บทที่ 24 บทที่ ๑๘

ภารกิจสำคัญที่ไชยเวศตั้งมั่นไว้ว่าจักต้องทำให้สำเร็จจนได้คือการเยียวยาบาดแผลในใจของสัตยาที่มีต่อสายน้ำน่าน เขาจึงเริ่มปฏิบัติการพา เมีย ไปอาบน้ำ ซึ่งในคราแรกนั้นเกือบจะทำให้เรือนไทยกลายเป็นสนามรบ ทว่าสุดท้ายเมื่อถึงยามโพล้เพล้

“ปล่อยข้า...! ไอ้ด่าง เอ็งเป็นบ้ากระไรถึงต้องลากข้าลงมาที่นี่ทุกวัน” สัตยาตะคอกพลางขืนตัวสุดแรง ขณะที่ถูกไอ้ด่างกึ่งอุ้มกึ่งลากมุ่งตรงไปยังบันไดท่าน้ำ

“ข้าบอกแล้วว่าข้าจักอาบน้ำในตุ่มบนเรือน!”

“ในตุ่มมันจะไปสบายเท่าในแม่น้ำได้เยี่ยงไรจ๊ะพ่อครู” เด็กหนุ่มสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงระรื่น ทว่าแขนกลับรัดเอวหนาไว้แน่นหนึบ

“น้ำในแม่น้ำมันออกจะเย็นฉ่ำ ชำระล้างเหงื่อไคลได้ดีนักหนา ท่านกลัวน้ำรึกลัวข้าจักทำกระไรท่านในน้ำกันแน่จ๊ะ?” สัตยาชะงัก สายตามองลงไปในน้ำที่มืดมิดด้วยความพรั่นใจที่ฝังลึก

“ข้าไม่ได้กลัวเอ็ง! แต่ข้า...” เพียงเท่านั้น ด่างพลันหยุดก้าวเดิน และหันไปโน้มใบหน้าเข้าใกล้จนลมหายใจเป่ารดข้างหูชายโตกว่า

“ข้าอยู่ตรงนี้ทั้งคน...ใครหน้าไหนก็แตะต้องท่านไม่ได้ ต่อให้เป็นไอ้เข้หน้าโง่ตัวไหน รึวิญญาณแพศยาตนใด หากมันกล้าโผล่มา ข้าจักถลกหนังมันให้ท่านเอง เชื่อใจข้าเถิดหนา”

แววตาเว้าวอนที่ไอ้ด่างมักใช้ในเวลามีสิ่งที่ต้องการ ทำให้พ่อครูถึงกับน้ำท่วมปาก กว่าจะรู้ตัว เขาก็ถูกไอ้ด่างช้อนอุ้มร่างขึ้นในอ้อมแขนแล้วเดินลุยลงไปในน้ำน่านจนถึงระดับเอวเสียแล้ว

“ด่าง...เอ็งปล่อยข้าลง ข้าอาบเองได้” สัตยาพูดเสียงค่อย มือหนากอดคอไอ้ด่างไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว

“อยู่นิ่งๆ เถอะจ้ะ ข้าจักขัดขี้ไคลให้ท่านเอง” มันว่า ทั้งยังยิ้มเจ้าเล่ห์ มือไม้ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังแกร่งที่เปียกชุ่ม

“เห็นไหมจ๊ะ...น้ำไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ท่านคิด หากมีข้าโอบกอดท่านไว้เช่นนี้”

สัตยาได้แต่ถอนหายใจและหลับตาลง รับสัมผัสความเย็นเนียบของน่านน้ำที่เคยเกลียดชังแทบตาย เถียงมันไม่ได้เพราะบัดนี้ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของไอ้ด่างก็เริ่มค่อยๆ ซึมซับเข้าไปแทนที่ความหนาวเหน็บในใจทีละน้อยแล้วอย่างที่มันพูดจริง แม้จะรู้ดีว่าไอ้เด็กนี่มันแกมบังคับ แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัมผัสของมันทำให้เขารู้สึกปลอดภัยได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ไอ้ด่าง เอ็งอย่าได้คิดเชียว คราวที่แล้วไอ้เดชมันเกือบจะเห็นอยู่แล้ว”

แม้ปากจะพยายามทัดทาน แต่ร่างกายกลับทรยศต่ออุดมการณ์ของจอมขมังเวทย์โดยสิ้นเชิง รู้ทั้งรู้ว่าไอ้ด่างมันไม่เพียงแต่จะเยียวยาบาดแผลในใจให้ แต่มันยังทำดีหวังผล จงใจจะฉวยโอกาสทำเรื่องอย่างว่า ท่ามกลางสายน้ำน่านที่ไหลเอื่อยแต่ก็ยอมตอบมาจนได้

“อย่างที่บอกไปเลยขอรับ...”

ไอ้เดชคลานเข่าเข้ามาหาผู้เป็นนาย ทำสีหน้าปางตาย ขอบตามันคล้ำดำเป็นปูถล่ม พนมมือไหว้ปลกๆ กระซิบกระซาบขอคุยเป็นการส่วนตัว

“อยากขอรบกวนเวลาพ่อครูสักนิดเถิด ช่วงนี้ผีที่ในเรือนหรือโหงพรายที่พ่อครูเลี้ยงไว้มันชักจะออกฤทธิ์ออกเดชเกินไปแล้ว ไม่ได้หลับได้นอนกันเต็มตามาหลายคืนแล้ว” เดชว่าพลางปาดเหงื่อ

“จริงขอรับ ท่านช่วยปรามพวกมันให้เพลาๆ มือลงหน่อยได้ไหมขอรับ? ทุกค่ำคืนเรือนมันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นปานจักพังครืนลงมา เสียงร้องโหยหวนก็ดังระงมจนพวกเราไม่ได้หลับนอนกันเลย พ่อครู” สรช่วยเสริมอีกแรง

“แค่กๆ ๆ”

ทำเอาสัตยาที่กำลังยกน้ำขึ้นจิบถึงกับสำลักจนหน้าดำหน้าแดง เขาพยายามตีสีหน้าเคร่งขรึมกลบเกลื่อนความกระดากอายที่พุ่งริ้วขึ้นมาถึงใบหูเพราะรู้ดีแก่ใจว่า

‘เสียงผี’ ที่พวกมันว่านั้น แท้จริงแล้วคือเสียงของตัวเขาเองที่ถูก

ไอ้ด่างเคี้ยวกรำอย่างหนักหน่วงด้วยรสสวาทที่ดุดันเกินมนุษย์มนาต่างหาก

“เออๆ ข้าจักจัดการให้ พวกเอ็งไปพักผ่อนกันเถิดไป สีหน้าดูไม่ได้เชียว” เสียงทุ้มฝืนเอ่ย ทั้งที่ในใจขายขี้หน้าจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี

“จริงนะขอรับ ถ้าอย่างนั้นวันนี้ไอ้สรมันคงไปตลาดไม่ไหวเพราะตาจะปิดอยู่รอมร่อแล้ว...”

เมื่อเห็นพ่อครูตกรับคำ เดชกับสรก็ดูจะเบาใจขึ้นมานิด

ชายผู้เป็นนายก็เพียงพยักหน้าลงอย่างไม่ถือสาอะไร ทว่าพอสัตยาหันไปกะจะออกปากชวนด่างให้ไปจ่ายกับข้าวที่ตลาดแทน เขากลับพบว่า

ไอ้ตัวต้นเหตุที่ทำเรือนสั่นทุกคืนกำลังยืนยิ้มแป้น หน้าละรื่นดุจดอกไม้บานยามเช้า ราวกับคนไม่มีความผิด มิหนำซ้ำยังส่งสายตาวิบวับล้อเลียนความเขินอายของเขาเองเสียอีก

ด้วยความหมั่นไส้จนเหลืออด สัตยาจึงแกล้งวาดวงเท้าเตะเข้าที่หน้าแข้งมันไปทีหนึ่งดัง

ปึก!

“โอ๊ย!”

“ยิ้มกระไรของเอ็งนักหนา! ไปเตรียมตัวจ่ายตลาดกับข้าเดี๋ยวนี้!”

ทว่าไชยเวศกลับมิได้ถือสาหาความ เขายิ่งส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ้าก

ชอบใจเหลือเกินที่ได้แหย่คนงามที่ดุอย่างกับแม่เสือ ก่อนจะกระโดดโลดเต้น ส่ายก้นไปเตรียมของอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้ไอ้สรกับไอ้เดชที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ได้แต่หันมาซุบซิบกันด้วยความพรั่นพรึง

“พี่เดช...พี่ดูไอ้ด่างมันสิ โดนพ่อครูเตะขนาดนั้นยังหัวเราะร่า” สรกระซิบเสียงสั่น

“รึว่ามันจักถูกไอ้ผีที่ทำเสียงดังๆ บนเรือนเมื่อคืนสิงร่างไปแล้ววะ? คนปรกติที่ไหนมันจักดูมีความสุขที่ถูกพ่อครูประเคนตีนขนาดนั้น”

°°••....••°°.°°••....••°°

สายลมยามเช้าพัดหอบเอาความสดชื่นมาสู่ทางเดินดินลูกรังที่ทอดยาวมุ่งสู่ตลาด ร่างกำยำของสัตยาเดินนำหน้าไปตามทางเดินในตลาดสด มือก็กระชับผ้านุ่งให้เข้าที่ ปากก็บ่นงึมงำถึงเรื่องที่ค้างคาใจมาแทบทุกคืนให้หลัง จนกระทั่งถึงเมื่อครู่ที่พี่เดชเข้ามาทักตรงๆ ด้วยสีหน้าซีดเซียว

“เอ็งนี่มันเหลือเกินนักนะไอ้ด่าง ข้าบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าให้หัดระวังเสียบ้าง” สัตยาเค้นเสียงดุ พลางกวาดสายตาชำเลืองมองคนข้างหลัง

“เพลาๆ บ้างเถิด เอ็งจะเขี้ยวกรำข้าไปถึงไหน”

“...”

“ดีเท่าไหร่แล้วที่ไอ้สรกับพี่เดชมันคิดว่าเป็นผีสางออกมาสำแดงเดช หากพวกมันรู้ความจริงขึ้นมา...ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

เขาบ่นยืดยาวจงใจจะให้คนฟังสำนึกผิด ทว่ากลับมิมีเสียงโต้ตอบ

หรือเสียงออดอ้อนอย่างที่ควรจะเป็น ความเงียบที่ผิดปกติทำเอาจอมขมังเวทย์

ใจหายวูบ นึกไปว่าตนคงเผลอปากดุแรงไปจนไอ้เด็กหน้ามนมันน้อยอกน้อยใจเสียแล้ว

“ไอ้ด่าง...เอ็งเป็นกระไรอีก เงียบเชียว” สัตยาชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง

ทว่าร่างของไอ้ด่างก็ไม่ได้อยู่ข้างกายเขาแล้ว แต่มันกลับไปยืนเกาะขอบแคร่ร้านขนมไทยเจ้าประจำกลางตลาดเสียแน่น แววตาสีอำพันคู่นั้นทอประกายตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าตอนเห็นเขาเปลื้องผ้าเสียอีก

“โอ้โห...พ่อครูมาดูนี่สิ!” ไชยเวศในกายหยาบชี้นิ้วไปที่ถาดขนมตาลสีเหลืองนวลที่เพิ่งนึ่งเสกใหม่ๆ ควันกรุ่นส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย

“สีมันเหลืองเหมือนทองคำเลยหนา รสชาติมันจะเป็นอย่างไรรึจ๊ะ จะหวานชื่นใจเหมือนน้ำผึ้งรึเปล่า?”

หญิงสูงวัยเจ้าของร้านที่กำลังก้มหน้าก้มตาเรียงขนมใส่ถาด พอได้ยินเสียงทักทายก็รีบเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้าง

“อ้าว! พ่อครูท่าน ฉันไหว้จ้ะ วันนี้ลงมาจ่ายตลาดเองเชียวรึจ๊ะปรกติเห็นแต่ไอ้สรไม่ก็ไอ้เดชมันมา” แกทักทายอย่างคุ้นเคย พลางปัดมือเช็ดกับ

ผ้ากันเปื้อน คนถูกทักก็เพียงแต่พยักหน้ารับอย่างสงวนท่าที

“มันไม่ค่อยสบายกันน่ะ”

“อ้อ...แล้วนั่น...พ่อหนุ่มหน้ามนคนนี้เป็นใครกันล่ะจ๊ะ ใช่ที่คนเขาว่าเป็นศิษย์ใหม่รึ หน้าตามันหมดจดคมสันเชียวหนา พ่อครู”

สัตยาชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหูเริ่มพรูความร้อนขึ้นมาจางๆ เมื่อถูกทักเรื่องคนข้างกาย เขาจึงแสร้งกระแอมไอแก้อาการขัดเขิน

“ใช่แล้วล่ะป้า...มันชื่อไอ้ด่าง เป็นเด็กที่ข้าเมตตารับมาช่วยงานบนเรือนช่วงนี้แหละ” นางหัวเราะร่วนรับคำ พลางมองไอ้ด่างด้วยนึกเอ็นดู

“พ่อหนุ่มนี่ตาถึงนะ ขนมตาลป้าใช้เนื้อตาลแท้ๆ กะทิก็คั้นเอง หวานมันครบรสเชียวล่ะ”

สัตยามองเห็นไอ้ด่างที่ยืนจ้องขนมตาลตาเป็นมัน ทั้งยังแอบลอบชำเลืองมองมาหาเขาเป็นระยะ ราวกับจะใช้สายตาเว้าวอนขอให้ช่วยซื้อให้มันลิ้มรสเสียหน่อย ก็ได้แต่ต้องถอนหายใจยาวออกมาอย่างยอมแพ้

“ป้าสี งั้นข้าเอาขนมตาลห่อใหญ่ห่อนึง แล้วก็เอาขนมชั้นเพิ่มด้วย ฝากป้าห่อให้ดีหน่อย ประเดี๋ยวไอ้เด็กนี่มันจักทำร่วงอดกินเสียก่อน”

หญิงแม่ค้ารีบรับคำ ก่อนจะจัดแจงให้ตามที่สัตยากล่าวไป สัตยาที่ยืนมองท่าทางไร้เดียงสาเหล่านั้นก็อดไม่ได้ที่จะลอบยิ้มออกมาบางๆ พลางนึกมันไส้ในใจว่า

‘ทีเมื่อคืนล่ะทำตัวปานพญายักษ์ พอเจอขนมเข้าหน่อยล่ะทำเป็นเด็กน้อยเชียว’

ไอ้ด่างนั่งขัดสมาธิเคี้ยวขนมหนุบหนับจนแก้มตุ่ย เมื่อกลับถึงเรือนไทยที่เงียบสงบ สัตยาก็เลี่ยงความวุ่นวายของลูกศิษย์คนอื่นด้วยการพาไอ้ด่าง

ลงไปนั่งพักที่ท่าน้ำอันเป็นที่ประจำ ท่าทางมันดูมีความสุขเป็นล้นพ้นเสียจนสัตยาที่นั่งมองอยู่ข้างๆ อดที่จะอมยิ้มตามไม่ได้

ใจของสัตยากลับวูบไหวพาลนึกไปถึง ‘ไอ้ด่าง’ จระเข้เผือกแสนรู้ในอดีตที่เขาเคยเลี้ยงดูและรักใคร่ปานสหายขึ้นมา

ตรงข้ามกับฝั่งไอ้ด่างที่เอาแต่กิน ไม่ได้รับรู้ถึงความขมขื่นของคนข้างกายด้วย พรรณนาถึงรสชาติขนมในมือไม่ขาดปาก

“ทั้งนุ่มทั้งหอม รสหวานมันติดลิ้นดีแท้ๆ”

สัตยาเห็นมันก้มหน้าก้มตากินเอาๆ อย่างกับกลัวใครจะมาแย่ง ก็อดที่จะเย้าแหย่ไม่ได้

“ค่อยๆ กินเถอะ ขนมน่ะไม่มีขาเดินหนีไปไหนหรอก ทำตัวปานคนไม่มีอันจะกิน ที่บ้านเอ็งเขาไม่ได้หาให้กินรึไร?”

ไชยเวศชะงักมือที่กำลังจะส่งขนมเข้าปาก เขาเงยหน้าขึ้นสบตาสัตยาด้วยแววตาซื่อตรง

“ไม่มี...ข้าไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติเยี่ยงนี้มาก่อนในชีวิตเลย”

เขาตอบอย่างสัตย์จริง ทั้งชีวิตที่ใช้มาไม่เคยได้รับรู้มาก่อนว่านอกจากเนื้อสัตว์สดๆ หรือการอิ่มทิพย์ มันจะมีอาหารที่เลิศรส นุ่มลิ้นได้ขนาดนี้อยู่ด้วย

“จะบ้าเรอะ? เอ็งนี่แปลกคน ขนมตาลหาได้ทั่วไปตามตลาด ใครบ้างจะมิเคยกิน”

สัตยาขมวดคิ้วสงสัย พญากุมภีร์หนุ่มจึงรีบแก้คำพูด พลางขยับเข้าไปอ้อนใกล้ๆ

“ข้าสาบานจักได้กินขนมนี้ไปตลอดชีวิตเลย และตั้งใจว่าจักลองกินอย่างอื่นให้ครบทุกชนิดด้วย พ่อครูต้องพาข้าไปตลาดบ่อยๆ ด้วยนะจ๊ะ ข้าจักกวาดกินให้เรียบเลยล่ะ”

สัตยาฟังแล้วก็หลุดขำออกมาเบาๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงความขื่นขม

“น่าอิจฉาเอ็งนัก ที่รู้ว่าตนเองปรารถนาอะไร ต่างจากข้า...” ด่างได้ฟังก็พลัยหยุดเคี้ยวไปครู่ เอียงคอสงสัย

“แล้วพ่อครูล่ะจ๊ะ...ท่านไม่มีเรื่องที่อยากทำเยี่ยงคนอื่นเขาบ้างรึ?”

สัตยาทอดสายตามองออกไปที่เส้นขอบฟ้าเหนือลำน้ำน่าน นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ

“ข้าปรารถนาเพียงจักช่วยเหลือชาวบ้าน ปัดเป่าทุกข์ภัยและคุ้มครองคนในปกครองให้พ้นจากสิ่งไม่ดีเพียงเท่านี้แหละ”

คำตอบนั้นทำให้ไชยเวศนิ่งไป เขาจ้องมองใบหน้าด้านข้างของจอมขมังเวทย์ด้วยแววตาที่ลึกซึ้งขึ้น พลางนึกในใจว่าคนผู้นี้ช่างแบกรับภาระหนักอึ้งไว้บนบ่าเพียงลำพังมานานเกินไปเสียแล้ว

ไอ้ด่างหยุดเคี้ยวขนมลงครู่หนึ่ง แววตาสีอำพันที่เคยรื่นเริงกลับดูจริงจังและนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด มันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสัตยาแล้วถามย้ำด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลงกว่าเดิม

“ข้าไม่ได้หมายถึงหน้าที่หรือการช่วยเหลือผู้อื่น ข้าหมายถึงตัวท่านเองต่างหาก สัตยาของข้ามีสิ่งที่ปรารถนาเพื่อตัวเองบ้างไหม?”

คนถูกถามถึงกับนิ่งอึ้งไปไม่ได้สนใจว่าถูกลามปามหรืออะไรเลย คำถามของอีกฝ่ายทำให้เขาหวนคิด นอกจากใช้ชีวิตเพื่อปกป้องผู้อื่นและอยู่กับความหวาดกลัวมานานเกินไปจนหลงลืมไปแล้วว่าความปรารถนาสุดลึกจากก้นบึ้งของตนเองนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

“ข้า...ไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นเลย”

ด่างไม่ตอบต่อในทันที แต่มันขยับกายเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างหนา มือข้างที่ว่างจากการถือขนมเอื้อมขึ้นไปแตะที่ข้างแก้มของสัตยาอย่างแผ่วเบา สัมผัสจากฝ่ามือที่ดูหยาบกร้านทว่าอบอุ่นมั่นคงทำเอาสัตยาชะงักงันไป ประหนึ่งถูกมนต์สะกด

“ไม่เป็นไร...สักวันเดี๋ยวท่านก็จะมี เชื่อข้าสิ”

ด่างคลี่ยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นดูบริสุทธิ์และสดใสจนสัตยาตาพร่า

“ถึงตอนนั้น ท่านต้องบอกข้าเป็นคนแรกนะ”

พริบตานั้น สัตยารู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวกระหน่ำอยู่ภายในอก ความรู้สึกปลอดภัยและได้รับการปกป้องที่เขาไม่เคยได้รับจากใคร บัดนี้เขาก็กลับได้รับมันจากเด็กหนุ่มตรงหน้าไปอย่างเต็มเปี่ยม

สัตยาเผลอตัวอิงแก้มเข้าหาฝ่ามือหนานั้นอย่างลืมตัว พร้อมกับหลับตาลงเพื่อรับไออุ่นนั้น

“อืม...ถ้าถึงวันนั้น...ข้าจักบอกเอ็งเป็นคนแรก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป