บทที่ 3 บทที่ ๑ ๒/๓

“โธ่นังเมี้ยน ลูกเอ็งโดนกินไปแล้ว จะตามได้อย่างไร ต้องให้พ่อครูไปกำราบมันต่างหากเล่า” หนึ่งในชาวบ้านพูดใส่นังเมี้ยนที่เหมือนคนเสียสติไปแล้ว

“ใจเย็นกันก่อน พวกเอ็งอย่าเอ็ดตะโร พ่อครูกำลังทำสมาธิอยู่มิรู้หรือไร” สรพยายามปรามไม่ให้ใครส่งเสียงรบกวนพ่อครูในยามวิกาล

ลูกศิษย์หนุ่มรูปร่างผอมเกร็ง ผิวดำแดง รีบวางขันน้ำมนต์ลงแล้วถลันเข้ามาประคองร่างหญิงกลางคนไว้ สายตาลอกแลกมองไปที่ประตูห้องพิธีสลับกับฝูงชนที่เริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่

“ใจยงใจเย็นอะไรกันวะไอ้สร! คนตายไปแล้วตั้งสองศพ” ชายวัยฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนสวนขึ้นมา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนความกลัว

 “พวกเอ็งเป็นลูกศิษย์ประสาอะไร ปล่อยให้ชาวบ้านรอจนรากงอก พ่อครูเองก็มัวแต่นั่งทางในไม่รู้ไปถึงสวรรค์ชั้นไหน ชาวบ้านกำลังเดือดเนื้อร้อนใจ ทำไมไม่รีบออกมา”

“ไอ้ทิด! เอ็งระวังปาก ระวังนรกจะกินกบาลเอา”

เสียงตวาดของเดชดังลั่นมาจากอีกฟาก ซึ่งเป็นลูกศิษย์รุ่นพี่ รูปร่างล่ำสัน ผมตัดทรงมหาดไทย หน้าตาดุดัน ก้าวออกมายืนขวางหน้าประตูห้องพิธี สองมือกอดอกแน่น อวดกล้ามแขนที่มีรอยสักรูปหนุมานคลุกฝุ่น

“พ่อครูท่านกำลังเพ่งสมาธิ ทำพิธีบริกรรมคาถาทำของขลังคู่กับครูบาอาจารย์ของท่าน เอ็งจะให้ทิ้งพิธีออกมาสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวของก็เข้าตัวพวกเอ็งดอก!”

“ของขลังอะไรข้าไม่สน! มันกินไอ้เข้มกับไอ้ชิดต่อหน้าต่อตา ถ้าพ่อครูไม่ช่วย คืนนี้ใครจะกล้าหลับลง เกิดมันพุ่งตัวขึ้นมาเขมือบใครลงท้องอีกจะทำอย่างไร” ชายอีกคนแทรกขึ้นมาเสียงสั่นพร่า ด้วยบ้านอาศัยอยู่ติดริมน้ำ

“ฮือ...พ่อครู...ออกมาเถิดเจ้าค่ะ เมตตาลูกนกตาดำๆ ด้วยเถิด...” นางเมี้ยนพนมมือสั่นระริก โขกศีรษะลงกับพื้นกระดาน

บรรยากาศบนเรือนตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด แต่แล้วเสียงไม้ลั่นเพียงแผ่วเบา ก็สะกดทุกเสียงบนเรือนให้เงียบกริบลงในพริบตาแอ๊ด...

บานประตูไม้สักค่อยๆ แง้มออก เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ที่ก้าวข้ามธรณีประตูออกมาอย่างเชื่องช้า

พ่อครูสัตยา ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงไต้ที่วูบไหว ร่างกายกำยำท่อนบนเปลือยเปล่า อวดมัดกล้ามเนื้อเป็นลอนสวยงามราวกับรูปปั้นสำริด ผิวสีทองแดงเข้มจัดสะท้อนแสงไฟเป็นมันเลื่อม รอยสักอักขระขอมโบราณดำขลับบนแผงอกและหัวไหล่ดูขลังทรงพลังยิ่งกว่าเดิมในยามวิกาล

ใบหน้าคมเข้มใต้หนวดเคราหนาเรียบสนิท ดวงตาดุจพยัคฆ์กวาดมองไปรอบๆ ชานเรือน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพโกลาหลตรงหน้า

“พ่อครู!”

ชาวบ้านแทบจะกราบกรานพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พ่อครูเพียงพยักหน้า ก่อนเจ้าตัวไปนั่งลงบนตั่งที่ตั้งไว้ตรงหน้าลานเพื่อจะได้นั่งลงพูดคุยกับชาวบ้าน ไม่ไปรบกวนในห้องทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ ด้านข้างมีหมากพลูและยาสูบที่จัดวางไว้เพื่อเขาโดยเฉพาะ

 นางเมี้ยนรีบคลานเข่าเข้าไปกอดขาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของสัตยาแน่น

“พ่อครูเจ้าขา...ช่วยลูกอิฉันด้วย ไอ้ชิด...ฮือ...ช่วยชีวิตไอ้ชิดด้วย”

สัตยานั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน เขาเพียงแค่ก้มลงมองหญิงกลางคนที่ยังคงร่ำไห้กอดขาไม่ปล่อย แววตาคมกริบอ่อนลงวูบหนึ่ง ก่อนจะใช้มือหนาแตะที่ไหล่สั่นเทาของนางเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน แต่ปากยังคงปิดสนิท

ถึงจะไม่เห็นกับตา แต่จากการเพ่งสมาธิเมื่อครู รวมถึงเสียงสนทนาก็ได้รู้ว่าไอ้ชิดนั้นไม่ได้หายไป แต่จากไปยังปรภพแล้ว

“มันต้องไม่ใช่จระเข้ธรรมดา มันจำแลงกายได้ ข้ามั่นใจ!”

เสียงแหบแห้งดังแทรกขึ้นมาจากมุมเสา ชายหาปลาคนเดิมที่เนื้อตัวยังเปียกปอนและเหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้าผสมกลิ่นโคลน ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ตัวสั่นงันงกชี้มือชี้ไม้ไปทางแม่น้ำ

“ข้าเห็น...เห็นกับตาคู่นี้...”

สัตยาตวัดสายตาไปมองคนพูด

 “เอ็งเห็นกระไร” น้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวานลึก แต่ทรงอำนาจจนคนฟังขนลุกซู่

“จะ...จระเข้ยักษ์” ชายหาปลากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ดวงตากระสับกระส่ายเมื่อนึกถึงภาพสยอง 

“ถึงมันจะมืดจนเห็นไม่ชัด แต่ตัวมันยาวเฟื้อย เกล็ดมันสะท้อนแสงวูบวาบ แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือปากของมัน...”

“ปากมันกว้าง...กว้างเท่าเรือแจวลำนึงได้เลยพ่อครู มันงับไอ้เข้มทีเดียวจมหายไปทั้งตัว เลือดงี้แดงฉานเต็มแม่น้ำ!”

กึก…

มือหนาของสัตยาที่กำลังจะหยิบซองยาเส้นจากพานข้างตัวชะงักค้าง

‘ปากเท่าเรือแจว...’

ภาพความทรงจำสีจางๆ เมื่อยี่สิบปีก่อนไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวราวน้ำป่าหลาก ภาพของจระเข้เผือกตัวมหึมาที่เคยนอนเกยตื้นหายใจรวยริน ภาพปากยาวเหยียดที่เขาเคยเอื้อมมือไปสัมผัส และภาพแววตาสีอำพันคู่นั้น

ลมหายใจของพ่อครูหนุ่มสะดุดไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยนิ่งสงบไหววูบราวกับเปลวเทียนต้องลม ใบหน้าคมเข้มซีดลงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่มือที่วางอยู่ข้างลำตัวเผลอกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

“พ่อครู?”

สรที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดสังเกตเห็นอาการผิดปกตินั้น เขาขยับตัวเข้ามาใกล้กระซิบถามเสียงเบา 

“เป็นกระไรไหมขอรับ?”

สัตยาสะดุ้งเฮือก รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเคร่งขรึมดังเดิม เขาเบือนหน้าหนีสายตาลูกศิษย์ ทำทีเป็นหยิบมวนยาเส้นขึ้นมาจุดสูบเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในใจ ควันสีเทาถูกพ่นออกมาจางๆ บดบังแววตาที่ยังคงมีความกังวลซ่อนอยู่

“ไม่มีกระไร” เสียงทุ้มตอบห้วนสั้น

“พ่อครูต้องไปปราบมันนะจ๊ะ! ถ้าปล่อยไว้ พวกเราคงทำมาหากินไม่ได้แน่” ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้น

“ใช่! ฆ่ามันเลย เอาเลือดมันมาล้างตีนแม่ไอ้ชิด”

เสียงโห่ร้องสนับสนุนดังอื้ออึง แรงกดดันถาโถมเข้าใส่ร่างสูงใหญ่ที่ยืนนิ่งอยู่กลางวงล้อม สัตยาสูบยาเส้นเข้าปอดลึกๆ ความขมปร่าในปากไม่เท่าความขมขื่นในใจ

เขาเกลียดท่าน้ำ...เกลียดแม่น้ำ...และเกลียดทุกอย่างที่พรากความสงบสุขไปจากใจเขา

แต่เมื่อมองไปที่นางเมี้ยนที่ยังคงร้องไห้แทบขาดใจ สัญชาตญาณความเป็นพ่อครูก็ค้ำคอ

เดชเห็นนายเหนือนิ่งเงียบไปนาน กลัวจะเสียหน้า จึงรีบก้าวออกมาตบมือดังป้าบเรียกสติทุกคนที่อยู่ตรงนั้น

“พวกเอ็งเงียบกันได้แล้ว! จะโวยวายกันไปไย!”

เดชกราดมองชาวบ้านด้วยสายตาดุดันเลียนแบบอาจารย์

“พ่อครูสัตยาของข้า วิชาอาคมแก่กล้าเพียงใดพวกเอ็งก็รู้ แค่จระเข้ตัวเดียว จะตัวเท่าเรือหรือเท่าบ้าน พ่อครูก็จัดการได้สบายมาก ขนาดเสือสมิงที่ดงพญาไฟ พ่อครูยังเป่ามนตร์ทีเดียวกลายเป็นลูกแมวมาแล้ว”

“จริงรึพ่อเดช!?” ชาวบ้านตาเป็นประกายด้วยความหวัง

“จริงสิวะ! ข้าเคยเห็นเดชพ่อครูกับตา ไอ้เข้ผีสิงตัวนี้ พ่อครูคงไม่ต้องลงแรงให้เมื่อย แค่เพ่งกระแสจิตจากบนเรือน มันก็คงหางจุกตูดหนีลงบาดาลไปแน่นอน” เดชยืดอกโอ้อวดสรรพคุณอาจารย์อย่างลื่นไหล

บทก่อนหน้า
บทถัดไป