บทที่ 4 เป็นนายพรานแบบไหนเนื้อสักชิ้นยังไม่มีให้ลูกกิน

จูเหมยลี่ไม่ตอบซักเสื้อเสร็จก็ลุกขึ้นสะบัดแรงๆ  จนน้ำกระเซ็นโดนใบหน้าเขา  สะบัดแรงไปหน่อยเสื้อเลยขาดเป็นรู  ไม่สนใจเขาถอนหายใจนั่งลงบนก้อนหินบ่นงุ้งงิ้งๆคนเดียว

"เปื่อยขนาดนี้ใส่กี่ปีแล้ววะเนี่ย  ยายป้ามหาภัยนี่เลวขั้นเทพเลย  รอให้แม่ฟื้นกำลังได้ก่อนนะ  ทั้งผัวทั้งเมียแม่จะเตะเรียงตัวเลยพับผ่าสิโอ๊ย"  

จูเหมยลี่ถูกเซียวจ้านเป่ยกระชากขึ้นมาเผชิญหน้า

"หูตึงหรือไง  ข้าพูดให้เจ้าฟังยังทำไม่ได้ยิน  อยากโดนตีก้นอีกหรือเด็กดื้อด้าน"  อกแกร่งกระเพื่อม  ไม่เคยมีใครทำให้เขาโกรธได้ขนาดนี้มาก่อนเด็กคนนี้ช่างกล้านัก

"นี่ลุง  แม่น้องนางนั่นดีขนาดนั้นแทบจะถวายตัวให้อยู่แล้วทำไมเจ้าไม่แต่งกับนางแต่มาแต่งข้า  ทำไมพี่ชายนางเรียกสินสอดแพงไปไม่มีปัญญาหรือ  ให้ข้าขอโทษนางรอตะวันขึ้นทิศตะวันตกก่อนเหอะ  ปล่อยข้าได้แล้วข้าจะไปหาอาหาร  ข้าวบ้านลุงมันกินไม่ได้นี่   งั้นก็เชิญกินให้ติดคอตายไปคนเดียวเถอะ"

จูเหมยลี่กระชากแขนกลับมา   ข่มเหงรังแกฉันเหรอไม่รู้ไงพ่อเจ๊เป็นมาเฟียนะย่ะ ร้านอาหารร้านเสื้อผ้าบังหน้าย่ะ  ฉันนี่เจ้าของบ่อนนะไม่โหดจะอยู่ได้หรือ

แต่ต้องมาตายเพราะปืนปากกาเนี่ยนะ  รู้ถึงไหนอายถึงนั่น  บุตรสาวขาใหญ่ถูกปืนปากกาเด็กนักเรียนยิงตาย  ทุเรศเกิน   จูเหมยลี่ตากเสื้อก่อนจะเดินไปยังเชิงเขาติดกับกระท่อม  

"เหอะ  ง้อที่ไหนไม่กินของนายก็ได้  ตาแก่บ้า"  กำลังหาว่ามีอะไรกินได้เซียวลี่ผิงก็วิ่งมาหาในมือมีซาลาเปาก้อนหนึ่งมาให้

"ท่านแม่กินสิเจ้าคะ  ผิงผิงอิ่มแล้ว  ท่านแม่พาข้านอนกลางวันแล้วตื่นมาข้าจะเจอท่านอีกไหม  ท่านจะไม่หนีไปเหมือนท่านแม่ของข้าใช่ไหมเจ้าคะ"  

เซียวลี่ผิงน้ำตาคลอ  เซียวจ้านเป่ยที่เดินตามบุตรสาวมาก็ยืนนิ่ง  นางฝังใจเรื่องที่ถูกทิ้งเดือนหน้าเขาต้องทิ้งนางไปเป็นทหาร  หากผู้หญิงคนนี้หนีไปอีกบุตรสาวของเขาจะทำเช่นไร

"ไม่หนีหรอก  ผิงผิงของแม่น่ารักขนาดนี่จะหนีได้อย่างไร  อืมซาลาเปาแข็งเกินไป  นี่คืออาหารที่พี่ลู่เหลียนทำมาให้หรือ"

เซียวลี่ผิงพยักหน้า

จูเหมยลี่แปลกใจตั้งแต่ฟื้นขึ้นจมูกกับสายตาดีผิดปกติ  นางได้กลิ่นหอมของบัวหิมะมาแต่ไกล  จึงอุ้มเซียวลี่ผิงมาคว้ามีดในบ้านก่อนจะอุ้มเด็กน้อยเดินไปชายน้ำริมลำธารอีกด้านไกลจากบ้านห้าจั้ง  

"หืม  บัวหิมะนี่ผิงผิงอยู่นี่นะแม่จะขุดของอร่อยให้กิน  ซาลาเปานั่นแม่กินไม่ไหวจริงๆ  เอาไว้เขวี้ยงหัวหมาพอได้"

"คิกๆๆๆท่านแม่ตลกเจ้าค่ะ"  

เซียวจ้านเป่ยอยากรู้ว่านางจะทำอะไรจึงยืนดูอยู่ห่างๆ  จูเหมยลี่ค่อยๆขุดต้นบัวหิมะทีละกอไม่นานก็ได้บัวหิมะสิบกว่าหัว

 จากนั้นก็นำมาล้างโคลนออกจนสะอาด   ปอกเปลือกจนเห็นเนื้อสีเหลืองข้างใน  ก่อนจะหั่นชิ้นเล็กๆนั่งกินกับเด็กน้อยอย่างอร่อย

"ผิงผิง  ลูกกินของส่งเดชไม่ได้นะ   คายทิ้งไปเดี๋ยวนี้"

เซียวจ้านเป่ยไม่เคยเห็นใครกินของเหล่านี้  นางกล้าดีอย่างไรมาให้บุตรสาวของเขากินมัน  ก่อนจะใช้เท้าเตะสิ่งที่ที่จูเหมยลี่ขุดมาได้อย่างลำบากลงน้ำหมดเลย

"ไม่ไหวแล้วโว๊ย  แม่งเอ๊ยขอสักทีเหอะ"

จากนั้นจูเหมยลี่ก็ยกเท้าเตะเข้าที่สีข้างเซียวจ้านเป่ยทันทีสองครั้ง  เขาไม่ตั้งตัวเด็กบ้านนี้เตะแรงจริงๆ  เซียวลี่ผิงร้องไห้จ้าเซียวจ้านเป่ยก้มลงจะอุ้มลูกสาวนางก็ไม่เอาชักดิ้นชักงอ  จนจูเหมยลี่มาอุ้มถึงยอมเงียบแล้วกอดคอมารดาไม่สนใจพ่ออย่างเขาสักนิด

"ฮือๆๆ  ท่านแม่ลงน้ำหมดเลย  ข้าอยากกินอีกหวานอร่อยมากข้าไม่เคยกินเลยฮือๆๆๆๆ"

 น้ำตานองหน้าสะอื้นจนน่าสงสาร  จูเหมยลี่เคยถูกแม่ทิ้งมาแต่งงานใหม่มาก่อนนางเข้าใจความว้าเหว่เช่นนี้ดี

"ไปกันเถอะเดี๋ยวพรุ่งนี้แม่ขุดให้ใหม่  ไปนอนก่อนแม่จะทำความสะอาดบ้าน  ดุสิเนื้อตัวแดงหมดแล้วบ้านสกปรกเกินไป"

สองแม่ลูกเดินเข้าบ้านไม่สนใจคนตัวสูงที่ยืนโมโหจนจะบ้า  ลูกสาวเขาแปรพักตร์ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน  ปกติเซียวลี่ผิงไม่เอาใครนอกจากเขา  เห็นได้ชัดว่าตอนนี้บุตรสาวไม่ต้องการเขาเลย

เซียวจ้านเป่ยเดินเข้ามาก็ได้ยินเพลงกล่อมเด็ก  ไพเราะเหลือเกินเขาไม่เคยได้ยินทำนองเหล่านี้มาก่อน  แต่ฟังแล้วไพเราะนัก  เผลอยืนฟังอยู่นาน  ประตูห้องเปิดออกมา  สองคนมองหน้ากันจูเหมยลี่เอ่ยก่อน

"นี่ตาแก่  บ้านท่าสกปรกเกินไป  บุตรสาวท่านเนื้อตัวมีแต่แมลงกัด  มาช่วยข้าทำความสะอาดหน่อย  ผ้าปูเตียงผืนใหม่มีหรือใหม่  เงินมีไหมไปหาซื้อมา บวกรวมไปกับค่าตัวของข้าตอนไถ่ตัวแล้วกัน"

พูดจบก็ไม่รอคำตอบ  คว้าไม้กวาดมากวาดหยากไย่ทันที  พื้นบ้านเป็นพื้นดินเวลาฝนตกมีน้ำไหลเข้ามาบ้างจะเฉอะแฉะ  อยู่ไปได้อย่างไรกัน  จูเหมยลี่เปิดหน้าต่างทุกบานเพื่อระบายความอับชื้น

ยามเซินก็ทำความสะอาดบ้านเสร็จ  ห้องนอนของนางเตียงนอนพื้นที่นอนแข็งชะมัดต้องเอาฟางมาปูแล้วปูผ้าทับอีกทีแก้ขัดไปก่อน  ตาบ้านี่มีแค่ผ้าห่มผืนเดียวมาให้จริงๆ

"ท่านลุงในครัวมีเสบียงหรือไม่  ข้าจะทำมื้อเย็น"  

"เลิกเรียกข้าว่าลุงได้แล้ว  ข้าอายุยี่สิบหกไม่ใช่ลุงหรือตาแก่"

 เซียวจ้านเป่ยอยากหักคอคนตรงหน้านักเมื่อกลางวันอาบน้ำหมดโอ่งจนเขาต้องไปตักน้ำอีก

"ในครัวมีข้าวสารกับแป้งสาลีอยู่เล็กน้อย  เครื่องปรุงมีอยู่เพราะข้าไม่ค่อยได้ทำอาหาร  มีไข่อยู่ห้าฟอง"

"  มีแค่นี้หรือ  เนื้อสัตว์หรือผักละมีอะไรบ้างไหม  ในหมู่บ้านพอมีร้านค้าไหม  ท่านเป็นนายพรานแบบไหน  เนื้อสักชิ้นยังไม่มีให้ลูกกิน  จ่ายค่าอาหารเดือนละหนึ่งตำลึงได้มาแต่ซาลาเปาแข็งๆ    ข้าจะไปจับปลาที่ลำธาร  ไปปลุกผิงผิงด้วยเดี๋ยวคืนนี้นอนดึก "

"ข้าไปจับปลาเองเจ้าไปปลุกลูกเถอะ"

 จากนั้นเซียวจ้านเป่ยก็เดินออกไป  ในใจก็คิดถึงคนที่จากไปแล้ว  ท่านปู่หลงเป็นคนสุดท้ายที่เหลืออยู่  แม้จะเปลี่ยนฮ่องเต้แล้วแต่พวกเขาก็ไม่อยากกลับไปรับใช้ราชสำนักแล้ว

 แต่กลับต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารช่างเถอะก็ดีกว่าเป็นซื่อจื่อจวนอ๋อง  ที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีปล่อยให้นางกับบุตรชายครอบครองอำนาจเหล่านั้นไปเถอะ  ตอนนี้เขามีบุตรสาวที่แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจให้นางเกิดแต่นางก็คือสิ่งล้ำค่าที่สุดที่เขามี

"ผิงผิงเด็กดีไหมเอ่ย  ตื่นหรือยังน้อ...ไม่ตื่นแม่จะหนีไปเที่ยวคนเดียวแล้วนะ"  

จูเหมยลี่จี้เอวเด็กน้อย  นางตื่นแล้วแต่แกล้งหลับขนตากะพริบถี่เชียว

"คิกๆๆๆท่านแม่ฮ่าๆๆท่านแม่ข้าจั๊กจี้มากเลยเจ้าค่ะคิกๆๆ"

 จูเหมยลี่มองตาเด็กน้อยก่อนจะก้มลงเป่าพุงนางเล่น  เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากในบ้าน  เซียวจ้านเป่ยยืนมองภาพตรงหน้าอย่างใจลอย   ภาพนี้เหมือนตอนเขายังเด็กตอนที่เสด็จพ่อยังไม่แต่งสตรีคนนั้นเข้ามา  เสด็จแม่รักใครเขานัก  แต่ไม่นานนางก็จากไปหลังจากนั้นอีกสองปีเขาอายุสิบแปดไปไหว้หลุมศพมารดาขากลับก็ถูกตามฆ่า

 จนต้องหนีมาอาศัยอยู่ที่นี่กับพ่อบ้านของเขาท่านปู่เซียวหลงเพื่อปกปิดร่องรอยจำต้องแต่งภรรยา  ในที่สุดก็ถูกหงซิ่ววางยาจนมีผิงผิงออกมา  เขายังถูกตามล่าจากชายารองที่ตอนนี้ขึ้นตำแหน่งชายาเอกแล้วกระมัง   ถอนหายใจเสร็จก็เดินเข้าบ้าน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป