บทที่ 9 บทที่ ๔ ๒/๒

เสี้ยววินาทีมรณะ ขณะที่ไกรฤทธิ์ยกมือขึ้นป้องหน้าตามสัญชาตญาณ ร่างสูงใหญ่ของสัตยาก็ก้าวพรวดออกมาขวางหน้า บังร่างสั่นเทาของผู้เป็นอาเอาไว้จนมิด

นัยน์ตาสีนิลกาฬสบประสานกับดวงตาอำพันของสัตว์ร้ายโดยไม่หลบเลี่ยง ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความสงบนิ่งที่ลึกล้ำราวกับก้นบึ้งของมหานที

พญาไชยเวศถึงกับชะงักกึก ร่างมหึมาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มเพียงคืบ

(ไอ้หนุ่มนี่...)

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมโรงกับกลิ่นโคลนสาบสางริมตลิ่งท่าน้ำ

วัดเกยชัยเหนือ แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องลงมากระทบผิวกายขาวมุกของ

เจ้าจระเข้เผือกที่นอนทอดกายหอบสะท้านอยู่บนพื้นเลน เกล็ดที่เคยผุดผ่องบัดนี้เปรอะเปื้อนด้วยโลหะธาตุสีแดงฉาน ความเจ็บปวดแล่นริ้วเป็นระลอกดั่งเข็มพันเล่มทิ่มแทง

นัยน์ตาสีอำพันที่เคยนิ่งสงบดั่งน้ำก้นบึ้ง บัดนี้วาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะจ้องเขม็งไปยังชายในชุดราชปะแตนเปื้อนฝุ่นที่ยืนค้ำหัวอยู่

หมอไกรฤทธิ์ยกหลังมือขึ้นปาดรอยเลือดที่มุมปาก ดวงตาเหยี่ยวหรี่ลงกวาดมองเงาร่างของชาวบ้านที่พากันมุดหัวดูอยู่ตามพุ่มไม้ไกลๆ ก่อนจะเหยียดยิ้มบางเฉียบตรงมุมปาก

‘คนมากันเยอะขนาดนี้เชียวรึ ดียิ่ง!’

“อา บาดแผลลึกนัก กลับไปใส่ยาที่เรือนก่อนเถิด”

ร่างสูงใหญ่ของสัตยาคุกเข่าลงข้างกายผู้เป็นอา มือหนาพยายามจะกดซับบาดแผลที่ต้นแขนให้ ทว่าหมอไกรฤทธิ์กลับสะบัดตัวออกอย่างแรงจนสัตยาเสียหลัก

“ไม่ต้องมาวุ่นวายกับข้า!”

“แต่อา...”

“ข้าบอกว่าไม่ต้องไงเล่า!”

หมอไกรฤทธิ์ตวาดลั่นจนชาวบ้านที่แอบดูอยู่สะดุ้งโหยง เขาจ้องมองร่างยักษ์สีขาวโพลนตรงหน้าด้วยความอาฆาต

‘ไอ้เดรัจฉาน...มึงทำให้กูเสียหน้าต่อหน้าชาวบ้านปานนี้ กูจะสับมึงให้เป็นชิ้นๆ เดี๋ยวนี้แหละ!’

“ดูไว้เถิดพวกมึงทั้งหลาย! ไอ้เข้ร้ายที่พวกมึงกลัวนักกลัวหนา วันนี้ข้าหมอไกรฤทธิ์จะปลิดชีพมันให้สิ้นซาก ณ เพลานี้” หมอไกรฤทธิ์ป้องปากตะโกนก้อง เสียงนั้นสั่นพร่าด้วยความลำพอง

เสียงซุบซิบดังระงมดั่งเสียงผึ้งแตกรัง

“นั่นจระเข้เผือกไม่ใช่รึ พ่อหมอจะเอาชีวิตมันจริงหรือนั่น”

“โธ่เอ๊ย...ตัวโตปานนั้น มีดพ่อหมอท่านก็กะจ้อยร่อยจะทำอะไร

ได้จริงรึ”

“เผลอๆ รายนี้อาจไม่แค่ขาแขนขาดกระมัง คงเป็นหัว หึๆ”

หมอไกรฤทธิ์ได้ยินเสียงเหล่านั้นชัดเจนจนอกแทบผายออกด้วยความทะนง เขาชำเลืองตาไปเห็นย่ามผ้าดิบของหลานชายที่วางกองอยู่บนสะพานไม้ มีดด้ามหนึ่งเสียบคาอยู่จนเห็นปลายงาช้างขาวนวล

‘มีดเล่มนั้น...ของพี่สันมาแต่เดิม เอามาใช้เสียตอนนี้คงเข้าท่า’

หมอไกรฤทธิ์นึกถึงพี่ชายแท้ๆ ก่อนสืบเท้าเข้าไปหาย่ามใบนั้นรวดเร็ว

“อาจะทำอะไรน่ะ?!”

ร่างกำยำขยับตัวจะเข้าขวาง ทว่าถูกฝ่ามือหนาของผู้เป็นอาผลักอกจนเซถลาไปกระแทกเสาท่าน้ำ หมอไกรฤทธิ์กระชากมีดเล่มงามออกมาจากย่าม

“อา! มีดนั้นข้ายังไม่ได้ลง...”

“หุบปากไปเสียสัตยา!”

มีดอาคมถูกชูขึ้นเหนือศีรษะ ปลายงาช้างสะท้อนแสงจันทร์วาววับ หมอผีเฒ่าเริ่มร่ายคาถาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าดั่งเสียงไม้ไผ่สีกัน

“นะโมพุทธายะ...สัพพะสัตตา...วินาสสันติ!”

‘คาถานี้พ่อเคยร่ายให้ฟังตอนเด็กๆ อย่างไรก็คงจัดการมันได้อยู่หมัด’

แขนผอมแห้งแต่เต็มไปด้วยเส้นเอ็นตวัดมีดลงสู่พื้นดินหน้าจระเข้เผือก แสงสีขาวนวลพุ่งวาบออกจากคมมีด วิ่งปราดไปตามรอยแตกของดินโคลนดุจสายฟ้าฟาด มุ่งตรงไปยังส่วนตัวของจระเข้เผือกเต็มแรง

เสียงกัมปนาทราวกับโลหะชั้นดีปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

แสงอาคมที่ควรจะตัดเนื้อหนังให้ขาดสะบั้นกลับกระเด็นกระดอนออกไป

ทิ้งไว้เพียงรอยไหม้จางๆ บนเกล็ดสีขาวมุกที่แข็งแกร่งดุจปราการเหล็กไหล

หมอไกรฤทธิ์ยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง ดวงตาเหยี่ยวเบิกกว้างจ้องมองมีดในมือ

‘เป็นไปได้อย่างไร มีดลงอาคมหนักปานนี้ กลับทำได้เพียงสะกิดเกล็ดมันรึ!’

พญาจระเข้หรี่ดวงตาสีอำพันมองดูหางของตนเองที่ยังคงรูปทรงสมบูรณ์ มุมปากยาวเหยียดขยับขึ้นคล้ายจะเยาะหยัน

(แค่นี้รึ? พลังของหมอผีที่คุยเขื่องนักหนา)

เจ้าจระเข้เผือกพ่นลมหายใจออกทางจมูกดังฟืดฟาด ความเจ็บปวดที่แผลเดิมยังอยู่ แต่มันกลับรู้สึกสะใจที่เห็นความล้มเหลวของฝ่ายตรงข้าม

(อวดดีแต่ฝีมือห่วยแตก ถิ่นข้าอยู่ใต้น้ำ ถ้าอยากได้หัวข้านัก ก็ตามลงมาสิไอ้แก่!)

ร่างขาวโพลนเริ่มม้วนตัว คลานตะเกียกตะกายไปทางท่าน้ำอย่างรวดเร็วผิดกับขนาดตัวที่มหึมา

ตูม!

มวลน้ำระเบิดออกเป็นวงกว้างก่อนจะกลืนกินร่างของพญาไชยเวศหายลับไปใต้ผิวน้ำสีนิล

“ไอ้เดรัจฉานขี้ขลาด มันหนีไปแล้ว”

หมอไกรฤทธิ์ตะโกนก้องด้วยความแค้นเคือง แต่เสียงที่ตอบกลับมาคือเสียงหัวเราะเยาะและคำถากถางจากในความมืด

“ไหนว่าจะฆ่ามันไงเล่าพ่อหมอ...”

“โถ่...นึกว่าแน่ ที่แท้ก็ปล่อยให้มันหนีลงน้ำไปได้”

“เงียบสิเว้ย!”

ใบหน้าของหมอไกรฤทธิ์แดงก่ำลามไปถึงใบหู มือที่ถือมีดสั่นระริกด้วยความอับอายปนโทสะ เขาหันขวับมาทางสัตยาที่ยืนนิ่งเป็นเงาตะคุ่ม

“สัตยา!”

“จ้ะอา”

“ตามมันลงไป ลากซากมันขึ้นมาให้กูเดี๋ยวนี้!”

พ่อสัตยาหนุ่มนิ่งงันไปอึดใจ นัยน์ตาสีนิลกาฬมองไปยังผิวน้ำที่เริ่มสงบนิ่ง

“แต่บาดแผลของอาเริ่มอักเสบแล้วนะ กลับเรือนไปล้างแผลเถิด ส่วนเรื่องจระเข้...”

“ข้าบอกให้มึงลงไป! มึงจะขัดคำสั่งกูรึสัตยา” หมอไกรฤทธิ์แผดเสียงจนเส้นเลือดที่คอปูดโปน

ร่างกำยำก้มหน้าลงเล็กน้อย เส้นผมยาวสลวยตกลงมาปรกหน้าอกที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะหายใจ

“ไม่ได้ขัดครับอา ข้าเพียงแต่คิดว่า...มันโดนพิษของพญานาคเก้าเศียรที่ข้าซัดใส่ไปเต็มแรง ป่านนี้คงเจ็บปางตายอยู่ก้นแม่น้ำนั่นแหละ”

หมอไกรฤทธิ์ชะงักงัน ดวงตาเหยี่ยวหรี่ลงอย่างจับผิด

“พญานาคเก้าเศียร? กูลืมไปได้อย่างไร”

“ใช่จ้ะ พิษมันร้ายกาจนัก ตามตำราที่ข้าเคยอ่าน...”

“ตำราที่มึงแอบอ่านของกูน่ะรึ?! กูยังไม่ได้ชำระความเรื่องนี้”

หมอไกรฤทธิ์ตวาดแทรก

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ สัตยาเม้มริมฝีปากแน่น หมอไกรฤทธิ์สืบเท้าเข้ามาจนหน้าแทบจะชนกับหลานชาย แล้วกระชากสายย่ามดึงตัวหลานมาประชิดตัวเอง

“อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะว่ามึงแอบย่องเข้าห้องพิธี มึงขโมยวิชาที่กูอุตส่าห์เก็บรักษาไว้ออกมาแอบเรียนลับหลังกู”

“...”

“มึงคงนึกว่ามึงเก่งกว่ากูแล้วสิท่า!”

“ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้นนะอา”

“ถ้ามึงคิดว่าตัวเองเก่งนักก็ไปจัดการไอ้ตัวขาวนั่นให้จบเรื่องเสีย แล้วกูอาจจะยอมให้มึงฝึกวิชาจริงจังก็ได้”

สัตยาสูดลมหายใจเข้าลึก ความตึงเครียดแผ่ซ่านออกมาจากร่างที่แข็งแกร่ง

“จริงหรืออา งั้นข้าขอถามอะไรสักอย่าง”

“จะถามกระไรอีกล่ะ”

“หากเจ้าแห่งกุมภีร์พิโรธขึ้นมา ที่เราไปสังหารจระเข้เผือกที่อาจจะเป็นบุตรหลานของท่าน เราจะทำเช่นไร”

หมอไกรฤทธิ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

“เจ้าแห่งกุมภีร์รึ? ฮ่าๆๆ”

“...”

“ก็นึกว่าฉลาด...วิชานี้กูศึกษามาร่วมครึ่งชีวิต กูไม่เคยได้ยินเรื่อง

ไร้สาระปานนั้น จระเข้มันก็แค่สัตว์เดรัจฉานเท่านั้น มีแต่พญานาคราชที่เป็นเจ้าแห่งเมืองบาดาลเท่านั้นโว้ย” หมอไกรฤทธิ์ปัดมือไปมาในอากาศ

‘อาไม่รู้จริงๆ หรือ ทั้งปู่ทั้งพ่อก็เคยสอนว่าเจ้าแห่งกุมภีร์มีฤทธิ์เดชเทียบเท่าพญานาคราช แต่อาอ่านเพียงตำราพื้นฐานเพื่อใช้หากิน จึงไม่เคยรับรู้ถึงสิ่งนี้’

สัตยาคิดในใจ แววตาที่มองผู้เป็นอาเต็มไปด้วยความสมเพชปนเหนื่อยหน่าย

“ไปสิลงไปได้แล้ว หรือมึงจะให้กูทวงบุญคุณที่เลี้ยงมึงมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย!”

พ่อเสือยิ้มยากถอนหายใจยาว แผ่นหลังกว้างเหยียดตรงดั่งคันศร

“จ้ะอา ข้าจะลงไป”

สัตยาเดินไปที่ขอบท่าน้ำ เขาค่อยๆ ย่อกายลงคุกเข่าประนมมือขึ้นเหนืออก

หมอไกรฤทธิ์ทำท่าจะด่าทอต่อที่เห็นอีกฝ่ายพิรี้พิไร แต่เมื่อเห็นสายตาของชาวบ้านที่จับจ้องอยู่ก็จำต้องเงียบปากลง พลางยืนกอดอกพ่นลมหายใจด้วยความรำคาญ

สัตยาก้มกราบลงกับพื้นไม้ที่เปียกชื้น ปากขยับร่ายคำสัตย์อธิษฐานเบาๆ

“ข้าแต่แม่พระคงคาผู้ทรงสถิตเหนือกระแสชล ข้าแต่สรรพสัตว์น้อยใหญ่ในถิ่นน้ำ ข้ามีนามว่าสัตยา จำต้องกระทำการรุนแรงล่วงเกินสายน้ำในเพลานี้ ด้วยพันธะแห่งความกตัญญูที่ค้ำคอ หากการกระทำของข้าจักก่อเวรกรรมประการใด ขอให้ตกอยู่ที่ตัวข้าเพียงผู้เดียว อย่าได้พาลไปถึงผู้บริสุทธิ์ในหมู่บ้านแห่งนี้เลย”

คนที่เหมือนเป็นพ่อหมอตัวจริงก้มกราบลงสามครั้ง แผ่นหลังที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อสั่นไหวเล็กน้อย

‘และหากเจ้าแห่งกุมภีร์สดับฟังข้าอยู่...ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด’

ความเย็นจัดของสายน้ำแม่น้ำน่านโอบล้อมกายทันทีที่ร่างจมดิ่งลงสู่เบื้องล่าง สัตยาลืมตาขึ้นในความมืดสลัว นัยน์ตาที่ฝึกฝนมาอย่างดีกวาดมองไปรอบตัว มือกำมีดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

ทันใดนั้นเอง กระแสน้ำเบื้องล่างก็หมุนวนรุนแรง เขี้ยวแหลมคมฝังลึกเข้าที่น่องขาขวาของสัตยาเต็มแรง ร่างของเด็กหนุ่มถูกกระชากลงสู่ก้นแม่น้ำในพริบตา

‘อื้อ!!!’

ฟองอากาศระเบิดออกจากริมฝีปาก สัตยาพยายามสะบัดตัวดิ้นรน ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้าสู่เส้นประสาทจนหน้ามืดตามัว เลือดสีแดงสดฟุ้งกระจายไปในสายน้ำ

พญาไชยเวศออกแรงกัดแน่นขึ้นพร้อมกับม้วนตัว หมายจะลากเหยื่อลงไปให้ถึงจุดลึกที่สุด

(เจ้ากล้าตามข้าลงมาในน้ำรึ ที่นี่เจ้าไม่มีวันชนะข้าได้!)

สัตยาพยายามเงื้อมมีดขึ้นแทง แต่แรงต้านของน้ำและอาการเจ็บขาทำให้เขาเคลื่อนไหวช้าเกินไป

(เจ็บ ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ มีหวังได้ตายกลายเป็นผีเฝ้าน้ำแน่)

พญาไชยเวศเตรียมจะฝังเขี้ยวลงไปให้ลึกกว่าเดิม แต่ทันใดนั้น...

วูบ!

ภาพนิมิตบางอย่างไหลบ่าเข้ามาในมโนสำนึกของพญาจระเข้ ภาพของจระเข้ตัวหนึ่งที่กำลังร้องไห้อยู่ท่ามกลางกองเลือดซ้อนทับกับใบหน้าของเด็กหนุ่มที่มันกำลังกัดอยู่

มันไม่ใช่ความเกลียดชัง ทว่ามันคือความโหยหาที่ฝังลึกในวิญญาณ ความเจ็บปวดที่ได้รับตอนนี้กลับกลายเป็นความเศร้าสร้อยที่อธิบายไม่ได้

(เจ้าเป็นใครกันแน่...)

ขากรรไกรที่เคยกัดแน่นกลับผ่อนแรงลงโดยไม่รู้ตัว

(ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนเคยรู้จักเจ้ามานานแสนนาน...)

สัตยาสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่ขาที่หายไป เขาไม่รอช้า มือกดตะกรุดที่แขวนคอไว้แน่น ปากขยับร่ายมนตร์ในใจทันที

‘โอม...ครุฑาทิกาล...จงตัดสิ่งกีดขวางให้พินาศด้วยวินาศสันติ!’

มีดอาคมถูกตวัดผ่านสายน้ำด้วยแรงส่งสุดท้าย หวังให้โดนช่วงตัวของจระเข้สักส่วนเพราะตัวเขาหลับตาและมองไม่เห็นอะไรใต้น้ำ

แสงสีขาวสว่างวาบดุจวงพระจันทร์เสี้ยวพุ่งเข้าใส่หางของจระเข้เผือก

ฉับ!

โลหิตสีแดงเข้มพุ่งกระฉูดฟุ้งกระจายไปทั่วลำน้ำ หางขาวมุกช่วงกลางถูกตัดขาดกระเด็นหลุดออกจากลำตัว

(อ๊ากกก!)

เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสของพญาไชยเวศดังก้องสะท้านไปถึงผิวน้ำ มันปล่อยขาของสัตยาออกทันที ร่างมหึมาม้วนตัวบิดเร้าด้วยความทุกข์ทรมาน

(หางข้า...!)

สัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งให้มันหนี เจ้าจระเข้เผือกดีดตัวลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างที่เป็นถ้ำลึก จมหายไปกับริ้วเลือดที่ลากยาวเป็นทาง สัตยาลอยคออยู่กลางน้ำ หายใจหอบโยนพ่นฟองอากาศออกมา นัยน์ตาสีนิลมองตามเงาร่างที่ลับหายไป

ความรู้สึกผิดเริ่มกัดกินใจ หางจระเข้คือหัวใจหลักในการคุมทิศทาง หากขาดไป มันก็ไม่ต่างจากคนพิการที่ต้องนอนรอวันตายอยู่ในน้ำ

ชายหนุ่มหลับตาลงนิ่งสงบ แววตาที่เคยแข็งกร้าวกลับอ่อนลง

‘ข้าไม่เคยมีจิตที่อยากจะสร้างเวรสร้างกรรม แต่หากเราได้พบกันอีก ข้าจะชดใช้หนี้ชีวิตนี้คืนให้ จะรักษาและเลี้ยงดูด้วยตัวข้าเอง’

ร่างกำยำรวบรวมกำลังที่เหลือว่ายน้ำกลับขึ้นสู่ผิวน้ำที่แสงจันทร์ลอยขึ้นมาแทนแสงอาทิตย์ที่ลาลับขอบฟ้าไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป