บทที่ 7 งานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้าน เธอถูกพ่อแท้ๆ ขายไป

ณเรศเป็นคนโทรมาหา

เขาบอกว่าลูกสาวแต่งงานออกเรือนไปได้สามวันแล้ว ถึงเวลาต้องกลับมาเยี่ยมบ้านตามธรรมเนียม และกำชับให้พาพงศ์ภัทรกลับมาด้วย

อินทร์รดีไม่อยากเผชิญหน้ากับมัญชริน จึงถามไปว่าไม่กลับได้ไหม

มัญชรินรีบแย่งโทรศัพท์ไปพูดทันทีว่า ต้องกลับมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นชาวบ้านจะเอาตระกูลแจ่มสว่างไปนินทาว่าร้ายเอาได้

อินทร์รดีตอบกลับเสียงแข็งว่า ชื่อเสียงของตระกูลแจ่มสว่างไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอแม้แต่น้อย

แต่ณเรศยังคงยืนกรานให้อินทร์รดีกลับมา

แถมยังยื่นข้อเสนอว่า ถ้าเธอยอมกลับมา เขาจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับแม่ของเธอให้ฟัง

แต่มีข้อแม้ว่าต้องพาพงศ์ภัทรมาด้วย

ด้วยความที่อินทร์รดีอยากรู้เรื่องราวของแม่มากเหลือเกิน เธอจึงจำใจต้องตอบตกลง

แม้สัญชาตญาณจะร้องเตือนว่าเรื่องนี้ต้องมีเลศนัยแอบแฝงอยู่แน่ๆ

เธอพูดอ้อมแอ้มบอกเรื่องกลับไปเยี่ยมบ้านกับพงศ์ภัทร พร้อมทั้งบอกเขาว่า ถ้าเขาไม่อยากไป ก็ไม่ต้องไปก็ได้

แต่พงศ์ภัทรกลับมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เขาพูดปลอบใจเธอว่า

"กลับก็กลับสิ ไม่ต้องกังวล มีฉันอยู่ทั้งคน ไม่มีเรื่องไหนที่จัดการไม่ได้หรอก" เขาจูงมืออินทร์รดีไปจับแต่งตัวให้สวยสง่าตามรสนิยมของเขา

อินทร์รดีมองดูตัวเองในกระจกอย่างอ่อนใจกับการเป็นสไตลิสต์จำเป็นของพงศ์ภัทร

"สวยจริงๆ โบราณว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง พอใส่แบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบนี้ ดู 'แพง' ขึ้นมาถนัดตาเลยนะ!"

พงศ์ภัทรปรายตามองเธอแวบหนึ่ง

"พูดจาเหลวไหล ของนอกกายพวกนี้ต่างหากที่ดูมีราคาขึ้นมาได้ ก็เพราะมันอยู่บนตัวอินทร์รดียังไงล่ะ"

เมื่ออินทร์รดีมายืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านตระกูลแจ่มสว่าง เธอกลับทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะเดินเข้าไปยังไง เธอไม่อยากเห็นหน้าคนในบ้านนี้จริงๆ พงศ์ภัทรจับความรู้สึกของเธอได้ จึงเดินนำหน้าเพื่อเป็นทัพหน้าให้เธอ

แต่เขาก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเคาะประตูเรียกใคร

มัญชรินเปิดประตูออกมาพอดี ก็เจอกับทวารบาลสองคนที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู

"อุ๊ยตาย อินทร์รดี ในที่สุดพวกเธอก็มากันสักที พ่อเธอบ่นถึงตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว"

ในความทรงจำของอินทร์รดี มัญชรินไม่เคยแสดงท่าทีต้อนรับขับสู้กระตือรือร้นขนาดนี้มาก่อน

ถึงจะรู้ว่าความกระตือรือร้นของมัญชรินเป็นเพียงการเสแสร้ง แต่อินทร์รดีก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้

ตอนเด็กๆ ทุกครั้งที่ย่าพาเธอมา ถ้ามัญชรินไม่พูดจาเหน็บแนม ก็ต้องพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ไม่เคยต้อนรับขับสู้เธอเลยสักนิด

ดังนั้นตอนจัดงานแต่งงาน เธอจึงยอมแต่งออกจากโรงแรม ดีกว่าต้องออกจากบ้านตระกูลแจ่มสว่าง

และแน่นอนว่า ต่อให้เธออยากแต่งออกจากบ้านตระกูลแจ่มสว่าง มัญชรินก็คงไม่มีทางยอม

ปูริดาสวมกระโปรงสั้นจู๋ เสื้อคอลึก แถมยังพรมน้ำหอมมาจนฉุนกึก เหมือนเอาตัวเองไปหมักในถังน้ำหอมจนเข้าเนื้อ

เธอเดินตามหลังมัญชรินออกมา สายตาจับจ้องไปที่พงศ์ภัทรอย่างไม่วางตา

"อะแฮ่ม" ณเรศกระแอมไอ วางมาดประมุขของบ้าน แล้วเอ่ยทักทายทุกคน "วันนี้เป็นวันดีที่อินทร์รดีกลับมาเยี่ยมบ้าน นานๆ ทีครอบครัวเราจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา มาสิ อินทร์รดี มา... เอ่อนั่น คุณพงศ์ภัทรใช่ไหม? เชิญนั่งก่อนสิ มาชิมฝีมือแม่เลี้ยงหน่อย"

ปูริดารีบเข้าไปนั่งข้างๆ พงศ์ภัทรทันที

พงศ์ภัทรขยับตัวเข้าไปใกล้อินทร์รดี แสดงท่าทีรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง

เขานั่งหน้านิ่ง มองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงความคิดของคนพวกนี้ ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้เขามีจุดประสงค์แอบแฝง จึงไม่จำเป็นต้องพูดพร่ำทำเพลงให้มากความ

แต่อินทร์รดีกลับรู้สึกตื้นตันใจเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอได้รับความสำคัญจากคนในบ้านหลังนี้

"พ่อคะ เรื่องของแม่..."

อินทร์รดียังพูดไม่ทันจบ มัญชรินก็พูดแทรกขึ้นมา

"อินทร์รดีจ๊ะ มาทานข้าวก่อนเถอะ กำลังร้อนๆ ลองชิมฝีมือน้าดูสิ"

พูดจบ หล่อนก็คีบหมูสามชั้นพะโล้ชิ้นโตใส่จานให้เธอ

อินทร์รดีจึงจำต้องเงียบไป

มัญชรินชวนคุยชวนกินไปได้สักพัก จู่ๆ ก็ดึงกระดาษทิชชูออกมาซับน้ำตา แล้วเริ่มสะอึกสะอื้นร้องไห้พลางพูดว่า

"ต่อไปโอกาสที่ครอบครัวจะพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ คงไม่มีอีกแล้ว"

อินทร์รดีและพงศ์ภัทรสบตากัน ในใจคิดตรงกันว่า... ในที่สุดก็เริ่มแล้วสินะ

มัญชรินเห็นว่าไม่มีใครรับมุก ไม่มีใครถามไถ่อย่างที่เตี๊ยมไว้ จึงต้องจำใจเล่นละครต่อไปเอง

"อินทร์รดี พ่อของเธอโดนหลอก ไปกู้เงินนอกระบบมาลงทุน เจ๊งไม่เป็นท่า

พวกเจ้าหนี้จะมายึดบ้านเรา ถึงได้รู้ว่าชื่อเจ้าของบ้านหลังนี้ คือชื่อแม่ของเธอ"

อินทร์รดีรู้สึกแปลกใจ นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่ายี่สิบปีที่เธอได้ยินข่าวคราวที่ดูจับต้องได้เกี่ยวกับแม่

"อินทร์รดี พ่อเธอไม่มีเงินใช้หนี้ เจ้าหนี้ขู่ว่าจะจับตัวพ่อไป แล้วจะเอาไตไปขาย!"

อินทร์รดีฟังมัญชรินคร่ำครวญ ก็รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของพวกเขาคือเงิน เรื่องอื่นเป็นเพียงข้ออ้าง

"น้าคะ น้าต้องการจะพูดอะไรกันแน่ พูดมาตรงๆ เถอะค่ะ"

มัญชรินหันไปมองณเรศ

ณเรศถือแก้วเหล้า จิบไปอึกหนึ่ง แล้วเดาะลิ้นเสียงดัง ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด แต่ก็ยังคงไม่พูดอะไร

มัญชรินจนปัญญา จึงต้องพูดต่อ

"อินทร์รดี เธอกับคุณพงศ์ภัทรก็จัดงานแต่งงานกันแล้ว บ้านเราก็ถือว่าส่งลูกสาวออกเรือน พวกเธอคิดดูสิ... เรื่องสินสอด..."

อินทร์รดีพูดสวนขึ้นมาทันที

"ฉันกับคุณพงศ์ภัทรเราแต่งงานกันหลอกๆ เรื่องนี้พ่อกับน้าก็รู้ดี และที่สำคัญ ฉันเป็นฝ่ายไปขอร้องคุณพงศ์ภัทร เพื่อให้คุณย่าสบายใจ เขาอุตส่าห์ช่วยฉันขนาดนี้แล้ว ฉันจะไปกล้าทวงสินสอดจากเขาได้ยังไง!"

"งั้นในเมื่อพวกแกแต่งงานกันหลอกๆ ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ที่บ้านจะจัดการนัดดูตัวให้แก หาคนดีๆ ที่เหมาะสมมาแต่งงานด้วย" จู่ๆ ณเรศก็โพล่งขึ้นมา

คำพูดประโยคเดียวของณเรศ ทำลายความคาดหวังเล็กๆ น้อยๆ ที่อินทร์รดีมีต่อบ้านหลังนี้จนหมดสิ้น และทำให้เธอผิดหวังในตัวพ่อบังเกิดเกล้าอย่างที่สุด

เมื่อก่อนเธอเคยคิดเสมอว่าเป็นเพราะแม่เลี้ยงอย่างมัญชรินคอยเป่าหู

แต่วันนี้เธอตาสว่างแล้ว มัญชรินก็เป็นแค่เครื่องมือที่ณเรศใช้เป็นเกราะกำบังหน้าเท่านั้น

"พวกคุณขายฉันยังไม่พออีกเหรอ? สินสอดจากตระกูลสุขศรี..."

"บอกตัวเลขมาเลยครับ!" พงศ์ภัทรพูดแทรกขึ้นมา ขัดจังหวะอินทร์รดี

อินทร์รดีกระตุกมือเขา ส่งสายตาห้ามปราม แต่พงศ์ภัทรกลับปลอบเธอว่า

"ไม่เป็นไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง"

"ฉันกะแล้วว่าคุณพงศ์ภัทรต้องเป็นคนใจป้ำ!"

ณเรศชูนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ขึ้นมา ทำเป็นรูปตัวแอลกลับหัว (สัญลักษณ์เลขแปดแบบจีน)

"แปดแสน มากกว่านี้ฉันก็ไม่เอา เอาแค่พอใช้หนี้ ส่วนที่เหลือถือเป็นค่าเลี้ยงดู แค่นี้พอ!"

"พ่อคะ พ่อเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าฉันจะมีค่าตัวมากขนาดนั้น?"

อินทร์รดีรู้สึกสมเพชเวทนาตัวเองเหลือเกิน

"คุณพงศ์ภัทรครับ อินทร์รดีของเราทั้งสาว ทั้งสวย แถมยังฉลาดเป็นกรด คุณอาจจะไม่รู้ สมัยเรียนมัธยมแกสอบเทียบชั้นได้ จาก ม.4 ข้ามไป ม.6 เลยนะ แถมยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้อีก"

ณเรศกระดกเหล้าเข้าปากอีกอึก แล้วร่ายยาวต่อ

"นี่แสดงถึงอะไร? แสดงว่าอินทร์รดีของเรายีนดี หัวดี ลูกที่เกิดมาภายหน้าก็ต้องฉลาดแน่นอน"

"ใช่ๆๆ คุณพงศ์ภัทรคะ อินทร์รดีเขายังบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่นะคะ แกเป็นคนรักนวลสงวนตัวมาก สมัยนี้หาผู้หญิงแบบนี้ยากแล้วนะคะ"

มัญชรินรีบเสริมขึ้นมา

"ถ้าคุณไม่ถูกใจอินทร์รดี บ้านเรายังมีปูริดาอีกคนนะ!"

มัญชรินดึงตัวปูริดามายืนเสนอหน้าต่อหน้าพงศ์ภัทร

สีหน้าของพงศ์ภัทรดูแย่ลงเรื่อยๆ ครอบครัวนี้มันตัวอะไรกันเนี่ย!

ไม่อยากจะนึกเลยว่าอินทร์รดีต้องทนใช้ชีวิตมาได้ยังไงตั้งหลายปี

อินทร์รดีรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ด้านที่อัปลักษณ์ที่สุดของครอบครัว เปรียบเสมือนแผลเรื้อรังที่รักษาไม่หาย

บัดนี้มันได้เน่าเฟะและส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ออกมาต่อหน้าพงศ์ภัทร

พงศ์ภัทรมองอินทร์รดีด้วยความรู้สึกเจ็บปวดแทนจนจับขั้วหัวใจ

"หนึ่งล้าน"

พงศ์ภัทรเอ่ยขึ้น

"แต่ผมมีข้อแม้ ตระกูลแจ่มสว่างต้องตัดขาดความสัมพันธ์กับอินทร์รดี"

"ตกลง!"

ณเรศไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาตบโต๊ะดังปังแล้วลุกขึ้นยืน

"ขอแค่เงินเข้าบัญชี นับจากนี้อินทร์รดีไม่ใช่คนของตระกูลแจ่มสว่างอีกต่อไป"

อินทร์รดีเจ็บแปลบในอก ได้แต่แค่นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น

พ่อของเธอยอมรับปากอย่างง่ายดายเพื่อแลกกับเงินหนึ่งล้านบาท เรื่องนี้เธอเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน

พงศ์ภัทรโทรศัพท์เรียกทนายความเข้ามาจัดการเรื่องเอกสารและขั้นตอนต่างๆ

จากนั้นเขาก็จูงมืออินทร์รดีเดินออกมาโดยไม่หันหลังกลับไปมองอีกเลย

บนรถ อินทร์รดีพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างสุดความสามารถ

เธอรู้อยู่เสมอว่าณเรศไม่รักเธอ แต่ก็ไม่คิดว่า...

เขาจะเห็นแก่เงินหนึ่งล้าน จนยอมตัดพ่อตัดลูกกับเธอได้ลงคอ

พอนึกถึงเงินหนึ่งล้านนั้น อินทร์รดียิ่งรู้สึกปวดใจ

ผู้ชายคนนี้ช่างใช้เงินมือเติบจริงๆ

ให้ไพลินไปหนึ่งล้าน ให้ณเรศอีกหนึ่งล้าน

ดูเหมือนทั้งหมดนี้ก็เพื่อเธอทั้งนั้น

เขาจะมีเงินให้ผลาญเล่นแบบนี้ได้สักเท่าไหร่กัน? หนี้ก้อนนี้ ต่อไปเธอจะชดใช้ยังไงไหว? ยิ่งคิดอินทร์รดีก็ยิ่งกลุ้มใจ จนเผลอบ่นพึมพำออกมาเบาๆ ว่า "ใช้เงินเยอะขนาดนี้ วันหน้าฉันจะหาที่ไหนมาคืนคุณล่ะเนี่ย?"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป