บทที่ 7 บทที่ ๓

ครานี้เป็นเทวดาหนุ่มรูปงาม ร่างกายเรืองรองด้วยรัศมีเทพ สวมชฎายอดแหลมประดับเพชรนิลจินดา หากแต่ใบหน้าที่ควรจะเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม บัดนี้กลับบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเจ็บปวดระคนโกรธแค้น

“เจ้าพญากุมภีร์!”

เจ้าพญากุมภีร์ยกขาหน้าขึ้นกุมขมับ อาการปวดหัวตุบๆ เริ่มกลับมาอีกหน

“ท่านเทวดา...มีเหตุอันใดให้ท่านลงมาเยือนถึงใต้น้ำรึ”

“ข้าผู้ได้รับมอบหมายหน้าที่จากเจ้าแม่คงคา ให้ช่วยสอดส่องดูแลความสงบสุขของผืนน้ำ แต่หลานท่านกลับไล่กัดข้า”

“กัดท่าน?”

“ใช่! กัดตรงนี้ เต็มๆ เขี้ยว”

ท่านเทวดาหันหลังให้ดูที่บั้นเอวสอบ ผ้าทิพย์ที่นุ่งอยู่มีรอยขาดวิ่น เผยให้เห็นรอยเขี้ยวจระเข้เรียงเป็นแถวประทับตราอยู่บนแก้มก้นขาวผ่อง

พญาวิรุฬหกที่ยังมิทันได้เลี้ยวกลับ ทำทียึกยักอยู่หน้าปากถ้ำเพื่อรอดูเรื่องสนุก ถึงกับต้องยกหางขึ้นปิดปากกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น

“อุ๊บ...ไชยเวศกัดตูดเทวดา”

“สะโพกโว้ย มันบังอาจกัดสะโพกข้า” เทวดาหันมาแก้ต่างหน้าดำหน้าแดง เจ้าพญากุมภีร์หลับตาลงอย่างอ่อนใจ

“ท่านเทวดา ข้าขออภัยแทนหลานชายด้วย หลานข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายคงติดซนและดื้อรั้นไปบ้าง ต่อไปข้าจะเข้มงวดกับไชยเวศให้มากกว่านี้

ขอท่านอย่าถือสาเลยนะ”

“ข้าไม่ยอม ข้าต้องการให้คนทำผิดถูกลงโทษ”

“แล้วจะให้ลงโทษเยี่ยงไร”

“จับมันขังคุกมืดใต้บาดาลสักร้อยปี ให้มันเข็ดหลาบ”

“โธ่ท่าน...มันยังเด็กนัก”

“เด็กบ้าอะไรถึงกล้าฝังเขี้ยวลงบนเนื้อหนังเทวดา ไม่เกรงใจชฎาบนหัวข้าบ้าง”

“ก็ท่านเริ่มก่อน!”

เสียงเล็กแหลมดังแทรกขึ้นมาจากความมืดด้านใน ทุกสายตาหันขวับไปมอง

ไชยเวศว่ายออกมาจากที่ซ่อน หางตวัดไปมาอย่างไม่ยี่หระต่อสายตาอาฆาต

“ไชยเวศ! ปู่สั่งให้เจ้ารอในห้องมิใช่รึ” เจ้าพญากุมภีร์คำรามลั่น

“ก็รอแล้วจ้ะ แต่ข้าบังเอิญได้ยินเรื่องระคายหูเข้าสักก่อน”

เทวดาหนุ่มชี้นิ้วสั่นระริกมาที่หน้าจระเข้เผือก

“ท่านดุเอาเถิด ป่านนี้แล้วยังไม่สำนึกผิดที่มาลอบกัดข้า แล้วจะให้ข้าอภัยให้ได้อย่างไร”

“ข้ามิได้ลอบกัด ก็ท่านถอดไอ้หมวกแหลมๆ นั่นมาจิ้มหางข้าก่อนทำไมเล่า” ไชยเวศเถียงฉอดๆ

“ฮึ?” พญากุมภีร์ถึงกับฉงน

“ท่านเทวดาเอาชฎามาจิ้มหางข้า หางข้าสำคัญเพียงใด เจ้าปู่เคยบอกไม่ใช่เหรอจ๊ะว่าหางสวยๆ มีไว้หาเมีย ใครหน้าไหนก็ห้ามมาแตะต้อง”

“ข้านอนของข้าอยู่ดีๆ ถ้าเจ้าไม่วิ่งไล่จระเข้จากเขตอื่น หางเจ้าจะมาทิ่มโดนไหม”

“เป็นเทวดาใครใช้ให้นอนอู้”

“ปากเจ้านี่ยื่นยาวสมเป็นจระเข้เสียจริง ขออภัยข้าเถอะเจ้าพญากุมภีร์แต่หลานท่านเหลือขอนัก”

“ก็ท่านจิ้มหางข้าที่อยู่ข้างหลัง ข้าก็กัดสะโพกท่านที่อยู่ข้างหลัง ยุติธรรมดีออก เกลือจิ้มเกลืออย่างไรเล่า”

“ยุติธรรมกับผีน่ะสิ!”

“ใครว่า ยุติธรรมกับจระเข้ต่างหาก” ไชยเวศเอียงคอทำตาใสซื่อ

เจ้าพญากุมภีร์ยกขาหน้าก่ายหน้าผากด้วยความระอาใจ ส่วนพญาวิรุฬหกที่แอบฟังอยู่ หลุดขำก๊ากออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“เจ้าพญากุมภีร์! ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้านะท่าน จะรอให้เด็กนี่ไปงับก้นพระอินทร์ก่อนหรือไร” เทวดาหันมาคาดคั้น

“ได้...ข้าจะจัดการเอง” เจ้าพญากุมภีร์รับคำเสียงหนัก

“จัดการอย่างไร?”

“ข้าจะกักบริเวณไชยเวศ ห้ามออกไปจากถ้ำนี้นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

ไชยเวศหันขวับมามองปู่ ตาโตเท่าไข่ห่าน

“เจ้าปู่จะขังหลานรึ?!”

“ใช่”

“แต่หลานไม่ผิดนะ!”

“เจ้าก่อเรื่องมาสามคดีในวันเดียว ยังจะว่าไม่ผิด!”

“หลานแค่เล่นวิ่งไล่จับกับจระเข้เพื่อนบ้าน ก็แค่เด็กใคร่รู้ที่อยากผูกมิตรกับพญานาค แล้วก็แค่ป้องกันตัวจากเทวดาขี้เกียจสันหลังยาว”

“นั่นแหละที่เรียกว่าก่อเรื่อง!”

“เจ้าปู่เชื่อเทวดาขี้ฟ้องมากกว่าหลานอย่างข้าหรือ”

“ข้ามิได้ขี้ฟ้อง!” เทวดาหนุ่มตวาดเสียงหลง หน้าดำหน้าแดงด้วยความเดือดดาล ไชยเวศทำตาโต เอียงคอถามด้วยน้ำเสียงซื่อใส

“ก็ที่ท่านยืนชี้หน้าป่าวประกาศความผิดข้าปาวๆ อยู่หน้าแท่นบรรทมปู่ข้านี่ หากมิเรียกว่าฟ้องแล้วจักให้เรียกว่ากระไรเล่า หรือเรียกว่ามาขับเสภาสรรเสริญเยินยอข้ากระนั้นรึ?”

เจอคำย้อนเข้าไปดอกนี้ ท่านเทวดาถึงกับอ้าปากพะงาบดั่งปลาขาดน้ำ เถียงไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ ความอับอายแล่นริ้วขึ้นหน้าจนทนอยู่ไม่ไหว สุดท้ายจึงได้แต่สะบัดหน้าเหาะหนีหายวับไปกับกลีบเมฆ ทิ้งให้พญาวิรุฬหกที่ชูคอดูเหตุการณ์อยู่ ได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจในฝีปากของเจ้าเด็กจระเข้ตัวแสบ

เมื่อแขกผู้ทรงเกียรติทั้งสองกลับไปแล้ว ความเงียบสงบก็กลับคืนสู่ถ้ำแก้วอีกครั้ง

ไชยเวศนอนขดตัวกลมดิกอยู่บนพื้นทราย หางม้วนรอบตัวแน่น ดวงตาสีอำพันช้อนมองผู้เป็นปู่อย่างสำนึกผิด หรืออย่างน้อยก็แสร้งว่าสำนึก

“เจ้าปู่โกรธหลานไหม ก็ข้าเบื่อนี่นา เจ้าปู่ไม่ยอมให้ขึ้นไปเล่นข้างบนกับพวกมนุษย์ พวกบริวารเห็นหน้าข้าก็วิ่งหนีจู๊ดแล้ว หลานก็ต้องหาเพื่อนที่อื่น”

“...” ความเงียบคือคำตอบ เจ้าพญากุมภีร์หลับตาลง ภาพนิมิตอันน่าสะพรึงกลัวที่ตามหลอกหลอนเขามาหลายคืนผุดขึ้นในห้วงความคิด

ภาพของหลานชายตัวน้อยที่เติบใหญ่เป็นพญากุมภีร์ผู้เกรียงไกร แต่กลับลุ่มหลงในโทสะ ไล่ฆ่าฟันมนุษย์อย่างบ้าคลั่ง และสุดท้าย ภาพที่คมมีดอาคมของมนุษย์ผู้หนึ่ง ฟาดฟันลงมาปลิดชีพหลานรักของเขาจนดิ้นพราดขาดใจ

“เจ้าปู่เป็นกระไรไปจ๊ะ”

“ไชยเวศที่ปู่ห้ามเจ้าไม่ให้ขึ้นไปข้างบน ก็เพราะปู่ไม่อยากเห็นเจ้ามีอันตราย”

“โธ่ หลานเก่งจะตาย มนุษย์ตัวกระจิริดทำอะไรหลานไม่ได้หรอก”

“ปู่รู้ว่าเจ้าเก่ง...”

“แล้วทำไมเจ้าปู่ต้องห้ามด้วยเล่า”

“เพราะ...เพราะปู่เห็นบางสิ่งบางอย่างในอนาคตของเจ้า” น้ำเสียงของเจ้าพญากุมภีร์สั่นเครือเล็กน้อย

“อนาคตหลานเป็นเยี่ยงไรหรือ ได้เป็นจระเข้ที่รูปงามที่สุดในน่านน้ำไหมจ๊ะ”

ไชยเวศผงกหัวขึ้นทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ความเงียบกลับเป็นคำตอบที่น่ากลัวที่สุด

“เจ้าปู่...?”

“ไชยเวศ ปู่ขอเจ้าเพียงข้อเดียวจะได้รึไม่”

“ขออะไรหรือจ๊ะ”

“อย่าขึ้นไปข้องแวะกับพวกมนุษย์ อย่าไปยุ่งกับพวกเขาเด็ดขาด”

“ครั้งก่อนเจ้าปู่ก็ไม่ยอมบอก ครั้งนี้ก็อีกแล้ว?”

“รับปากปู่ แค่ทำตามที่ปู่ขอ” เจ้าพญากุมภีร์ตัดบท หลับตาลงเพื่อซ่อนความกังวล

ไชยเวศจ้องมองใบหน้าอันเหนื่อยล้าของปู่เนิ่นนาน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมปู่ถึงต้องจริงจังขนาดนี้ ไม่เข้าใจว่าปู่เห็นอะไรในอนาคต และไม่เข้าใจว่าทำไมดวงตาคู่นั้นถึงเศร้าสร้อยนัก

แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เจ้าปู่ถึงกับขอร้อง...

“ก็ได้จ้ะ” หางน้อยๆ ตวัดไปม้วนรอบหางใหญ่ของปู่ไว้แน่น

“หลานสัญญาจะไม่ขึ้นไปยุ่งกับมนุษย์จ้ะ”

เจ้าพญากุมภีร์ลืมตาขึ้น มองหลานรักด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและโล่งใจ

“ดีมากหลานรัก”

“แต่เจ้าปู่จ๋า...”

“มีอะไรอีก”

ไชยเวศฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ ดวงตาสีอำพันกลับมาเป็นประกายวิบวับซุกซนดังเดิม

“หลานยังไล่งับหางจระเข้ตัวอื่นเล่นได้อยู่ใช่ไหมจ๊ะ”

เจ้าพญากุมภีร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พ่นลมแรงจนทรายฟุ้ง

“เฮ้อ...ไปนอนซะไป”

“ฝันดีนะจ๊ะ”

แต่ทว่าคำสัญญาของเด็กน้อย ก็เปรียบเสมือนรอยขีดเขียนบนผืนทราย เพียงคลื่นลูกใหม่ซัดมา มันก็เลือนหายไป โดยเฉพาะเมื่อเด็กน้อยผู้นั้นมีนามว่า พญาไชยเวศ

ครั้นล่วงเข้าสู่วันเพ็ญอันเป็นศุภฤกษ์มงคลสมัยแห่งการกระทำพิธีบวงสรวงสักการะพระแม่คงคาเทวี เจ้าพญากุมภีร์ผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรจำต้องละทิ้งกิจธุระทั้งปวงเพื่อออกเดินทางจาริกไปยังต้นน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมามิให้ขาด

ทว่าก่อนจะเคลื่อนขบวนจากไปนั้น ความห่วงใยระคนกังวลในตัวหลานรักผู้มีฤทธิ์เดชเหลือคณาและซุกซนเกินกว่าผู้ใด เจ้าปู่จึงได้เรียกเหล่าบริวารเข้ามาสั่งความ กำชับกำชาอย่างหนักแน่นให้คอยสอดส่องดูแล

พญาไชยเวศอย่างใกล้ชิด ห้ามมิให้คลาดสายตา และมีคำสั่งประกาศิตอันเด็ดขาด ห้ามมิให้เจ้าตัวดีแหวกว่ายขึ้นไปก่อเหตุอาละวาดบนผืนน้ำเบื้องบนเป็นอันขาด

แต่ว่าคำสั่งห้ามของคนไกลหรือจะสู้ใจที่ใฝ่อิสระของคนใกล้ ครั้นเมื่อเงาแห่งเจ้าพญากุมภีร์เลือนหายลับไปกับกระแสชล พญาไชยเวศผู้เปรียบเสมือนกุมภีร์น้อยที่ถูกขังกรงก็เริ่มกระวนกระวาย

ด้วยความคะนองแห่งวัยและสัญชาตญาณความใคร่รู้ที่พลุ่งพล่าน เขาจึงมิรีรอที่จะสอดส่ายสายตาหาช่องทาง ลอบเร้นกายหลบหนีสายตาของเหล่าบริวารผู้เฝ้ายาม เพื่อมุ่งหน้าแหวกว่ายฝ่าความมืดมิดใต้นที ขึ้นสู่โลกเบื้องบนที่เขาถวิลหาอย่างไม่หวั่นเกรงอาญา

“อันคำสั่งคนไกลฤๅไหวหวั่น จะกีดกั้นใจคนใกล้ที่ใฝ่หา

°°••....••°°.°°••....••°°

ยามสิ้นเงาเจ้าปู่ลับวารีมา กุมภีร์ข้ากระวนกระวายคล้ายติดกรง

ด้วยเลือดลมคะนองวัยใจฮึกเหิม ความใคร่รู้พูนเพิ่มเริ่มลุ่มหลง

จึงสอดส่ายสายเนตรเจตจำนง ลอบโฉมยงหลบเหล่าผู้เฝ้ายาม

แหวกวารีฝ่าความมืดอันยืดเยื้อ มุ่งสู่เหนือผืนน้ำตามใจถาม

ขึ้นยลโฉมโลกหล้าที่ฟ้าคราม มิเกรงขามภัยพาลจะราวี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป