บทที่ 23 บทที่ ๑๗

หลังจากถูกไล่ตะเพิดออกมาจากห้องหับแล้วนั่งรอได้สักพัก เมื่อไม่มีวี่แววจะมีใครเดินออกมา พญาไชยเวศที่เริ่มสังเวชใจในท่าทีแปลกประหลาดของตนเองจึงตัดสินใจเดินทอดน่องมุ่งหน้าไปยังคอกควายท้ายเรือน เพื่อหวังจะดับความฟุ้งซ่านในอก

บัดนี้เคี้ยงในร่างแปลงของไอ้ทุย ควายดำตัวเขื่องกำลังยืนนิ่ง ตกเป็นเป้านิ่งให้ไอ้โขงในร่างของไก่แจ้ตัวจ้อยที่เกาะอยู่บนหลังใช้ปากแหลมคมจิกทึ้งหัวมันอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยโทสะที่สบโอกาสได้ชำระความเสียที!

“ไอ้เคี้ยง ไอ้ทุยงี่เง่า ไอ้สหายทรพี เจ้าเอาเรื่องข้าไปฟ้องท่านพญาจนข้าโดนตำหนิ วันนี้มึงตายเสียเถอะ! กะต๊ากกก”

โขงในร่างไก่จิกพลำด่าทอไปตามประสาไก่ช่างจ้อ เคี้ยงที่ถูกจิกจนหัวแทบจะถลอกก็ได้แต่พยายามสะบัดร่างอย่างสุดพละกำลัง หวังจะให้เจ้าไก่ปากมากร่วงหล่นลงพื้นดินชุ่มแฉะเพื่อจะได้กระทืบซ้ำให้จมดินเสียให้เข็ด

“ก็มึงมันทำตัวน่ารำคาญเองนี่หว่า ไอ้แจ้หน้าโง่!”

สองบริวารยื้อยุดฉุดกระชากกันนัวเนียท่ามกลางฝุ่นที่ตลบอบอวล ทว่าทันทีที่นัยน์ตาสีอำพันของพญาไชยเวศปรากฏขึ้นในรัศมีสายตา ทั้งไก่ทั้งควายต่างก็หยุดชะงักการสู้รบลงโดยพลัน ต่างฝ่ายต่างรีบจัดแจงท่าทางแล้วก้มหัวโค้งคำนับผู้เป็นนายอย่างนอบน้อม ประหนึ่งไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาเมื่อพริบตาก่อน

“พ... พญาขอรับ มีเรื่องใดให้พวกข้ารับใช้หรือ?” ไอ้โขงว่า แต่ไชยเวศก็หาได้นำพาต่อการกระทำของบริวารไม่ เขายืนนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง แววตาคู่นั้นดูเลื่อนลอยและเต็มไปแววด้วยความสงสัย ก่อนจะโพล่งคำถามที่ทำให้คนฟังถึงกับใบ้กินออกมาทื่อๆ

“ข้า...เชื่องรึ?”

สิ้นคำถามนั้น ทั้งไอ้โขงและไอ้เคี้ยงก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ งุนงงเป็นไก่ เป็นควายตาแตก ไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าเหตุใดพญากุมภีร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยเกรียงไกรในน่านน้ำ ถึงได้เดินมาถามคำถามชวนหัวร่อเช่นนี้ใส่พวกตนในคอกควาย...?

พญาไชยเวศหาได้นำพาต่อความเงียบงันนั้นไม่ เขาพึมพำถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังเต็มไปด้วยความสับสน

“ข้าดูว่านอนสอนง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?”

สองหน่อบริวารรับใช้ต่างก็ตะโกนก้องอยู่ในใจพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า

‘ไม่ขอรับ!’ / ‘ไม่สักนิดขอรับ!’

ทว่าภายนอก พวกมันกลับทำเพียงกะพริบตาปริบๆ ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกไป ไชยเวศในกายหยาบไม่ได้สนใจท่าทีเหล่านั้นแม้แต่น้อย เปิดปากถามต่อทันควันด้วยแววตาที่วาวโรจน์ขึ้น

“ถึงข้าจะยังไม่ได้กัดฝังเขี้ยวและกลืนเหยื่อชิ้นนั้นลงท้อง แค่เพียงได้ผสมพันธุ์อย่างสัตว์ตัวผู้ทำกับตัวเมีย ทำไมข้าถึงรู้สึกอิ่มและหิวในเวลาเดียวกันล่ะวะ...?”

“หือ?” / “ฮึ?”

“มันคืออะไร พวกเจ้าตอบข้ามาสิ”

โขงในร่างไก่แจ้รีบชิงตอบก่อนเพื่อหวังเอาหน้า

“ม...มันมีบางครั้งที่เผ่าจระเข้มักชอบเล่นกับเหยื่อนะขอรับ ช่วงเวลานั้น จระเข้ก็มักจะรู้สึกอิ่มใจ แต่ถ้าเล่นไปมากๆ ก็จะกลับมาหิวได้ขอรับท่านพญา”

ไอ้เคี้ยงในร่างไอ้ทุยลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะให้คำตอบที่ต่างจากไอ้โขงโดยสิ้นเชิง

“เผ่าพันธุ์จระเข้ทั่วไปอาจเป็นเช่นนั้น แต่ท่านพญามีฤทธาในการ

อิ่มทิพย์ไม่ใช่หรือขอรับ? อาจเป็นเพราะท่าน...”

ทว่ายังไม่ทันที่ไอ้เคี้ยงจะไขปริศนาใจได้จบประโยค เสียงฝีเท้าหนักๆ ของสรก็ดังใกล้เข้ามาเสียก่อน เขาเดินพรวดพราดเข้ามาถามหาพ่อครูสัตยากับไอ้ด่าง พลางลอบสงสัยในใจว่าไอ้เด็กประหลาดผู้นี้มันมาทำอันใดหน้าคอกควายกลางวันแสกๆ

“อ้าว...ไอ้ด่าง! มาอยู่นี่เองรึ? ข้าตามหาเสียทั่ว” สรตะโกนเรียก พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ

“เห็นพ่อครูหรือไม่? คงฝึกสมาธิแต่เช้าอีกเช่นเคยสิน่า หากเอ็งเห็นก็ช่วยไปแจ้งท่านทีเถิดว่าสำรับจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว ให้ท่านมาทานเสียหน่อยเดี๋ยวจักหมดเรี่ยวแรงเอาได้”

พญาไชยเวศชะงักไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีอำพันที่เคยดุดันกลับวูบไหวขึ้นมาอีกครา เมื่อได้ยินชื่อของคนที่เพิ่งถีบเขากระเด็นออกมา ก่อนจะพยักหน้าและเดินตามไปอย่างว่าง่าย

ไอ้โขงในร่างไก่แจ้เห็นเจ้านายห่างไปไกล มันก็หันกลับมาจิกหัวเคี้ยงที่ยังอยู่ในร่างไอ้ทุยต่อทันที พลางบริภาษซ้ำเติม

“เห็นไหมล่ะ! ความคิดข้าน่ะถูกแล้ว ท่านพญาแค่กำลังเล่นสนุกกับเหยื่อจนลืมหิว มึงน่ะอย่ามาทำเป็นรู้ดีไปกว่าข้า ไอ้ควายเฒ่า!”

ในขณะที่โขงกำลังพ่นคำถากถางไม่หยุดปาก เคี้ยงที่พยายามสะบัดร่างสลัดเจ้าไก่ปากมากให้ร่วงลงพื้นกลับนิ่งเงียบไป ดวงตากลมโตของสัตว์เคี้ยวเอื้องวาววับขึ้นคล้ายจะตระหนักในสิ่งใดบางอย่างได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่พวกมันได้รับคำสั่งให้คอยจับตามองพ่อครูสัตยาอยู่ไม่ห่างนั้น เคี้ยงเคยหลงเข้าใจว่านั่นคือการเฝ้าระวังมิให้เหยื่อที่ท่านพญาหมายตาหนีรอดไปได้

ทว่ายามนี้ ความจริงบางอย่างกลับผุดขึ้นมาในห้วงความคิดจนมันต้องลอบทอดถอนใจ

‘เข้าใจแล้ว...ที่ให้ตามดูคงมิใช่เพื่อเฝ้าเหยื่อดอก แต่เป็นการอารักขาสิ่งสำคัญเสียมากกว่า’ เคี้ยงรำพึงในใจ พลางเหลือบมองตามหลังแผ่นหลังของพญาไชยเวศไปอย่างเวทนา

‘ถึงจระเข้อย่างเราจะเรียกได้ว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่นิสัยกุมภีร์อย่างเรา...หากมิใช่คู่ครองที่หมายหมั้น เราไม่ผสมพันธุ์ด้วยหรอกนะขอรับ ท่านพญา’

มันได้แต่เวทนาในความไม่รู้ใจตนเองของผู้เป็นเจ้านาย ที่ยามนี้ดูจะกลายเป็นพญากุมภีร์คลั่งรัก ผู้ทำตัวเชื่องราวกับสุนัขเฝ้าบานประตูห้องนอนไปโดยเสียแล้ว

°°••....••°°.°°••....••°°

หลังค่ำคืนพายุพัดกระหน่ำผ่านพ้นไป บรรยากาศบนเรือนไม้สักของพ่อครูสัตยากก็ดูเปลี่ยนไปอย่างลึกลับ แม้ในตอนกลางวันสัตยาจะยังคงทำตัวเคร่งขรึม นั่งบริกรรมคาถาหรือรับแขกบ้านแขกเมืองด้วยใบหน้าเรียบตามปกติของท่าน และในส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้น

สัตยาก็ไม่ได้มีความต้องการจะเอ่ยทวงถามความรับผิดชอบหรือขุดคุ้ยเรื่องที่ท่าน้ำขึ้นมาให้ระคายหูทั้งเขาและไอ้ด่างมัน

ทว่าเรื่องแปลกๆ ที่ว่าจะเกิดก็ต่อเมื่อ ตะวันมันลับขอบฟ้าและความมืดเข้าปกคลุมไปแล้ว

โครม! ปัง! ตึง!

“อ๊าส์...อ๊า...อ๊ะ”

เสียงไม้สักลั่นประหนึ่งเรือนทั้งหลังจะถล่มลงมาทับดิน ดังก้องมาจากทางหอนอนของพ่อครูสัตยาแทบทุกค่ำคืน บางคืนก็ตามมาด้วยเสียงครางฮือฮาและเสียงร้องประหลาดๆ ที่ฟังดูไม่ออกว่าเจ็บปวดหรือรัญจวนใจกันแน่ เข้าหูไอ้สรกับพี่เดชที่นอนเบียดกันอยู่ที่ชานเรือนได้ทุกวี่ทุกวัน จนถึงกับต้องเอาผ้าห่มคลุมโปง ตัวสั่นพั่บๆ ด้วยความขามเกรง

“ไอ้สร...มึงได้ยินไหมวะ?” เดชกระซิบเสียงสั่น

“โถ่ เรือนสั่นปานนี้ พ่อครูคงปล่อยของรึเลี้ยงโหงพรายตนใหม่แน่ๆ ฤทธิ์เดชมันดูท่าจะแก่กล้านัก สงสัยผีพวกนั้นคงกำลังสำแดงฤทธิ์เดชกันใหญ่โต ข้ากลัวจังพี่เดช” สรเสริมให้ทันควัน

“จริงของเอ็ง ข้าว่าคืนนี้ผีในหิ้งคงออกมาอาละวาด พ่อครูถึงต้องกำราบหนักปานนั้น ว่าแต่มึงน่ะ นอนนิ่งๆ เถอะ อย่าไปทักเชียว!” มือทั้งสองก็พนมไหว้ไปทางหอนอน

ในขณะที่บนขื่อคาและคอกควายท้ายเรือน สองบริวารกุมภีร์ก็ไม่วายได้ส่งกระแสจิตสื่อสารกัน ท่ามกลางเสียงสั่นสะเทือนของตัวเรือน

‘มึงฟังสิ น้ำหนักกำลังดีเชียวนะเว้ย...’

โขงในร่างไก่แจ้ส่งจิตสื่อสาร พลางขยับปีกอย่างรื่นเริง

‘ท่านพญาของข้าช่างมีสุนทรียะในการล่าเหยื่อนัก นึกไม่ถึงว่ากุมภีร์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่าน จะยอมเสียพละกำลังเพื่อเล่นกับเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงเพียงนี้!’

‘มึงน่ะมันโง่ไอ้โขง...’

เคี้ยงในร่างไอ้ทุยส่งจิต ขัดกลับด้วยความเอือมระอาเต็มทน แววตาของมันที่มองไปยังหอนอนนั้นนิ่งสงบกว่าใคร

‘จระเข้ที่ไหนจะผสมพันธุ์กับเหยื่อ มึงก็เห็นอยู่ว่านั่นน่ะ คนล่ะอย่างกันเลยต่างหาก’

‘คนละอย่างกระไรวะ?’ โขงทวนคำ พลางจิกขนตัวเองอย่างนึกงุนงง

‘มึงหมายความว่าพ่อครูนั่น...’

สี่ชีวิตต่างความคิดจมอยู่ในความมืดมิดของราตรีกาลอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ หารู้ไม่ว่าในบรรดาสิ่งต่างๆ ที่พวกมันคิดกัน ทั้งไอ้สรและเดขที่ว่าเป็นโหงพราย รวมถึงไอ้โขงที่ว่าอะไรพิลึกเช่นนั้น แท้จริงแล้ว มีเพียงไอ้เคี้ยงที่ตอบได้ถูก

พญาไชยเวศ ในร่างไอ้ด่างที่กำลังใช้เล่ห์เหลี่ยมและพละกำลังเหนือมนุษย์ตะล่อมจับพ่อครูกินครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ต่างหาก

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นในมุ้งขาวบางเบาที่คลุมตั่งนอนไม้สักใหญ่ รุนแรงราวกับห่าฝนใหญ่ตกหนักกระทบหลังคาเรือน เว้นเสียก็แต่ที่นี่ไม่มีฝน

มีเพียงแรงขย่มสะโพกหนักหน่วงของพ่อครูสัตยาที่กำลังคร่อมร่างขาวซีดของไอ้ด่างหรือพญาไชยเวศในร่างจำแลงอยู่เต็มแรง

“อึก...อ...เอ็ง หยุ...ดทำให้มันใหญ่ขึ้นเสียที...!”

ชายโตกว่าเอ่ยเสียงสะอื้น ด่างมันอาศัยใช้ความอ่อนแอในใจของพ่อครู เสนอตัวคอยปรนเปรอรสสวาทที่ร้อนแรงเสียจนจอมขมังเวทย์ผู้แกร่งกล้าต้องยอมสยบอยู่ใต้ร่างขาวซีดนั้นอย่างขัดไม่ได้

สัตยายังพยายามจะรักษามาดผู้ทรงศีล แม้รู้ตัวดีว่ากำลังสั่นเทา

หนักหน่วง เขาไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากห้ามเพราะพละกำลังของพญากุมภีร์ขาวในคราบเด็กหนุ่มช่างเหลือล้นเสียจนจอมขมังเวทย์อย่างสัตยาเองก็ต้องยอมจำนน...

“อึก...พ่อครู...รัดแน่นถึงเพียงนี้...ข้า...อึก!” ด่างแผดเสียงครางหลง ดวงตาสีอำพันวาวโรจน์ด้วยความลุ่มหลง

“ท่านชอบหรือไม่ขอรับ ของข้าที่สอดอยู่ในกายท่าน...” มือหนาจับสะโพกเรียวทั้งสองข้าง บังคับให้ชายโตกว่าโยกขึ้นลงตามใจชอบ ขณะที่ตนก็ยกสะโพกขึ้นสวนรับทุกครั้ง

“ฮ...ฮ้า...ส์!” จนสัตยาร้องครวญครางเสียงหวานหยาดเยิ้ม

“ล...ลึก...ลึก...เกินไปแล้ว!” เขาแผดร้อง

“พ่อครู...ท่านช่างหอม...หอมไปทั้งตัวเลย...”

ทว่าเขาก็เหมือนจะถูกคำพูดนั้นยั่วจนขาดสติ มือหนากระชากผมเด็กใต้ร่างอีกครั้งแรงกว่าเดิม ดึงศีรษะเด็กหนุ่มให้เงยขึ้นแล้วโน้มลงจูบปากอย่างดุเดือด ทั้งดูดเลียอย่างหิวโหย

“...!”

แววตาสีอำพันที่เคยยั่วเย้าและยอมตามอย่าว่าง่าย ตอนนี้เปลี่ยนเป็น

ดุร้ายราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกปลดปล่อยจากโซ่ตรวน มือเรียวทั้งสองข้างยกขึ้นรวบข้อมือหนาของสัตยาไว้เหนือศีรษะ ก่อนจะใช้พละกำลังเหนือมนุษย์กดร่างกำยำนั้นลงแนบกับตั่งนอนไม้สักอย่างแรงจนไม้เอี๊ยดอ๊าด

“พอแล้วขอรับ...ตอนนี้ถึงตาข้าบ้าง”

เสียงทุ้มพร่าที่เต็มไปด้วยความหิวโหยหลุดออกมาพร้อมรอยยิ้ม

เย็นเยือก ก่อนไชยเวศจะพลิกตัวอย่างรวดเร็วเปลี่ยนจากถูกคร่อมเป็นผู้ที่

คร่อมแทน สะโพกเรียวขาวซีดยกขึ้นสูง กระแทกแก่นกายใหญ่ยาวสีขาวเผือดลงไปเต็มแรง ไม่เว้นแม้แต่วินาทีให้สัตยาได้หายใจ

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น ตามด้วยเสียงคราง

“อ๊า...! ชื่นใจนัก...” ผนังเนื้อนุ่มด้านในที่ถูกแท่งร้อนระอุตอกอัดซ้ำๆ บวมและแดงก่ำ

“อึก...อ๊ะ! อ...ไอ้ด่าง...ช้า...ช้าได้ไหม...”

พ่อครูใหญ่ครวญครางเสียงสั่น น้ำเสียงที่เคยแข็งเข้มแตกพร่าเต็มที มือหนาที่ถูกอีกฝ่ายจับกดไว้เหนือศีรษะพยายามดิ้นรน แต่พละกำลังของพญากุมภีร์นั้นเก็หนือชั้นจนเขาไม่อาจขัดขืนได้

“ช้าไม่ได้ขอรับ...ท่านทำให้ข้าอดไม่ไหวแล้ว” เด็กหนุ่มกระซิบข้างหู พลางสูดดมกลิ่นกายหอมกรุ่นผสมเหงื่อไคลของใครอีกคนเข้าไปอย่างหิวกระหาย มันยกสะโพกขึ้นสูง ถอนแก่นกายออกจนเกือบหลุดแล้วกระแทกสวนลงมาอีกครั้งเต็มแรง

“อ๊าส์...!”

สัตยาแอ่นอกกระตุกเกร็ง ความเสียวซ่านถาโถมหนักหน่วงจนหัวสมองขาวโพลน หยาดน้ำตาก็เอ่อล้นขอบตาร้อนผ่าวไหลย้อยลงมาที่ขมับ

“อ๊า...อ๊างส์! ...มัน...ก...เกินไปแล้ว...ไอ้ด่าง...อึก!” เรียวขาเกร็งแข็ง ขณะที่ท่อนเอ็นของเขาเองก็สั่นกระตุก จวนจะถึงจุดหมายอีกครั้ง

ไชยเวศยิ้มลำพอง มองน้ำตาที่ไหลย้อยลงมาบนใบหน้าหล่อเหลาของสัตยาด้วยความพึงพอใจสุดขีด

“ร้องไห้แล้วสินะขอรับ น้ำตาไหลเพราะข้ากระทำแรงเกินไปใช่ไหม...

แต่ท่านก็ชอบ...ข้ารู้...โพรงเนื้อของท่านตอดรัดแน่นขนาดนี้ ราวกับจะรีดน้ำกามจากข้าให้หมดแท้ๆ”

มันว่า พลางก้มลงต่ำ ริมฝีปากบางประกบลงบนยอดอกสีน้ำตาลเข้มของสัตยา ขบกัดจนเกิดรอยฟันแดงช้ำอีกชั้น

“อ๊าาา! ...ข้า...ข...ข้า...ไอ้ด่าง...อ๊ะ!” สิ้นเสียงสวาทสุดท้าย ร่ากำยำก็พลันเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง

ท่อนเอ็นสีน้ำผึ้งฉีดน้ำขาวข้นพ่นเลอะเปรอะไปทั่วหน้าท้องแกร่งและอกขาวซีดของไชยเวศ ดวงตาคมกริบพร่ามัวไปด้วยความเสียวซ่านที่ถาโถมจนเกินจะรับไหว

ทว่าไชยเวศก็ยังไม่ยอมหยุดโดยง่าย เขาเร่งจังหวะกระแทกต่อ

ส่งแก่นกายตอกอัดเข้าไปลึกสุดโคนซ้ำๆ จนสัตยาต้องร้องครวญครางไม่เป็นภาษา ร่างกายที่เพิ่งเสร็จสมไปสั่นระริกต่อเนื่อง

“ยังไม่จบขอรับ...ข้ายังไม่เสร็จ...ท่านต้องรับให้หมด...รับน้ำกามของข้าให้เต็มโพรงเลยนะขอรับ”

และเป็นอีกครั้งที่พ่อครูสัตยาผู้แกร่งกล้าได้ถูกพญากุมภีร์ครอบครองอย่างสมบูรณ์...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป