บทที่ 5 บทที่ ๒ ๑/๒

ยี่สิบปีก่อน...

ณ วังบาดาลใต้คุ้งน้ำ ที่ซึ่งกระแสชลจากแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านมาบรรจบหมุนเป็นวงใหญ่

ใต้ผืนน้ำลึกสุดหยั่งจนแสงตะวันมิอาจส่องถึง มีวังบาดาลตั้งตระหง่านซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำวน เป็นที่สถิตของ ‘เจ้าพญากุมภีร์’ ผู้ครองคุ้งน้ำทั้งสี่มานานนับพันปี

กล่าวถึงจระเข้เผือกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่ขวบปี อายุหากเทียบกับมนุษย์ก็คงราวสิบขวบเศษ แต่ด้วยเชื้อสายเจ้าคุ้งน้ำ ร่างกายจึงใหญ่โตมโหฬารเทียบเท่าจระเข้เต็มวัย เผลอๆ จะใหญ่กว่าจระเข้เจ้าถิ่นบางตัวเสียอีก ผิวเกล็ดสีขาวมุกวาววับราวกับไข่มุกที่มีชีวิต ยามต้องแสงแก้วมณีในถ้ำจะส่องประกายระยิบระยับ ดวงตาสีอำพันสุกสกาวเรืองรองด้วยความซุกซนที่ไม่มีวันหมดสิ้น

หากจะบอกว่าพญาไชยเวศเป็นเด็กดีเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ ก็คงต้องโกหกกันหน้าด้านๆ จนน้ำขุ่น

เพราะเจ้าจระเข้น้อยตัวนี้มีงานอดิเรกที่แสนจะน่าปวดหัวและชวนให้ชาวบ้านขวัญผวา นั่นคือการแกล้งมนุษย์

บางวันนึกครึ้มอกครึ้มใจก็โผล่หัวมหึมาขึ้นมาข้างเรือชาวประมงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาคนพายเรือตกใจจนไม้พายหลุดมือ หงายหลังตกน้ำกันระนาว บางวันก็ดำน้ำไปงับขาคนที่กำลังซักผ้าริมท่า ลากลงไปว่ายน้ำเล่นด้วยสักพักให้พอสำลักน้ำ แล้วค่อยปล่อยให้ตะเกียกตะกายขึ้นมาหายใจด้วยความเมตตา (ในความคิดของไชยเวศ) บางวันก็นั่งนับนิ้วเท้าเล่นว่าวันนี้ทำให้คนกรีดร้องจนเสียงหลงไปกี่คนแล้ว

(สนุกดีพิลึก)

นั่นคือคำพูดติดปากของพญาไชยเวศ

ชาวบ้านร้านตลาดแถบลุ่มน้ำนี้กลัวจระเข้เผือกกันจนหัวหด ทุกครั้งที่ต้องล่องเรือผ่านคุ้งน้ำนี้ ก็ต้องจุดธูปสวดมนต์ขอพรเจ้าแม่คงคาให้คุ้มครอง บางคนถึงกับลงทุนเอาหัวหมู เป็ดไก่มาเซ่นไหว้ หวังว่าจระเข้ยักษ์จะไม่นึกสนุกอยากมาหยอกเล่นด้วย

แต่พญาไชยเวศหาได้สนใจเครื่องเซ่นพวกนั้นไม่ เขาสนใจแค่ว่าวันนี้จะมีของเล่นชิ้นใหม่มาให้เล่นด้วยหรือไม่

เมื่อชาวบ้านทนไม่ไหว ก็ต้องไปพึ่งพาพวกหมอผีหมอจระเข้ที่อ้างว่ามีวิชาอาคมแก่กล้า สามารถปราบสัตว์ร้ายให้สิ้นฤทธิ์

และนั่นคือจุดที่เรื่องสนุกทวีคูณขึ้นอีกเท่าตัว

เพราะพญาไชยเวศชอบหมอผีมาก ชอบประหนึ่งเด็กน้อยเห่อของเล่นชิ้นใหม่ที่เพิ่งแกะกล่อง

หมอผีคนแรกมาพร้อมตะกรุดเต็มคอ สวดคาถาลั่นผืนน้ำเสียงดังฟังชัด พญาไชยเวศก็ว่ายเข้าไปลอยคอฟังอย่างตั้งใจ พอสวดจบก็ตบหางลงน้ำดังป้าบ แทนการปรบมือให้แล้วค่อยลากหมอผีลงไปดำน้ำชมกรวดหินด้วยกัน

หมอผีคนที่สองมาพร้อมมีดหมอลงอาคม ฟันฉับลงไปในน้ำเป็นแสงวาบ พญาไชยเวศเพียงแค่พลิกตัวหลบอย่างสบายอารมณ์ แล้วโผล่ขึ้นมาข้างหลัง งับก้นหมอผีเบาๆ พอให้สะดุ้งตกใจจนฉี่ราด

หมอผีคนที่สาม คนที่สี่ คนที่ห้า...ทุกรายจบลงในชะตากรรมเดียวกัน

ถูกลากลงน้ำ บ้างก็แขนขาดขาขาดจนเข็ดขยาด แล้วถูกปล่อยให้ว่ายกลับบ้านไปอย่างอับอายขายขี้หน้า

พญาไชยเวศยังไม่เคยเล่นกับใครจนถึงแก่ชีวิตสักคน

ไม่ใช่เพราะมีจิตใจเมตตาอารี แต่เพราะถ้าฆ่าทิ้งเสียหมดแล้ว จะเหลือใครมาให้เล่นด้วยเล่า

เจ้าพญากุมภีร์รู้เรื่องราววีรกรรมทั้งหมด และได้แต่ยกขาหน้าขึ้นก่ายหน้าผากตัวเองทุกครั้งที่ได้ยินข่าวคราวความซุกซนของหลานรัก

หลานชายของเขาเปี่ยมด้วยพลังอำนาจและความสามารถที่หาตัวจับยาก แต่ก็เปี่ยมด้วยความซุกซนที่ทำให้ปวดเศียรเวียนเกล้าไม่แพ้กัน ทุกครั้งที่พญาไชยเวศว่ายกลับเข้ามาในถ้ำพร้อมรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ เจ้าพญากุมภีร์ก็รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องให้ปวดหัวมารออยู่แล้ว

“เจ้าปู่จ๊ะ วันนี้หลานเอาแขนหมอผีมาฝาก”

นั่นคือประโยคยอดฮิตที่เจ้าพญากุมภีร์ได้ยินบ่อยที่สุดในช่วงนี้ แต่เขาก็ไม่เคยห้ามปรามหลานอย่างจริงจัง เพราะพวกหมอผีที่ถูกพญาไชยเวศจัดการส่วนใหญ่ ล้วนเป็นพวกหมอจระเข้กำมะลอ หรือพวกที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อเอาชิ้นส่วนมาทำเครื่องรางของขลังขาย หากินบนความตายผู้อื่น พวกนี้ทำบาปทำกรรมมามากพออยู่แล้ว การถูกลากลงน้ำไปสั่งสอนสักทีสองทีก็ถือว่าเป็นกรรมตามสนอง

‘อย่างน้อยหลานข้าก็ไม่ได้ฆ่าแกงคนเป็นผักเป็นปลา’

นั่นคือสิ่งที่เจ้าพญากุมภีร์ใช้ปลอบใจตัวเองเสมอมา

จนกระทั่งคืนหนึ่ง...

เจ้าพญากุมภีร์หลับตาลงด้วยจิตใจที่สงบ แต่กลับต้องตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับความหวาดกลัวที่เย็นเยียบจับขั้วหัวใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

นิมิตที่เห็นชัดเจนราวกับเหตุการณ์ตรงหน้า

หลานชายผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ในร่างจระเข้ยักษ์ขนาดมหึมา ใหญ่โตกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว ผิวเกล็ดสีขาวมุกเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดกรัง ดวงตาสีอำพันลุกโชนด้วยความบ้าคลั่งขาดสติ รอบกายรายล้อมไปด้วยซากศพมนุษย์ที่นอนเกลื่อนกลาด เลือดสีแดงฉานย้อมสายน้ำอันบริสุทธิ์จนกลายเป็นสีชาดน่าสยดสยอง

แล้วภาพก็เปลี่ยนไป...

ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนประจันหน้ากับจระเข้ยักษ์อย่างไม่เกรงกลัว มีดในมือเรืองรองด้วยอาคมขลัง ดวงตาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ คมมีดตวัดฟันลงมาเลือดพุ่งกระฉูด ร่างของจระเข้เผือกทรุดฮวบลงกับพื้น และเสียงร้องโหยหวนของหลานชาย ก็ดังก้องสะท้านไปทั่วท้องน้ำ พร้อมหยาดน้ำตาจระเข้ที่หาดูได้ยาก

เจ้าพญากุมภีร์ตื่นขึ้นมาพร้อมลมหายใจหอบหนัก เหงื่อกาฬแตกพลั่กทั่วร่าง

นี่คืออนาคตอันเลวร้ายที่รอหลานชายของเขาอยู่ ถ้าเขาไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง

เช้าวันรุ่งขึ้น คำสั่งประกาศิตก็ถูกประกาศออกมา

“ห้ามไชยเวศขึ้นไปยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์เด็กขาด ผู้ใดปล่อยหลานข้าไป ข้าจะกัดแก่นวิญญาณมันให้ขาดสะบั้น”

พญาไชยเวศที่เคยร่าเริงสดใสกลายเป็นจระเข้หน้างอเป็นตะขอดายหญ้า หางที่เคยตวัดไปมาอย่างสนุกสนานกลายเป็นหางที่ห้อยตกลงอย่างหดหู่สิ้นหวัง

“แต่ทำไมล่ะจ๊ะเจ้าปู่?!”

คำถามนั้นดังก้องสะท้อนไปทั่วถ้ำ

เจ้าพญากุมภีร์เลือกที่จะเงียบ เขาไม่อยากบอกหลานว่าเห็นนิมิตอันน่ากลัวเพียงใด ไม่อยากให้หลานรู้ว่าชะตากรรมที่รออยู่ข้างหน้านั้นโหดร้ายแค่ไหน

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้เหตุผล แค่ทำตามที่ปู่สั่ง”

พญาไชยเวศพยายามงัดทุกกลยุทธ์ออกมาใช้ ทั้งอ้อนวอน ทั้งง้องอน ทั้งทำตาละห้อยน้ำตาคลอเบ้า แต่ไม่มีสิ่งใดทำให้ใจแข็งแกร่งดั่งหินผาของเจ้าพญากุมภีร์อ่อนลงได้ ท่านยังคงยืนกรานคำเดิมไม่ยอมอนุญาต

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหม่ที่ป่วนไปทั่วคุ้งน้ำ

พญาไชยเวศที่ถูกกักบริเวณไม่ให้ขึ้นไปหาแสงตะวัน ก็เลยหันมาหาความสำราญใต้น้ำแทน

(ถ้าแกล้งมนุษย์ข้างบนไม่ได้ ก็แกล้งพวกใต้น้ำด้วยกันนี่แหละ!)

ไอ้เคี้ยง กับ ไอ้โขง สองบริวารคู่ใจผู้ซื่อสัตย์ กลายเป็นเหยื่อรายแรกที่ต้องรับเคราะห์

ไอ้เคี้ยงเป็นจระเข้ร่างเล็กผอมบาง หัวไวปากไว ชอบหาเศษผ้าสีแดงมาพันคอราวกับเป็นแฟชั่นชั้นสูง มักจะมีความคิดแปลกๆ ที่บางทีก็ดูฉลาดล้ำลึก แต่บางทีก็รักสะอาดผิดสายพันธุ์จระเข้ ส่วนไอ้โขงเป็นจระเข้ร่างใหญ่ล่ำบึ้ก หน้าตาบึ้งตึงพูดน้อยราวกับกลัวว่าดอกพิกุลจะร่วง แต่ซื่อสัตย์ภักดีเป็นที่สุด แต่ก็เคร่งครัดกฎเกณฑ์ที่สุดเหมือนกัน

ทั้งสองตัวกลายเป็นเป้าซ้อมหนีของพญาไชยเวศไปโดยปริยาย

“ท่านเจ้าพญา! หยุดเถอะขอรับ พวกข้าน้อยตัวเปื้อนไปหมดแล้ว”

“หยุดทำไมเล่า สนุกจะตาย วิ่งสิไอ้เคี้ยงวิ่ง”

เสียงตะโกนของไอ้เคี้ยงก้องไปทั่วท้องน้ำ ตามด้วยเสียงฟืดฟาดของหางจระเข้ที่กำลังว่ายหนีตายเอาชีวิตรอด

“หายใจไม่ทันแล้วขอรับ” เสียงของโขง ผู้ที่ขนาดมีพละกำลังมาก ยังแทบจะร้องขอชีวิต

แต่บริวารแค่สองตัวไม่เพียงพอต่อความต้องการ พญาไชยเวศเป็นเด็กขี้เบื่อ เมื่อของเล่นในบ้านหมดความสนุก ก็ต้องออกไปแสวงหาของเล่นนอกบ้าน

พญาไชยเวศเริ่มขยายอาณาเขตความซน ออกอาละวาดไปยังเขตแม่น้ำสายอื่น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป