จุดหมายในความมืดสลัวนั้น จนกระทั่งม่านหมอกค่อยๆ จางออก เผยให้เห็นภาพของเรือนไทยหลังเดิม ทว่ากลับดูใหม่และโอ่โถงกว่าปัจจุบัน บนโต๊ะอาหารไม้สักตัวยาว แสงเทียนวูบไหวสะท้อนให้เห็นร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ช่างดูคุ้นตาเสียจนหัวใจของไชยเวศกระตุกวูบ

นั่นคือสัตยาในวัยหนุ่ม เมื่อราวสองทศวรรษก่อน

เส้นผมยาวพลิ้วไสว ใบหน้าของสัตยาในยามนั้นยังคงความคมคายและเคร่งขรึม ทว่ากลับมีความโศกเศร้าบางอย่างฉายชัดอยู่ในดวงตามากกว่าปัจจุบัน เขานั่งกินข้าวอย่างเงียบเชียบเพียงลำพัง เสียงช้อนกระทบจานชามดินเผาดังแว่วมาเป็นระยะ ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด

“...?”

ไชยเวศในร่างทิพย์พยายามจะก้าวเข้าไปใกล้เพื่อมองให้ชัดขึ้นว่าเหตุใดบรรยากาศถึงได้ดูอ้างว้างเพียงนี้ แต่แล้วหูของเขากลับได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังมาจากทางด้านหลังของสัตยาวัยหนุ่มเสียก่อน

ม่านหมอกในนิมิตบิดเบี้ยวหมุนวน ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากเปลี่ยน ภาพความอบอุ่นปนอ้างว้างบนโต๊ะอาหารมลายหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นอายกามาที่หยาบโลนและรุนแรง

“ไอ้จัญไร...”

ไชยเวศในร่างทิพย์ยืนนิ่งมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียนลึกๆ ในใจ เมื่อได้เห็นใบหน้าของไอ้หมอไกรฤทธิ์อีกครั้ง มันยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ที่ยังมีอำนาจวาสนาเปี่ยมล้นกำลังโอบรัดร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง

เห็นทีจะเป็นนางจันวาด ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้าสะใภ้ของสัตยาตามลำดับศักดิ์ในเรือนนี้

ไกรฤทธิ์ซุกไซ้ดมซอกคอขาวนวลของนางอย่างตะกรุมตะกราม มือหนาลูบไล้ไปตามเรือนร่างของจันวาดด้วยความลุ่มหลงมัวเมา โดยไม่นำพาต่อศีลธรรมธรรมจรรย์ใดๆ ที่ควรมีต่อหลานชายอย่างสัตยา

“มึงอยากเอามันพร้อมข้าหรือไม่ ฮะๆๆ”

“อื้อ...”

จันวาดในยามนั้นก็ไม่ได้ขัดขืน ทว่าแววตาของนางกลับดูเหม่อลอยและเจ็บช้ำ ก่อนที่ไอ้หมอชั่วจะรวบเอวนาคินทร์ของนาง ลากจูงเข้าไปในห้องนอนอย่างรีบร้อน

ตึง! โครม!

เสียงของตกกระแทกและเสียงโครมครามดังลอดออกมาจากบานประตูที่ปิดสนิท ตามมาด้วยเสียงหอบหายใจและเสียงอื้ออึงที่ชวนให้คนฟังรู้สึกขยะแขยง

ไชยเวศเริ่มเข้าใจในทันทีว่า...

ความร้าวรานบนโต๊ะอาหารของสัตยาหนุ่มในตอนนั้น ไม่ใช่เพียงความเหงาธรรมดา แต่มันคือการต้องทนเห็นความโสมมของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นญาติผู้ใหญ่ทำร้ายจิตใจผู้อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน

เมื่อความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าขาวอาคมของสัตยาเริ่มถูกแง้มออกมาทีละชั้น แรงอารมณ์ของพญากุมภีร์หนุ่มก็เริ่มรุนแงขึ้น เขาขมวดคิ้วมุ่นในนิมิตฝัน แต่แล้วเสียงโครมครามในห้องนอนกลับเงียบหายไป เปลี่ยนเป็นเสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงเดินมุ่งตรงไปยังทางเดินเรือน

ม่านหมอกขาวหมุนวนเปลี่ยนทิศทางอีกครา คราวนี้ภาพที่ปรากฏสว่างนวลตาและดูบริสุทธิ์กว่าเดิม

ไชยเวศเห็นสัตยาในผ้าเหลืองอร่าม ขณะเป็นพระบวชเรียนนั่งสงบนิ่งมาในเรือบิณฑบาตโดยมีหลวงพ่อพายเรือนำหน้า ทุกเช้านางจันวาดในชุดสุภาพสะอาดตาจะออกมายืนรอที่ท่าน้ำด้วยรอยยิ้มแช่มชื่นเพื่อใส่บาตร

แววตาที่นางมองพระหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยความเทิดทูนและโหยหา ทว่าเมื่อภาพตัดผ่านไป แสงตะวันฉายก็พลันดับมืดลง

ภาพในนิมิตกลายเป็นวันที่สัตยาลาสิกขาและหอบห่อผ้ากลับมายังเรือนไทย เป็นนางจันวาดอีกนั่นแลที่ยืนรอรับอยู่ด้วยความยินดี

ทว่าจู่ๆ บรรยากาศมันก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นความมืดดำชวนให้ขนลุกซู่ พายุเริ่มโหมกระหน่ำรุนแรง คร่ำเสียงกรีดร้องสั่นประสาทของหญิงสาวดังก้อง

พริบตานั้น ภาพที่ทำให้พญากุมภีร์ในร่างทิพย์ต้องเบิกตากว้างด้วยความโกรธแค้นก็ปรากฏขึ้น

“...!”

ที่ท่าน้ำมืดมิด ท่ามกลางห่าฝนที่ซัดสาด ร่างของสัตยาวัยหนุ่มนอนสิ้นแรงอยู่บนพื้นกระดาน เขาถูกพันธนาการไว้ด้วยเชือกที่ลงอาคมไว้อย่างแน่นหนา โดยนางจันวาดที่ยามนี้ดูจะคลุ้มคลั่งราวกับถูกผีสิง

นางวิปลาสผู้นั้นพยายามกระทำการบัดสี ถลกอาภรณ์ของชายหนุ่มออกอย่างไร้ยางอาย มือของนางพยายามขัดถูและปลุกเร้าแก่นกายของสัตยาที่กำลังหลับใหลให้ตื่นตัวขึ้นมาเพื่อสนองตัณหาของตนเอง

“น้าจันวาด! ทำบัดสีกระไร...ปล่อยข้า!”

สัตยาเค้นเสียงตะโกนอย่างสุดกำลัง ใบหน้าที่เคยสงบกลับเต็มไปด้วยความรังเกียจและขยะแขยงเต็มที ทว่าเขาก็ไม่อาจสู้แรงนางได้เลย

“ช่วยด้วย...! ใครก็ได้...”

ร่างกายที่เคยกำยำกลับดูอ่อนเปลี้ย คล้ายคนถูกวางยาพิษหรือต้องมนต์สะกดบางอย่าง สัตยาทำได้เพียงดีดดิ้นไปมาอย่างทรมานภายใต้ร่างของน้าสะใภ้ที่เสียสติจนคลุ้มคลั่ง

ไชยเวศที่ยืนมองภาพนั้นอยู่ท่ามกลางนิมิตฝันถึงกับขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ดวงตาสีอำพันวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้น

‘เป็นมึงนี่เอง...นังหญิงร่าน’

เขารู้สึกเจ็บแค้นจนอยากจะพุ่งตัวเข้าไป กระชากวิญญาณนังหญิงแพศยาผู้นี้ออกเป็นชิ้นๆ ทว่าร่างทิพย์กลับทำได้เพียงยืนมองภาพเหตุการณ์อย่างไร้ทางเลือก

แท้จริงแล้วความลับที่สัตยาอยากลืม ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของจระเข้ร้าย แต่มันคือแผลบาดลึกจากการต้องถูกล่วงละเมิดโดยคนใกล้ชิด ในยามที่เขาอ่อนแอที่สุด ความทรงจำที่ท่าน้ำนี้เองที่เป็นต้นเหตุของคุกมืดซึ่งกัดขังจิตใจสัตยาไว้มานานแสนนาน

“รังเกียจกันมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?! ฉันเป็นน้านะ เชื่อฟังฉันสิ”

นางจันวาดบัดนี้ดูฟั่นเฟือนจนกู่ไม่กลับ นางจ้องตาเขม็ง มองท่าทางขัดขืนของสัตยาด้วยสายตาว่างเปล่าแต่กลับน่าขนลุก

นางหญิงวิปลาสโน้มตัวลง มือก็กระชากผมที่บนหัวของชายหนุ่มอย่างแรง ก่อนจะออกแรงลากให้ร่างของสัตยาที่ไร้กำลังสู้ไปตามพื้นฉ่ำแฉะ ประหนึ่งสิ่งของไร้ค่า

“จะ...จันวาด!”

นางลากเขามาจนถึงกรงขังมืดสลัวที่ส่งกลิ่นสาบสางของสัตว์ร้าย ก่อนจะเหวี่ยงร่างของสัตยาเข้าไปในคอกนั้นอย่างไม่ใยดี

ในมุมมืดนั้นเอง...

นัยน์ตาสีอำพันดุจทองคำคู่หนึ่งสว่างวาบขึ้น คือจระเข้เผือกตัวมหึมา

ที่มีสง่าราศีทว่าเต็มไปด้วยความดุร้าย

“ไอ้ด่าง...นั่นเอ็งรึ? ไอ้ด่าง!” สัตยาวัยหนุ่มรีบเอ่ยเรียก ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความผูกพัน

ทว่าจระเข้ตัวนั้นกลับไม่ได้แสดงท่าทีจดจำผู้เป็นนายได้แม้แต่น้อย มันคำรามขู่ในลำคอ ก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่า

“อ...ไอ้ด่าง!”

สัตยาที่ร่างกายอ่อนเปลี้ยเป็นทุนเดิมได้แต่ตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด หนีไปตามมุมคอกด้วยความตระหนกขีดสุด เสียงตะโกนของเขาแหบพร่าและสั่นเครือไปด้วยความหวาดกลัวและเสียใจในที

“อย่า...ไอ้ด่าง! นี่ข้าเอง...อย่าทำข้า! ด่าง!”

เสียงกรีดร้องสูงแหลมบาดหูนั่น ช่างตัดกับเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งของนางจันวาดยิ่งกว่ากระไรดี นางหญิงสิ้นสติยืนมองภาพนั้นด้วยความสะใจ

สมกับเป็นคนวิปลาสที่จิตใจมันหลุดลอย พ้นจากความเป็นมนุษย์ไปไกลมากแล้ว

“หากมึงรักไอ้สัตว์เลื้อยคลานนี่มากนัก...ก็สมสู่กับมันเสียให้พอใจซะ!”

นางตวาดใส่ด้วยน้ำเสียงแหลมสูง

“กูอุตส่าห์เสนอตัวให้ กลับขยาดฉันถึงเพียงนั้น! มึงมันช่างโง่เขลาเสียจริง! ในเมื่อมึงไม่รักกู มึงก็จงตายด้วยน้ำมือสัตว์ที่มึงรักไปเสียเถิด!”

สิ้นคำนั้น นางจันวาดก็สะบัดชายผ้า เดินหายลับกลับเข้าไปบนเรือน ทิ้งให้สัตยานั่งตัวสั่นเทาอยู่ ท่ามกลางความมืด ประจันหน้ากับจระเข้ที่เขา

เชื่อสุดใจว่ามันคือตัวเดียวกับที่เคยชุบเลี้ยงมาด้วยมือตัวเอง ทว่าในยามนี้กลับจ้องจะปลิดชีพเขาอยู่ตรงหน้า

กรร...!

ไชยเวศที่ยืนมองภาพนิมิตนั้นใบหน้าถึงกับบิดเบี้ยวไม่เป็นรูป ความจริงช่างโหดร้ายกว่าที่เขาคาดคิดนัก ที่แท้ต้นเหตุของทุกอย่างก็เป็นเพราะนางจันวาดจงใจทำให้สัตยาเข้าใจผิดว่าไอ้ด่าง จระเข้คู่ใจของตนจดจำนายไม่ได้และพยายามจะฆ่าเจ้าของตัวเอง

สัตยาหนุ่มที่ไร้ทางสู้หมอบราบอยู่กับพื้นดินในคอกมืด ท่ามกลางเสียงขู่คำรามของจระเข้เผือกตัวที่กำลังหยั่งเชิง เตรียมพุ่งเข้าใส่อาหารเบื้องหน้า

“พ่อครู! พ่อครูจ๊ะ!”

เป็นตอนนั้นเองที่เสียงตะโกนของสรกับเดชในวัยหนุ่มดังขึ้นที่หน้าคอก ทั้งคู่พยายามจะพังประตูเข้าไปแต่กลับถูกดีดกระเด็นออกมาด้วยอาคมมืดของจันวาดที่ลงสะกดไว้

“พ่อครู!” สรตะโกนลั่น ก่อนจะโยนเสี้ยมเหล็กในมือเข้าไปภายในคอก

สัตยาที่กำลังจะถูกคมเขี้ยวฝังลงบนบ่ารวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้าย คว้ามันมาไว้ในมือแน่น เขาหลับตาลงพร้อมกับปักเสียมสวนลงไปในจังหวะที่จระเข้เผือกโจนเข้าใส่ เสียงเหล็กแหลมก็พุ่งทะลุเนื้อดัง

ฉึก!

พร้อมกับเลือดสีแดงฉานที่สาดกระเซ็นขึ้นมาเปรอะเปื้อนเต็มอยู่ทั่วใบหน้าและร่างกายของสัตยา

ร่างของสัตว์ร้ายดิ้นพล่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ สงบนิ่งไปพร้อมกับลมหายใจที่ขาดช่วง ตรงหน้าสัตยาที่ทำได้เพียงนั่งนิ่งค้างอยู่กับพื้นดินที่นองไปด้วยเลือด ดวงตาของเขาว่างเปล่า ราวกับคนไร้สติ ฝ่ามือสั่นเทิ้มที่อาบไปด้วยเลือดค่อยๆ เอื้อมออกไป หมายจะลูบเกล็ดสีนวลของสัตว์ที่เขาเชื่อว่าเป็นตัวเดียวกับที่เขาเคยรักมากเป็นครั้งสุดท้าย

ทว่ายิ่งใกล้จะถึง ร่างทั้งร่างกลับยิ่งสั่นเทาปานจะสิ้นใจ...เมื่อตระหนักได้ว่าเขาได้ปลิดชีพสิ่งที่เขารักที่สุดลงด้วยมือของตนเองไปเสียแล้ว

“ฮึก...ฮือออ...ฮือออ...ฮึก...” เสียงสะอื้นไห้นั้นแหบพร่า

“นะเวศสันตุ นะมะอะอุ สะดุประตู...”

สัตยากัดฟันร่ายมนต์บทสุดท้ายเพื่อคลายอาคมที่ประตูคอกออก จนสรและเดชสามารถพังประตูเข้ามาหามร่างที่บอบช้ำของเขาออกไปได้ ทิ้งไว้เพียงซากของพญากุมภีร์ขาวที่ถูกสังหารอย่างโหดร้ายภายใต้แผนการของหญิงชั่ว

พญาไชยเวศที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ถึงกับนิ่งงัน จ้องมองภาพตรงหน้าจนตาแทบถลนออกมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว

ยามนี้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งทุกอย่างแล้วว่าเหตุใดสัตยาถึงหวาดกลัวจระเข้ขาวนัก และเหตุใดทุกครั้งที่มองมาที่เขา สัตยาถึงได้มีแววตาที่เต็มไปด้วยความรักระคนความหวาดระแวง

เพราะสิ่งมีชีวิตที่ชื่อไอ้ด่างได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว อย่างน้อยก็ในการรับรู้ของหนุ่มผู้ลงมือสังหารด้วยตนเอง...

°°••....••°°.°°••....••°°

“โอ๊ย!”

เสียงร้องลั่นดังสนั่นห้องไม้สัก พร้อมกับกายหยาบของพญาไชยเวศที่ร่วงลงไปกองกับพื้นไม้ดัง

ตุ้บ!

ความเจ็บปวดจากการถูกเบื้องบาทของจอมขมังเวทย์กระแทกเข้าเต็มอกทำให้ภาพนิมิตอันรันทดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น ทิ้งไว้เพียงความงุนงงและอาการจุกที่ลิ้นปี่

ไอ้ด่างยันกายลุกขึ้นนั่งหน้ามุ่ย พลางใช้มือลูบหน้าอกปรกๆ นัยน์ตาสีอำพันที่เพิ่งรินไหลด้วยน้ำตาในนิมิตอย่างไม่รู้สาเหตุว่าทำไมมันมีน้ำออกมาได้ ทั้งที่ในชีวิตเขาไม่เคยรู้จักกับคำว่าน้ำตา

แต่มาบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความขัดใจ พลางเงยหน้าขึ้นมองคนบนเตียงที่เพิ่งมอบรางวัลหลังจบรสสวาทให้เขาอย่างดุเดือด

“พ่อครู...”

ไชยเวศที่เพิ่งหลุดออกมาจากนิมิต ยังไม่ทันได้ตั้งสติให้ดี กลับต้องมาเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงที่เจ็บแสบไม่แพ้กัน ร่างสูงโปร่งจุกจนพูดไม่ออก พยายามพยุงกายลุกขึ้นจากพื้นไม้สัก

ใบหน้าหล่อเหลาเหยเกจนแทบดูไม่ได้ มือก็ลูบก้นปรกๆ ปากก็เตรียมจะออดอ้อนพ่อครูที่เพิ่งผ่านบทรักอันเร่าร้อนมาด้วยกันแท้ๆ แต่พอเงยหน้าขึ้นไปสบตาใครอีกคนก็ถึงกับเสียวสันหลังวาบ

“เอ่อ...พ่อครูถีบข้าทำไมจ๊ะเนี่ย ก้นข้าเกือบแตกแหนะ” ด่างทำเสียงอ่อย แสร้งตีหน้าเศร้าหวังจะได้รับความเมตตา

เขาค่อยๆ คลานเข่าเข้าไปใกล้เตียง มือเรียวขาวหมายจะคว้าจับข้อเท้าหนาสีน้ำผึ้งของพ่อครูสัตยาเพื่อบีบนวด หวังจะง้อให้หายเคืองอย่างที่เขาเคยทำแล้วได้ผลเสมอมา ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วกำลังจะแตะถูกผิวเนื้อ สัตยา

กลับกระชากขาหนีราวกับถูกของร้อน ทั้งยังตวาดก้องด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเย็นเยียบประหนึ่งคมดาบ

“ไอ้ด่าง! เอามือเอ็งออกไปจากขาข้าเดี๋ยวนี้!”

ไชยเวศชะงักงัน มือที่ยื่นค้างอยู่ในอากาศค่อยๆ หดกลับมาวางบนตักอย่างจำยอม ได้แต่ทำตาละห้อยมองตามสัตยาที่พยายามข่มอารมณ์ที่ปั่นป่วน พลางหยัดกายลุกขึ้นจากเตียงเพื่อสวมใส่กางเกง หมายจะจัดการตัวเองให้เรียบร้อยและรีบออกไป ทว่าในจังหวะที่เขากำลังผูกเคียนเอวอยู่นั้น สัมผัสอุ่นวาบที่ไม่ได้อนุญาตก็จู่โจมเข้าจากทางด้านหลัง

หมับ...

ไชยเวศถือวิสาสะ โผเข้ากอดรัดเอวหนาของพ่อครูไว้แน่นตามใจชอบเสียก่อน ใบหน้าเรียวซบลงกับแผ่นหลังกว้าง ก่อนมันจะเลื่อนคางขึ้นไปเกยบนไหล่หนา

สัตยาก็ตั้งท่าจะตวาดด่าทอที่ไอ้เด็กนี่บังอาจขัดคำสั่ง ทว่าถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากของเด็กผู้นี้กลับทำให้คนฟังหัวใจแทบหยุดเต้น

“ถึงมันจะดูเป็นจระเข้สีเผือก...แต่มันไม่ใช่อย่างที่พ่อครูคิดหรอกหนา...” เสียงมันว่า นุ่มนวลทว่ากังวานลึก “ที่ท่านฆ่ามันไม่ใช่ไอ้ด่างของท่านหรอก”

เพียงประโยคเดียวสั้นๆ กลับทำเอาสัตยาแน่นิ่งไป ฝ่ามือที่กำลังจะผูกผ้าเคียนเอว ถึงกับไร้เรี่ยวแรงจนปล่อยมันหลุดร่วงลงข้างลำตัว หัวใจของเขาเต้นระรัว ปานจะทะลุออกมานอกอก เรื่องที่เขามั่นใจว่าไม่มีใครล่วงรู้ได้ นอกเหนือจากคนในเหตุการณ์วันนั้น กลับถูกเด็กหนุ่มที่เขาเพิ่งพบเจอเพียงไม่กี่วันพูดออกมาอย่างหน้าตาเฉย

สัตยานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ พลางคิดในใจว่าตนคงหูฝาดไปเพราะความอ่อนเพลีย แต่สัมผัสที่ไหล่และลมหายใจของคนข้างหลังมันช่างจริงเหลือเกิน

จนเขาต้องค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ จ้องมองเข้าไปในดวงตา

สีอำพันของไอ้ด่างที่ยามนี้ต่างออกไปจากทุกครา ดูมีอำนาจและลึกลับเกินกว่าจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มชาวบ้านธรรมดาอย่างที่ปากมันว่าแล้ว

“...มึงพูดว่ากระไรนะ?”

สัตยาเค้นเสียงถามด้วยความตกตะลึง ใบหน้าเขาซีดเผือด ขณะจ้องมองร่างตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามนับหมื่นแสน

‘มันรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? หรือว่าวิชาสรรพนิมิต?’

ชั่วขณะที่ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องทั้งห้องเอาไว้ แม้ว่าสัตยาจะพยายามค้นหาพิรุธในดวงตาของไอ้ด่างเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เขาพบกลับมีเพียงความความว่างเปล่า มันไร้ซึ่งแววทะเล้นหรือท่าทางจีบปากจีบคออย่างที่ด่างมันเคยเป็นทุกที จนสัตยารู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง

ทว่ายังไม่ทันที่ริมฝีปากหนาจะได้เอ่ยถามถึงที่มาของความรู้แจ้งนั้น ไอ้เด็กไร้ที่มาผู้นี้มันก็โพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงกระด้างที่เดือดดันจนฟังดูไม่น่าจะใช่มันคนที่เอาแต่ยิ้มระรื่นอยู่บ่อยๆ เลยสักนิด

“แล้วอีถ่อยสถุลนั่นมันซุกหัวอยู่ที่ใด?”

คำถามนั้นดังกึกก้องอยู่ในความเงียบ สัตยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลบสายตาคมกล้านั้นเสีย เขาลอบถอนหายใจยาวพลางหันหลังหนีเพื่อปกปิดความสั่นไหวในใจก่อนแสร้งถาม

“เอ็งหมายถึงใคร”

“ก็อี...” ยังไม่ทันได้ก่นด่า

“มันตายไปแล้ว...คนที่เล่นของต่ำ ทำเสนียดบัดสี ผลกรรมมันก็สนองคืนให้ต้องตายตกไปตามกันนั่นแหละ มึงจักถามหาคนตายไปทำไม?”

‘เอ็งใช้วิชานั้นไปจริงๆ สินะ’ พ่อครูแอบลอบคิดในใจ

“หึ...ตายแล้วรึจ๊ะ” เพียงได้ฟังคำตอบที่ถูกใจ ไอ้ด่างมันก็เค้นยิ้ม แต่ยังคงท่าทางเหี้ยมเกรียม

“แล้วพ่อครูไม่คิดจักจองจำวิญญาณมันให้เป็นโหงพรายหน่อยหรือ มันทำกับท่านถึงเพียงนั้น จักปล่อยให้ไปผุดไปเกิดง่ายๆ เชียวหรือจ๊ะ?”

สัตยานิ่งนิ่งไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เสนียดหม้อข้า”

เพียงได้ยินคำตอบที่ตัดรอนอย่างไม่ใยดีนั้น ไอ้ด่างก็เป็นต้องเค้นหัวเราะหึๆ ในลำคอด้วยความพึงใจ นัยน์ตาสีอำพันจดจ้องแผ่นหลังกว้างของชายเบื้องหน้าด้วยความนึกสนุก พลางคิดในใจว่า

(คำตอบเช่นนี้ของสัตยา ช่างสมกับที่เป็นเหยื่ออันโอชะของเขายิ่งนัก ทั้งดุดันและเด็ดขาดสมกับที่เขาเพียรขุนและเฝ้ามองมาตลอดเพื่อรอวันจะได้เขมือบลงท้องจริงๆ แถมน้ำก็ยังหวานถูกใจข้าเสียเหลือเกิน)

ความปรารถนาที่พลุ่งพล่านทำให้เรียวปากสวยได้รูปของพญากุมภีร์ตัวร้ายขยับ หมายจะเข้าไปจุมพิตปิดปากเป็นรางวัลให้แก่คำตอบที่น่าพึงใจนั้นเสีย

“พ่อครูข้าช่างดุดันนัก มาจูบให้ชื่นใจหน่อย”

ด้วยตั้งใจจะเอ่ยชมหยอกเย้าให้สัตยาได้เขินอายเขาเสียบ้างจนตัวม้วนว่าเจ้าตัวน่าเอ็นดูยิ่งกว่ากระไรดี แต่ทว่า...

พลั่ก!

“อ...โอ้ย...!”

ทว่าไชยเวศกลับประเมินพละกำลังของจอมขมังเวทย์ยามขัดเขินต่ำไป ยังไม่ทันจะได้เชยชมให้สมใจ

เด็กหนุ่มร่างขาวซีดก็ถูกร่างใหญ่หันมาประเคนฝ่าเท้าหนักๆ ถีบส่งจนกระเด็นหวือออกมานอกห้องเสียก่อน ก่อนที่บานประตูไม้สักปิดฉาดลงตามหลังมาติดๆ ประหนึ่งจะตัดขาดจากโลกภายนอกดัง

ปัง!

“ไปทำหน้าที่เอ็งข้างนอกนู่น อย่ามาเสนอหน้าถ้าข้าไม่เรียก!”

สิ้นเสียงตวาดกร้าวของสัตยาที่เจ้าตัวพยายามอย่าหนัก เค้นให้มันฟังดูน่าเกรงขาม ทั้งสองก็ต่างปล่อยให้ความสงสัยและความลับที่คั่งค้างอยู่ในอกกลายเป็นปริศนาซึ่งยังไม่ได้คลี่คลายไปก่อนในยามนี้

ไชยเวศในกายหยาบทิ้งตัวนั่งกองอยู่บนพื้นไม้สัก หน้าตาบูดมุ่ย พลางยกมือลูบอกปรกๆ ใจหนึ่งก็แสนจะงุนงงว่าตนทำสิ่งใดผิดไปหรือ

ทำอะไรผิดไปหว่า?

แต่ที่น่าฉงนหนักกว่าเก่าคือตัวเขาเอง ตามวิสัยเดิมของพญากุมภีร์

ผู้ยิ่งใหญ่ หากถูกสั่งห้ามหรือไล่ส่งเช่นนี้ มีหรือที่เขาจะยอมถอยโดยง่าย?

หากไม่พังประตูหรือกระทืบเท้าจนเรือนสั่น ก็คงจะอาละวาดเข้าก่อกวนอย่างเอาแต่ใจไปแล้ว ทว่าครานี้เขากลับนั่งนิ่งงัน ไม่มีความกล้าพอจะวอแวหรือล่วงเกินคำสั่งนั้นแม้เพียงหนึ่งศอก

‘แล้วเหตุใดข้าถึงเชื่องเช่นนี้ล่ะ...นั่งรอตรงนี้สักพัก ถ้ายังไม่ออกมา ค่อยไปหาเรื่องไอ้โขงกับไอ้เคี้ยงแก้หงุดหงิด’

ถึงจะเปลี่ยนเป้าหมายในหัว แต่อาการจองหองพองขนที่เคยมีกลับมลายหายไปสิ้น เขาถอดคราบพญากุมภีร์ผู้ยิ่งใหญ่ นั่งเฝ้าอยู่หน้าบานประตูด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์เหยื่ออันโอชะไม่ยอมละสายตาแม้เสี้ยววิ ประหนึ่งสุนัขที่แสนจะเชื่องและภักดีต่อเจ้าของอย่างไรอย่างนั้น

ไม่มีใครรู้เลยว่า ทว่าหากพญากุมภีร์พาลตัวนี้ลองใช้ฤทธาที่มีเพียงน้อย มองทะลุผ่านบานประตูไม้เข้าไปสักนิด ก็คงจักได้เห็นกระจ่างตาแล้วว่าความจริงที่ซ่อนอยู่หลังบานประตูนั้น คือสัตยาที่กำลังยืนแน่นิ่ง

มือหนากุมแน่นอยู่ที่หน้าอกเพื่อพยายามระงับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมาข้างนอก ใบหน้าคมเข้มคล้ำแดดที่เคยเคร่งขรึมอยู่

เป็นนิจ ปรากฏสีแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูด้วยความขัดเขินมากเพียงใด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป