บทที่ 4 บทที่ ๑ ๓/๓

สรเหลือบมองสัตยาที่ยืนนิ่ง สีหน้าของพ่อครูเรียบเฉยจนอ่านไม่ออก แต่สรเห็นว่าข้อนิ้วที่คีบมวนยาเส้นนั้นสั่นระริกเพียงนิด ก่อนจะนิ่งสนิทเหมือนเดิม

“เอ้า! รู้แล้วก็กลับไปกันได้แล้ว ดึกดื่นป่านนี้ ให้พ่อครูท่านพักผ่อน ท่านรับปากแล้วว่าจะดูให้ ก็คือดูให้ กลับไปๆ” เดชโบกมือไล่เหมือนไล่ไก่

“ตะ...แต่...”

“ไม่มีแต่ หรือพวกเอ็งอยากจะลองดีกับพ่อครูแทนไอ้เข้นั่น” เดชว่าพลางทำเสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม

ชาวบ้านเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แม้จะยังหวาดกลัวแต่ความเชื่อมั่นในตัวพ่อครูสัตยาก็มีมากกว่า นางเมี้ยนค่อยๆ ปล่อยมือจากขาสัตยา ก้มกราบอีกครั้งทั้งน้ำตา

“ฝากด้วยนะจ๊ะพ่อครู ช่วยลูกอิฉันคืนเรือนทีนะจ๊ะ”

สัตยามองร่างผอมบางที่ค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วถูกพยุงออกไป เขาพยักหน้าช้าๆ เพียงครั้งเดียว เป็นสัญญาณรับรู้ที่หนักอึ้งราวก้อนหิน

ชาวบ้านค่อยๆ ทยอยลงจากเรือน เสียงฝีเท้ากระทบไม้กระดานค่อยๆ เบาลง จนเหลือเพียงความเงียบสงัดและกลิ่นควันยาเส้นที่ลอยอ้อยอิ่ง

เดชหันมายิ้มร่า

“เรียบร้อยขอรับพ่อครู เห็นไหม ชาวบ้านเชื่อมือท่านกันหมด ข้าบอกแล้วว่า...”

“สร...” เสียงทุ้มต่ำขัดขึ้น เดชหุบยิ้มทันควัน

“ขอรับพ่อครู” สรรีบขานรับ

สัตยาหันหลังให้ลูกศิษย์ สายตาทอดมองออกไปนอกชานเรือน สู่ความมืดมิดของทิศที่ตั้งท่าน้ำท้ายเรือน...ที่ที่เขาไม่เคยย่างกรายลงไปเหยียบมานานนับยี่สิบปี

“ปิดประตู ลงกลอนให้แน่นหนา”

“เอ่อ...เฉพาะคืนนี้หรือขอรับ?”

“ทุกคืน”

สัตยาทิ้งมวนยาเส้นลงในกระโถน ขยี้มันจนไฟมอดดับด้วยความแรงเกินจำเป็น

“ห้ามใครลงไปที่ท่าน้ำเด็ดขาด...ถ้าข้าไม่อนุญาต ใครขัดคำสั่ง...ข้าจะไล่ออกไปให้พ้นเรือน!”

คำประกาศิตนั้นเด็ดขาด เย็นชา และแฝงไว้ด้วยความหวาดหวั่นที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถาม สัตยาสะบัดชายผ้าขาวม้า เดินกลับเข้าห้องพระ ปิดประตูดังปัง ทิ้งให้ลูกศิษย์สองคนยืนมองหน้ากันด้วยความงุนงง

“พ่อครูท่านเป็นกระไรของท่านวะพี่เดช...” สรกระซิบถาม

“กูจะไปรู้เรอะ สงสัยจะของขึ้นเพราะพวกชาวบ้านปากมาก เอ้า...รีบไปลงกลอนตามสั่งสิวะ ประเดี๋ยวก็โดนไล่เปิดเปิง”

เดชได้แต่เกาหัวแกรกๆ ด้วยความไม่เข้าใจถึงสภาวะอารมณ์ขุ่นมัวที่เกิดกระทันหัน แต่ยามปกติพ่อครูก็เป็นคนเดาอารมณ์ได้ยากอยู่แล้ว

.

.

ทางฝั่งท่าน้ำ หากแม้นใครตาดีสังเกตมองดูในความมืดสลัว บริเวณน้ำตื้นใต้สะพานไม้เก่าคร่ำคร่าที่ยื่นออกมาตรงโคนต้นรากไทรใหญ่ จะเห็นเงาตะคุ่มคล้ายก้อนศิลายักษ์ตะปุ่มตะป่ำทอดตัวนิ่งสนิท

ทว่า...หินก้อนใหญ่นั้นกลับมีลมหายใจ

ใต้เงามืดของรากไม้ที่ชอนไชลงสู่ผืนน้ำ ร่างมหึมาของพญาไชยเวศ ในรูปลักษณ์แห่งกุมภีร์เกล็ดขาวหม่นซ่อนกายอยู่อย่างเงียบเชียบ ผิวกายสากระคายแนบสนิทไปกับโคลนตมก้นบึ้งจนแยกไม่ออก แต่ดวงตาสีอำพันคู่คมกริบกลับส่องประกายวาววับ เจาะทะลุความมืดมิดและม่านอาคมจางๆ ที่กั้นขวางเขตเรือนไทยหลังงามเบื้องบน

เสียงเอะอะมะเทิ่งของพวกมนุษย์ที่ดังเซ็งแซ่อยู่หน้าเรือนไม่ได้ระคายหูราชันย์แห่งสายน้ำแม้แต่น้อย เสียงร่ำไห้ของหญิงกลางคน เสียงโวยวายของชายฉกรรจ์หลายคน หรือแม้แต่เสียงสวดอ้อนวอนร้องขอความช่วยเหลือ ทั้งหมดนั้นเหมือนเป็นเพียงเสียงแมลงหวีดหวึ่งน่ารำคาญ

สิ่งที่ดวงตาอำพันคู่นั้นจับจ้อง มีเพียงสิ่งเดียว...

ภาพนิมิตที่ฉายชัดผ่านเนตรทิพย์ ทะลุฝาเรือนไม้สักเข้าไปจับจ้องบุรุษร่างสูงใหญ่กลับไปนั่งสงบนิ่งอยู่หน้าโต๊ะหมู่บูชา หลังจากความวุ่นวายจบลง

‘พ่อครูสัตยา’

ชื่อนั้นผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย เพียงแค่เห็นรูปเงาของชายผู้นั้น กระแสความร้อนรุ่มประหลาดก็แล่นพล่านไปทั่วร่างอันเย็นเฉียบของพญาจระเข้ หางมหึมาที่เคยขาดวิ่นและเพิ่งงอกใหม่สะบัดไหวเบาๆ ใต้น้ำโดยไม่รู้ตัว กวนตะกอนขุ่นให้ฟุ้งกระจายขึ้นมาจางๆ

(เจ้าตัดผมยาวนั้นทิ้งแล้วหรือ เวลาว่ายน้ำเล่นด้วยกัน ข้าชอบงับผมปลิวไสวนั่นมากเลยนะ)

เสียงทุ้มต่ำดังก้องในห้วงความคิด ความทรงจำเมื่อยี่สิบปีก่อนไหลบ่าย้อนกลับมาราวกับทำนบแตก

เขายังจำรสชาติความเจ็บปวดในวันนั้นได้ดี วันที่ความอหังการของพญาจระเข้หนุ่มถูกบดขยี้ด้วยฝีมือของมนุษย์ผู้มีวิชา มีดหมอลงอาคมที่ฟาดฟันลงมานั้นหนักหน่วงและแม่นยำ มันมิใช่แค่ตัดเอาหางของเขาไป แต่มันได้เฉือนเอาความทะนงตนของเขาไปด้วย

แต่มันไม่ใช่ความแค้น ไม่ใช่เลย

สิ่งที่ฝังใจยิ่งกว่าความเจ็บปวด คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

ภาพของเด็กหนุ่มวัยพร้อมออกเรือน ผมยาวถึงศอกมัดรวบ ผิวคล้ำแดด ร่างกายผอมบางกว่ายามนี้แต่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง คนที่บังเอิญมาเจอเขานอนหายใจรวยรินอยู่ใต้ต้นรากไทรนี้ แทนที่จะฉวยโอกาสสังหารสัตว์ร้ายที่กำลังสิ้นท่า หรือวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว สัตยากลับเลือกที่จะยื่นมือเข้ามา

(มือของเจ้า...)

พญาไชยเวศหลับตาพริ้ม ระลึกถึงสัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือหยาบกร้านของเด็กหนุ่มในวันวาน มือที่บดยาสมุนไพรโปะลงบนแผลเหวอะหวะที่หาง มือที่คอยป้อนปลาป้อนยาใส่ปากเขาที่เต็มไปด้วยเขี้ยวคม

“อย่าพึ่งตาย...”

เสียงทุ้มต่ำของหนุ่มน้อยในวันนั้นยังก้องอยู่ในหู

“ข้าขอโทษที่ตัดหางเอ็ง มันอาจทำให้ลำบาก แต่ดีกับเราทั้งคู่”

ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจ เหตุใดมนุษย์ผู้นี้ถึงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เหมือนจะฆ่าล้างผลาญให้สิ้นชีวา แต่สุดท้ายกลับมาช่วยเหลือ และเหตุใดดวงตาคมกริบคู่นั้นถึงมองเขาด้วยความเวทนาและห่วงใย แทนที่จะเป็นความเกลียดชัง?

ยิ่งคิด ความรู้สึกบางอย่างที่อัดอั้นอยู่ในอกก็ยิ่งพองโต มันไม่ใช่ความสำนึกบุญคุณธรรมดา แต่มันเจือปนด้วยความกระหาย เหมือนมีความความหิวกระหายที่ปั่นป่วนภายในท้อง

นับเดือนที่ไอ้หนุ่มผู้มีอาคมแข็งแกร่งมาหาเขาทุกวัน ทั้งรักษาทั้งพูดคุยตั้งแต่ฟ้าสางจนพระอาทิตย์ตก มาเล่าเรื่องราวสัพเพเหระที่ข้างหูให้กับอมนุษย์ฟัง

จนกระทั่งวันสุดท้าย...

ภาพนิมิตในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว ภาพที่ทำให้เขาตัดสินใจกลับไปจำศีลยาวนานถึงยี่สิบปี ภาพที่ทำให้เขารอคอยเวลานี้อย่างใจจดใจจ่อ

จระเข้หนุ่มเปิดตาขึ้น...

สัตยาในวันนี้ไม่ใช่หนุ่มน้อยผอมบางอีกต่อไป เขาเติบโตเป็นชายฉกรรจ์ ร่างกายบึกบึน กล้ามเนื้อขยายเต็มร่างจนผ้าขาวม้าแทบปริ ใบหน้าที่เคยอ่อนวัยกลับคมเข้มขึ้นตามกาลเวลา หนวดเคราที่ขึ้นครึ้มขับเน้นความดุดันน่าเกรงขาม

แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงเหมือนเดิม ยังคงมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ลึกๆ ภายใต้ความแข็งแกร่งนั้น

(ข้าอยากได้คำตอบของการกระทำทั้งมวลของเจ้า)

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว

และที่มากไปกว่านั้น...

(ข้าอยากจะชิมรสชาติของเจ้าดูสักครา...สัตยา)

ความปรารถนาดิบเถื่อนผุดขึ้นมากลางใจ มันไม่ใช่การกินเพื่อให้อิ่มท้อง แต่เป็นการ 'กิน' เพื่อครอบครอง เพื่อกลืนกินตัวตนของอีกฝ่ายให้จมหายเข้าไปในวิญญาณของเขา

สายตาของพญาไชยเวศเลื่อนลงไปมองที่หว่างขาแกร่งของพ่อครูหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเรือน ผ้าขาวม้าผืนบางที่ปกปิดความกำยำนั้นไม่อาจซ่อนเร้นจินตนาการของปีศาจราคะได้ ร่างกายมนุษย์ช่างเปราะบางนัก หากเขาใช้แรงเพียงนิดเดียวก็คงบดขยี้ให้แหลกคามือได้ไม่ยาก

รสชาติของการได้อยู่ใกล้ รสชาติของการได้สัมผัส รสชาติของการได้เป็นเจ้าของ

(ถ้าข้าจำแลงกายเป็นมนุษย์...เจ้าจะยอมให้ข้าเข้าใกล้ไหม)

เสียงโวยวายบนเรือนเงียบลง ชาวบ้านเริ่มทยอยกลับกันไปแล้ว แต่พญาไชยเวศยังคงแช่ตัวนิ่งอยู่ในน้ำ ไม่ขยับเขยื้อน

เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจในร่างจระเข้ถึงเต้นเร็วขึ้นทุกครั้งที่มองร่างนั้น ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงอยากอยู่ใกล้ๆ มนุษย์คนนี้จนแทบคลั่ง

แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัด...เขาจะไม่จากไปไหน

ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่จนกว่าจะได้คำตอบ และไม่ใช่จนกว่าจะได้ลิ้มลองรสชาติที่เขาถวิลหามาตลอด

ดวงตาอำพันวาวโรจน์ขึ้นในความมืด จับจ้องเรือนไม้หลังนั้นไม่วางตา เฝ้ารอเวลาที่จะได้คืบคลานขึ้นไปเพื่อหาคำตอบและรสสัมผัสที่เขารอคอย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป