บทที่ 8 บทที่ ๔ ๑/๒
ณ วังใต้คุ้งน้ำ
ฟองอากาศปุดพรายขึ้นเป็นสายเมื่อร่างจระเข้เผือกสะบัดหางเพียงครั้งเดียว แรงส่งมหาศาลพาร่างยาวเหยียดพุ่งทะยานผ่านแนวหินโขดหินทรายน้ำจืดราวกับลูกศร เกือบจะใกล้ถึงเส้นเกี่ยวระหว่างใต้บาดาลกับโลกมนุษย์
ทิ้งให้สมุนสองตัวว่ายตะเกียกตะกายฝ่าฝูงปลาตามหลัง ลิ้นห้อยหอบแฮกจนแทบจะพันกัน
“ท่านไชยเวศหยุดก่อนเถอะ เจ้ากุมภีร์สั่งนักสั่งหนาว่าช่วงนี้ให้เก็บเนื้อเก็บตัวนะขอรับ” ไอ้เคี้ยงตะโกนแข่งกับเสียงน้ำ แต่พญาไชยเวศไม่แม้แต่จะชะลอความเร็ว
“เจ้าปู่ไม่อยู่”
“ก็เพราะไม่อยู่นั่นปะไรเล่า ขืนเจ้ากุมภีร์เสด็จกลับมาแล้วรู้ว่าท่านแอบหนีเที่ยวตอนท่านไปบวงสรวงพระแม่คงคา หัวพวกข้าได้หลุดจากบ่าเป็นแน่” ไอ้โขงรีบเสริม ว่ายมาประกบข้างเพื่อนเกลอด้วยใบหน้าซีดเซียว
“น่ารำคาญ”
หางยักษ์ตวัดวูบ กระแสน้ำรุนแรงซัดจนสองสมุนกลิ้งหลุนๆ ไปกระแทกโขดหิน
พญาไชยเวศหยุดว่าย ลอยตัวนิ่งกลางสายน้ำ ดวงตาสีอำพันฉายแววเบื่อหน่ายเต็มทน
“พวกเอ็งไม่เบื่อหรือไง วันๆ มุดหัวอยู่แต่ในถ้ำ นั่งดูลูกปลาว่ายวนไปวนมา ข้าจะวิปลาสตายอยู่แล้ว”
“ก็...ก็เบื่อขอรับ แต่คำสั่งเจ้า...”
“คำสั่งเจ้าปู่มีไว้ตอนท่านอยู่ ไม่อยู่ก็ถือว่าโมฆะ”
จระเข้หนุ่มแสยะยิ้มเห็นเขี้ยวขาววาววับ ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะชะงักค้าง
วิ้ง...
แรงสั่นสะเทือนบางอย่างแล่นปราดผ่านผิวน้ำลงมา เป็นคลื่นความถี่ที่เสียดแทงและยั่วยวนในคราเดียวกัน คิ้วเข้มในร่างจำแลงซ้อนทับใบหน้าเดรัจฉานขมวดมุ่น
“อาคมรึ?”
ไม่ใช่กลิ่นธูปเหม็นไหม้ของพวกหมอผีกำมะลอที่ชอบโยนหัวหมูเน่าลงน้ำ แต่มันคือพลังจิตที่กล้าแข็งเยือกเย็นแลท้าทาย
“ท่านไชยเวศ มีกระไรหรือขอรับ” ไอ้เคี้ยงละล่ำละลัก
“มันเรียกหาข้า”
มุมปากของพญาไชยเวศยกขึ้น ร่างกายเริ่มขยายใหญ่ตามแรงอารมณ์
ที่พุ่งพล่าน เกล็ดสีมุกตั้งชันขึ้นพร้อมสู้
“ช่างบังอาจนัก กล้ามาเคาะประตูบ้านเรียกเจ้าถิ่นถึงที่ มนุษย์หน้าไหนมันอยากลองดีนักวะ”
“ท่านไชยเวศ! ไม่ได้นะขอรับบบบ” ไอ้โขงพุ่งเข้าไปขวาง แต่ก็เหมือนแมลงวันบินชนกำแพง
“หลีกไป!”
ตูม!
มวลน้ำมหาศาลระเบิดออกรอบตัวพญาไชยเวศ ร่างยักษ์พุ่งทะยานแหวกสายน้ำขึ้นสู่เบื้องบนยังเขตแดนโลกมนุษย์ ทิ้งแรงดันมหาศาลอัดกระแทกสองสมุนจนจมลงไปกองกับพื้นทรายก้นแม่น้ำ
สองบ่าวผู้ภักดีมองตามเจ้านายผู้เอาแต่ใจด้วยสายตาหมดอาลัยตายอยาก ขณะแผ่หลาบนกองทราย
“เตรียมหลุมไว้ใส่ตัวเรากันดีกว่าไอ้โขง”
“เออ...หลุมตรงโขดหินข้างๆ วังข้าจองนะ”
°°••....••°°.°°••....••°°
ณ ท่าน้ำวัดเกยชัยเหนือ
ในยามอาทิตย์อัสดง เปลวเทียนในศาลเพียงตาวูบไหวเจียนดับด้วยแรงลมกรรโชก ควันธูปหนาทึบม้วนตัวลงต่ำปกคลุมเครื่องเซ่นสังเวย หัวหมูสีซีดและไก่ต้มส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แข่งกับกลิ่นอายดินและกลิ่นสาบน้ำยามค่ำคืน
เบื้องหน้าศาลนั้น บุรุษวัยกลางคนในชุดเสื้อคอมาลัยทับด้วยโจงกระเบนสีน้ำตาลเข้มยืนสงบนิ่ง ปลายมีดหมอด้ามงาช้างในมือสั่นระริกเล็กน้อยมิใช่ด้วยความกลัว หากแต่เป็นความปีติยินดีที่อัดแน่นอยู่ในอก
“โอม...นะมะ สุวรรณวารี อสูรแห่งเกล็ดขาวผู้หลับในบาดาล ข้าไกรฤทธิ์ผู้ตั้งสัตย์เรียกเจ้าพญาแห่งสายน้ำ จงตื่นจากนิทราแหวกคลื่นแหวกชล ขึ้นมารับสัจจะแห่งข้า ณ บัดนี้”
สุรเสียงห้าวกังวานก้องแข่งกับเสียงลม ปลายมีดหมอจารอักขระขอมโบราณชี้ดิ่งลงสู่ผืนน้ำดำมืด ส่งกระแสจิตตานุภาพรุนแรงกระแทกลงไปในกระแสชลจนเกิดระลอกคลื่นวงกว้าง
“วะทะนะ อะระวัง อุทธันตะวิทโท”
สิ้นเสียงบริกรรมคาถา ไกรฤทธิ์ยกมือขึ้นลูบผมที่หวีใส่น้ำมันจนเรียบแปล้ ตรวจตราความเรียบร้อยของปิ่นทองปักมวยผมและพวงเครื่องรางที่ห้อยคอระโยงระยาง แววตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองผิวน้ำที่เริ่มกระเพื่อมไหวรุนแรง มุมปากกระตุกยิ้มอย่างหมายมาด
“ท่านอา” เสียงทุ้มต่ำดังแทรกเสียงลมขึ้นมาจากด้านหลัง
ปรากฏร่างชายหนุ่มรูปงามเชื้อสายรามัญ ผู้มีเรือนกายสูงใหญ่กำยำอัดแน่นด้วยมัดกล้ามเนื้อสีทองแดงคร้ามแดดเยี่ยงชายชาตรี ท่อนล่างนุ่งผ้าลอยชายลายตาหมากรุกสีเข้มคาดเอวด้วยผ้าขาวม้า เผยให้เห็นช่วงไหล่กว้างผายและแผงอกแกร่งที่ดูปราดเปรียว
ทว่าสิ่งที่สะดุดตายิ่งนักคือเกศายาวสลวยสีดำขลับดั่งน้ำหมึกที่รวบเกล้าเป็นมวยหลวมไว้ท้ายทอย ปักด้วยปิ่นไม้เรียบง่ายตามธรรมเนียมมอญโบราณ ขับเน้นใบหน้าคมคาย จมูกโด่งเป็นสัน และนัยน์ตาสีนิลกาฬคู่โตที่หางตาชี้ขึ้นดูลึกลับ หากแต่แววตานั้นกลับใสซื่อเจือความโศกซึ้ง ชวนให้ผู้พบเห็นต้องตกอยู่ในภวังค์แห่งเสน่ห์ที่ยากจะถอนตัว ยืนหลบอยู่ตรงเสาที่ศาลาท่าน้ำเงยหน้าขึ้นจากเงามืด
นัยน์ตาสีนิลกาฬทอดมองแผ่นหลังกว้างของผู้เป็นอาด้วยความกังวล มือหนากระชับด้ามมีดหมอในย่ามแน่นโดยสัญชาตญาณ
“มีกระไรรึ สัตยา” ไกรฤทธิ์เอ่ยถามโดยไม่หันกลับมา สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ผืนน้ำ
“แน่ใจแล้วรึขอรับ ข้าเกรงว่าจระเข้ตัวที่ชาวบ้านเล่าลือกันนั้น มิใช่เดรัจฉานสามัญทั่วไป”
“หึ! กลัวหัวหดแล้วรึไงเจ้าหลานชาย” ไกรฤทธิ์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
สัตยาถอนหายใจเบาๆ ขยับตัวออกจากมุมมืด ก้าวมายืนเคียงข้าง
ผู้เป็นอา
“ข้ามิได้กลัว แต่ตำราเก่าแก่กล่าวไว้ว่ากุมภีร์เผือกนั้นหาได้ยากยิ่ง นักปราชญ์ท่านว่าเป็นหนึ่งในสัตว์เทวะ การจะคิดปราบปรามเห็นทีจัก...”
“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าต้องการ”
ไกรฤทธิ์หันขวับกลับมาประจันหน้าหลานชาย นัยน์ตาเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยความทะเยอทะยาน
“ยิ่งมันเก่งกล้า ยิ่งมันเป็นกึ่งสัตว์กึ่งเทพ หากข้าไกรฤทธิ์ผู้นี้สยบมันลงได้ ชื่อเสียงข้าจักดังกระฉ่อนไปไกลถึงพระนคร พวกชาวบ้านปากหอยปากปูจักได้เชื่อถือในตัวข้า”
“แต่จระเข้เผือกก็ไม่ได้ออกอาละวาดเป็นแรมปีแล้วนะอา อาจจะย้ายไปถิ่นน้ำอื่น...” สัตยาไม่อยากให้อาทำเหมือนกำลังไปหาเรื่องจระเข้ตัวนั้น ทั้งที่มันก็ออกมาเล่นเหมือนเด็กซน และมีแค่พวกหมอผีหมอจระเข้ที่เป็นฝ่ายไปหาเรื่องมันก่อนเท่านั้นที่บาดเจ็บหนัก
“หุบปากของเอ็งเสียบ้าง จะพูดให้ผู้อื่นมองว่าข้ากำลังทำเรื่องเปล่าประโยชน์รึไร”
เสียงตวาดลั่นทำเอาสัตยาชะงัก ไกรฤทธิ์ชี้นิ้วสั่นระริกมาที่หน้าหลานชาย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยโทสะ
“เอ็งมันหัวอ่อนปวกเปียกเหมือนพ่อแม่เอ็งไม่มีผิด! ถึงได้พาตระกูลล่มจมตายโหงตายห่ากันหมด ทิ้งภาระไว้ให้กูต้องชุบเลี้ยงจนโตป่านนี้ สำนึกบุญคุณกูเสียบ้าง”
สัตยาก้มหน้านิ่ง สันกรามขบกันแน่นจนนูนเป็นสัน คำด่าทอที่จาบจ้วงบุพการีนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าคมมีด แต่คำว่ากตัญญูค้ำคอเขาไว้จนไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดโต้ตอบ
“เตรียมตัวให้ดี มันมาแล้ว”
สิ้นคำประกาศิต ผืนน้ำเบื้องหน้าพลันเดือดพล่านปานกระทะทองแดง
ซูมมม!
เสาน้ำขนาดยักษ์พุ่งทะยานเสียดฟ้า แตกกระจายเป็นละอองฝอย
ปกคลุมทั่วท่าน้ำ ก่อนที่ร่างมหึมาของพญาไชยเวศจะโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาอย่างอหังการ เกล็ดสีขาวมุกส่องประกายวาววับตัดกับความมืดมิดแห่งราตรีกาล ดวงตาสีเหลืองอำพันคู่ยักษ์ส่องแสงเรืองรอง จ้องเขม็งลงมายังมนุษย์ตัวจ้อยสองคนบนฝั่งด้วยสายตาเหยียดหยาม
แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจนไกรฤทธิ์เผลอก้าวถอยหลัง
ขาสั่นพั่บๆ โดยไม่อาจควบคุม แต่ศักดิ์ศรีค้ำคอทำให้เขาฝืนยืนหยัด กัดฟันตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของสายน้ำ
“ขะ ข้ามีนามว่าไกรฤทธิ์ มาเพื่อปราบเจ้ากุมภีร์ผู้สร้างความเดือดร้อน ไล่คว่ำเรือชาวบ้านให้หวาดผวา”
“โฮกกก!”
(อวดดีเหลือเกินนะ...ไอ้มนุษย์จองหอง!)
เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลือนลั่นราวกับฟ้าถล่ม ไม่ใช่เพียงเสียงคำรามของสัตว์ร้าย หากแต่เป็นคลื่นเสียงที่อัดแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว
จระเข้ยักษ์แสยะยิ้มมุมปาก เผยให้เห็นเขี้ยวคมกริบเรียงรายดั่งใบมีดนับร้อยในปากยาวเหยียดที่เปิดกว้าง
“กรรร! กรรร!”
(ไอ้มนุษย์สวะ! บังอาจมาเจาะจงเรียกข้าขึ้นมา ข้าก็จะเล่นด้วยให้สมใจอยาก)
หางยักษ์ทรงพลังตวัดวูบเพียงครั้งเดียว มวลน้ำมหาศาลก็ยกตัวขึ้นเป็นกำแพงคลื่นยักษ์ ถล่มพุ่งเข้าใส่ท่าน้ำด้วยความรุนแรงปานพายุคลั่ง
โครมมม!
ไม้กระดานแผ่นหนาแตกกระจายปลิวว่อน เสาศาลเพียงตาถูกซัดหักสะบั้นจมหายไปในสายน้ำเกรี้ยวกราด มวลน้ำมหาศาลสาดซัดเข้าใส่ร่างของไกรฤทธิ์เต็มแรง
ทว่าหมอผีวัยกลางคนยังว่องไว ดีดตัวหลบฉากออกด้านข้างได้ทันท่วงที เท้าเปล่ากระแทกพื้นไม้ส่วนที่ยังมั่นคงดังปึก เขายกมีดหมอขึ้นพนม ร่ายพระเวทด้วยเสียงอันดัง
“เกราะเพชรเจ็ดชั้นกันภัย!”
ฉับพลัน ม่านแสงสีทองจางๆ ปรากฏขึ้นห่อหุ้มร่างกายจากศีรษะ
จรดปลายเท้า ละอองน้ำที่พุ่งเข้ามาปะทะเกราะอาคมแตกกระจายเป็นไอหมอกขาวโพลน
“ไอ้เข้! กำแหงนักนะมึง”
ไกรฤทธิ์ตะโกนก้องด้วยความเดือดดาล ล้วงมือลงไปในย่ามคว้าข้าวสารเสกขึ้นมาเต็มกำมือ ปากขมุบขมิบเป่ามนตร์กำกับลงไปจนเม็ดข้าวส่องประกายระยิบระยับดั่งสะเก็ดดาว ก่อนจะสะบัดข้อมือซัดออกไปเต็มแรง
“ไป!”
เม็ดข้าวสารเสกพุ่งแหวกอากาศดุจลูกกระสุนปืนกล ปะทะเข้ากับเกล็ดหนาของพญาไชยเวศอย่างแม่นยำ
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว ทุกครั้งที่เม็ดข้าวแตะถูกร่างยักษ์จะเกิดระเบิดแสงสีทองวาบขึ้น ม่านไอน้ำรอบตัวพญาจระเข้กระเพื่อมรุนแรง แต่ทว่าร่างจระเข้ขาวกลับไม่สะทกสะท้าน เกล็ดมุกที่ถูกกระแทกด้วยอาคมชั้นครูไม่มีแม้รอยถลอก
พญาไชยเวศเพียงสะบัดหัวไปมาอย่างรำคาญใจ ราวกับถูกเม็ดทรายปาใส่เสียมากกว่า
(คิกๆ คันดีพิลึก...)
สิ้นเสียงเย้ยหยันในจิต พญาไชยเวศพุ่งร่างมหึมาเข้าใส่ฝั่งด้วยความเร็ว
ที่ขัดกับขนาดตัวอันใหญ่โต แรงกดดันแผ่พุ่งจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
“กรรร! กรรร!”
(หมดสิ้นกลอุบายรึยัง? ถ้าหมดแล้วถึงทีข้าบ้าง)
กรงเล็บแหลมคมตะกายตลิ่งขึ้นมาอย่างดุดัน ปากกว้างอ้าออกราวกับจะกลืนกินท้องฟ้า ก่อนจะโถมตัวเข้าใส่หมอผีหนุ่มหมายขยี้ให้แหลกคากรงเล็บ
วูบ!
ไกรฤทธิ์เบิกตาโพลงด้วยความตระหนก รีบยกมีดหมอขึ้นตั้งรับ ม่านพลังสีทองผุดวาบขึ้นตามแนวคมมีด
“นะโมพุทธายะ!”
ตูม!
แรงปะทะจากการพุ่งชนหนักหน่วงราวกระสุนปืนใหญ่ ไกรฤทธิ์ปลิวถอยหลังไปหลายวา เท้าเปล่าไถลครูดไปกับพื้นไม้จนเกิดรอยไหม้เป็นทางยาว เขาสำลักลมหายใจ รสปร่าของเลือดคละคลุ้งในปาก ข้อมือชาหนึบจนแทบทำมีดหลุดมือ
แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว กรงเล็บยักษ์ก็ตวัดวูบลงมาหมายบั่นคอ ไกรฤทธิ์กัดฟันกลิ้งตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด ปลายเล็บมรณะเฉี่ยวแก้มไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ทิ้งรอยแผลเป็นทางยาว เลือดสีสดไหลซึมออกมาอาบใบหน้า
(เสร็จข้าล่ะ!)
พญาจระเข้เผือกไม่ปล่อยให้เหยื่อได้พักหายใจ มันอ้าปากกว้างเตรียมงับร่างหมอหนุ่มให้จมเขี้ยว ไกรฤทธิ์รู้ดีว่านี่คือจังหวะเป็นตาย
“อย่า!”
