บทที่ 6 บทที่ ๒ ๒/๒
วันหนึ่งขณะความเงียบสงัดอันศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมทั่วโถงถ้ำหินผา ภายในเรืองรองด้วยแสงนวลตาจากแก้วมณีวิเศษที่ฝังประดับอยู่ตามผนังหิน ส่องกระทบเม็ดทรายขาวละเอียดที่ปูลาดอยู่เบื้องล่างจนระยิบระยับดั่งดวงดาวบนฟากฟ้า บนแท่นศิลาอาสน์ขนาดมหึมากลางโถงถ้ำ
เจ้าพญากุมภีร์กำลังทอดกายยาวเหยียดกว่าสิบวา ผิวเกล็ดสีเขียวคล้ำเลื่อมพรายราวกับหยกโบราณที่ถูกขัดจนขึ้นเงา หนวดยาวสีเงินยวงสองเส้นที่มุมปากพลิ้วไหวล้อไปกับกระแสน้ำเนิบช้า ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็นจังหวะเดียวกับชีพจรของสายน้ำ
ตูม!
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลกระแทกเข้าที่ปากถ้ำจนน้ำกระเพื่อมไหวรุนแรง เศษหินจากเพดานร่วงกราวลงมาสู่พื้นทราย
เปลือกตาหนาหนักของเจ้าพญากุมภีร์เปิดขึ้นเผยให้เห็นดวงตาสีทองหม่นที่ฉายแววรู้เท่าทัน
“ไชยเวศ!”
สุรเสียงทรงอำนาจคำรามก้องกังวานไปทั่วโถงถ้ำ
ไม่ทันขาดคำ ร่างสีขาวผ่องราวกับงาช้างแกะสลักก็พุ่งพรวดเข้ามาประหนึ่งลูกธนูหลุดจากคันศร แม้จะได้ชื่อว่าเป็น ‘ตัวน้อย’ ในสายตาปู่ แต่ขนาดตัวของมันกลับใหญ่โตเทียบเท่าจระเข้เต็มวัยทั้งที่อายุยังไม่ครบสิบขวบปี เจ้าตัวดีว่ายวนรอบแท่นหินด้วยความเร็วที่ทำให้น้ำหมุนเป็นเกลียว หางยาวตวัดไปมาอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ
“เจ้าปู่ เจ้าปู่จ๋า”
เจ้าจระเข้เผือกหยุดว่าย กะพริบดวงตาสีอำพันที่ทอประกายซุกซนใส่ผู้เป็นปู่
“หลานเพิ่งกลับมาสนุกมาเลยจ้ะปู่”
“ข้ารู้”
เจ้าพญากุมภีร์ตอบเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะขยับตัวลุกขึ้น ไชยเวศเอียงคอ
“ปู่รู้ได้เยี่ยงไร หลานเพิ่งจะมาถึงเมื่อครู่นี้เอง”
“ก็เมื่อสักประเดี๋ยว มีจระเข้หนุ่มจากลำน้ำปิงว่ายหน้าตาตื่นมาฟ้องข้า สภาพมันดูไม่ได้ ตัวลายพร้อยไปด้วยรอยฟันกัด”
หางที่กำลังสะบัดอย่างร่าเริงของไชยเวศชะงักกึก ค่อยๆ ลู่ลงแนบพื้นทราย
“อ๋อ...ไอ้นั่นเองรึ”
“ใช่...ไอ้นั่นแหละ”
“โธ่ปู่ ก็แค่เล่นกันแรงไปหน่อย ประสาหนุ่มๆ หยอกเย้ากัน”
“หยอกเย้า?”
เจ้าพญากุมภีร์พ่นลมหายใจแรงจนหนวดยาวสะบัดไหว ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง จ้องมองหลานรักเขม็ง
“มันฟ้องข้าทั้งน้ำตาว่าเจ้าไล่งับก้นมันตั้งแต่นครสวรรค์ปากน้ำโพ ลากยาวมาจนถึงปากน้ำเกยไชยหน้าบ้านเรานี่! ระยะทางเท่าไหร่ เจ้าตรองดูเถิด!”
ไชยเวศกลอกตาไปมา แสร้งทำเป็นใช้เล็บเขี่ยทรายเล่น
“ก็มันวิ่งช้าเองนี่จ๊ะปู่ หลานกะว่าจะไล่แค่ครู่เดียว แต่มันหนีไม่พ้นสักที หลานเลยต้องสงเคราะห์ไล่ส่งให้นานหน่อย”
“เจ้าเด็กนี่...”
ยังไม่ทันที่ผู้เป็นปู่จะได้อบรมสั่งสอน แสงสีเขียวมรกตวาบวับก็สว่างจ้าขึ้นที่หน้าปากถ้ำ พร้อมกับกระแสน้ำที่ปั่นป่วนรุนแรงราวกับพายุเข้า
พญานาคราชร่างยาวเหยียดกว่ายี่สิบวาเลื้อยผ่านเข้ามา เกล็ดสีเขียวมรกตส่องประกายวาววับตัดกับหงอนทองคำอร่ามบนเศียร ทว่าความงดงามนั้นกลับถูกบดบังด้วยใบหน้าบูดบึ้งถมึงทึงราวกับไปกินรังแตนมาทั้งรัง
“เจ้าพญากุมภีร์!”
“พญาวิรุฬหก ลมกระไรหอบท่านมาถึงวังข้าได้ มีกิจธุระอันอันใดรึ” เจ้าพญากุมภีร์ขยับตัวลงจากแท่นหินเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน
“กิจธุระรึ? เหอะ!”
พญาวิรุฬหกพ่นลมหายใจฟูดฟาด น้ำรอบกายเดือดพล่านเป็นฟอง
“ข้ามิได้มาทำธุระ แต่ข้ามีเรื่องมาฟ้องเจ้าต่างหาก!”
“ฟ้อง? เรื่องอันใดกัน”
“ก็เรื่องหลานชายตัวดีของท่านนั่นปะไร”
ดวงตาสีทับทิมวาวโรจน์ตวัดขวับไปมองจระเข้เผือกตัวน้อยที่ลอยตัวทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ข้างๆ
“หลานชายตัวดีของท่าน มันมิได้แค่จับข้าเหวี่ยง แต่มันจับหางข้า ยัดเข้าไปในปากของข้าเอง ยัดเข้าไปจนสุดลำคอแล้วกระทุ้งซ้ำๆ จนเกล็ดข้าครูดกับเขี้ยวและเพดานปากจนพังพินาศเช่นนี้”
ไชยเวศกะพริบตาปริบๆ หางสั้นตวัดน้ำเบาๆ อย่างไร้เดียงสา
“ข้าเปล่า มีหลักฐานรึ”
“หลักฐานคาตาขนาดนี้ เจ้ายังจะกล้าปฏิเสธอยู่ไหม?!” สิ้นเสียงคำรามกึกก้อง พญานาคราชสะบัดส่วนหางอันยาวเหยียดที่เคยงดงามวิจิตรตวัดวูบขึ้นมาตรงหน้าเจ้าปู่กุมภีร์อย่างรวดเร็ว จนตะกอนใต้น้ำฟุ้งกระจาย
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาเจ้าแห่งกุมภีร์ถึงกับพูดไม่ออก...
ปลายหางที่ควรจะเรียวสวยและปกคลุมด้วยเกล็ดมรกตเรียงตัวเป็นระเบียบ บัดนี้กลับมีสภาพ ยับเยินจนดูไม่ได้ เกล็ดแก้วแวววาวที่เคยเรียบลื่นถูกถลกย้อนศรจนฉีกขาดวิ่น หลุดลุ่ยห้อยรุ่งริ่งเผยให้เห็นเนื้อเยื่อสีชมพูสดที่มีเลือดซึมซิบ เป็นรอยครูดเป็นทางยาวลึกและกว้างอย่างน่าสยดสยอง
ร่องรอยความเสียหายนั้นมิใช่เกิดจากการถูกฟันหรือถูกกัดกระชาก แต่มันคือรอยถลอกปอกเปิกที่เกิดจากการ เสียดสีอย่างรุนแรงในที่แคบ
“ข้ามิได้ปฏิเสธ ก็แค่อยากลองดูเฉยๆ ว่างูยักษ์สามารถเขมือบหางตัวเองได้ไหม แล้วจะขย้อนออกทางปากหรือตูด” เสียงเล็กตอบกลับหน้าตาเฉย
ความเงียบปกคลุมถ้ำไปชั่วอึดใจ พญาวิรุฬหกอ้าปากค้างจนเห็นลิ้นสองแฉก
“เจ้า...เจ้าเรียกข้าว่ากระไรนะ งูยักษ์?”
“อ้าว ก็ท่านตัวยาว ไม่มีขา เลื้อยไปมา ก็ต้องเป็นงูยักษ์มิใช่รึ”
“สามหาว! ข้าเป็นพญานาคราชผู้ยิ่งใหญ่ บังอาจเรียกข้าว่างูรึ”
“ก็นาคคืองู งูก็คือนาค มันต่างกันตรงไหน มีเกล็ดเหมือนกัน เลื้อยเหมือนกัน”
“มันต่างกันที่บารมีโว้ย! ไอ้เด็ก...” พญานาคราชฟังแล้วก็แทบจะถลาพุ่งเข้าใส่ไอ้จระเข้น้อยตัวดี
“พญาวิรุฬหก! ช้าก่อนท่าน!”
เจ้าพญากุมภีร์รีบเอาตัวเข้าขวางกลางวงวิวาท
“ข้าต้องขออภัยแทนหลานชายด้วย เด็กมันเพิ่งเกิดได้ไม่กี่ปี ยังไม่รู้ประสา”
“ไม่รู้ความ?” พญานาคราชชี้หางสั่นระริกไปที่ไชยเวศ “ตัวมันโตเท่าควายถึกขนาดนี้ ยังจะเรียกว่าไม่รู้ความ แค่ความซุกซนของเด็กคงไม่ถึงขั้นไม่รู้ประสาขนาดกล้าแตะต้องหางของพญานาคราชหรอกกระมัง”
“ก็...มันยังเด็กจริงๆ” เจ้าพญากุมภีร์แก้ตัวเสียงอ่อย
“เด็กเปรตล่ะสิไม่ว่า!”
ไชยเวศค่อยๆ ว่ายกระดึบเข้ามาใกล้ แสร้งทำหน้าสลด
“ท่านพญานาคจ๋า...ข้าขออภัยจ้ะ” พญาวิรุฬหกชะงักท่าทีเกรี้ยวกราด เมื่อได้ยินคำขออภัยจากเด็กน้อย
“เจ้าสำนึกผิดจริงรึ?”
“จ้ะ ให้อภัยข้าดวย ข้าไม่น่าจับหางท่านยัดใส่ปากท่านเลย...” ไชยเวศก้มหัวลงอย่างนอบน้อม
“อืม...รู้จักผิดชอบก็ดีแล้ว”
“ข้าน่าจะจับหัวท่านยัดใส่ปากท่านแทน แบบนั้นคงตลกพิลึก เหมือนบ่วงบาศน์หมุนติ้วๆ”
“ไอ้เด็กเวร!”
พญาวิรุฬหกแยกเขี้ยวพุ่งเข้าใส่ แต่หางอันทรงพลังของเจ้าพญากุมภีร์ตวัดมาขวางไว้ได้ทันท่วงที
“ใจเย็นๆ ท่าน อย่าถือสาเด็กเลย”
“ปล่อยข้า! วันนี้ข้าขอกัดปากยื่นยาวนั่นให้ขาดสักที ข้าจะเคี้ยวแล้วกลืนลงท้องในคำเดียว”
“กัดไปก็กินไม่ได้หรอกจ้ะ เผลอๆ ฟันจะหักเอา” ไชยเวศว่ายถอยหลังหนีอย่างคล่องแคล่ว ปากยังไม่วายต่อความยาว “ตระกูลกุมภีร์หนังหุ้มเปรียบดุจเกราะเพชร เป็นถึงพญานาคมิรู้วงศ์วานสัตวเทพหรือจ๊ะ”
“ไชยเวศ!” เสียงคำรามของเจ้าปู่ดังกึกก้องจนผนังถ้ำสั่นสะเทือน ไชยเวศหยุดกึก หันมามองปู่ด้วยดวงตากลมโตแป๋วแหวว
“เจ้าปู่โกรธหลานรึจ๊ะ?” เจ้าพญากุมภีร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ไชยเวศ...เข้าไปรอในห้องของเจ้าเดี๋ยวนี้ เสร็จธุระแล้วปู่จะเข้าไปชำระความ”
“แต่เจ้าปู่จ๋า...”
“ไป!”
หางยาวของไชยเวศตกลู่ลงอย่างแสนเสียดาย มันค่อยๆ ว่ายต้วมเตี้ยมออกไปทางช่องถ้ำด้านใน แต่ก่อนจะลับสายตา ยังมิวายหันขวับกลับมามองคู่กรณี
“ท่านพญานาค...”
“อะไรอีก!” พญาวิรุฬหกตวาดแว้ด
“หางท่านสีสวยดีนะ ข้าล่ะชอบจริงๆ”
พูดจบเจ้าตัวดีก็สะบัดหางว่ายหายวับไป ทิ้งให้พญานาคราชยืนอึ้งพูดไม่ออกอยู่กลางถ้ำ
กว่าเจ้าพญากุมภีร์จะเกลี้ยกล่อมพญาวิรุฬหกให้ใจเย็นลงและยอมกลับไปได้ ก็กินเวลาไปเกือบครึ่งค่อนวัน แต่ยังไม่ทันที่ตะกอนน้ำจะนอนก้น แสงสว่างจ้าสีทองอร่ามก็พุ่งวาบเข้ามาในถ้ำอีกครั้ง
