บทที่ 8 8

“เอ่อ สวัสดีค่ะ...” เมรินตกตะลึงเมื่อเจอคนป่าเถื่อนที่นี่ แต่หากเผยความรู้สึกกลัวออกไปให้อีกฝ่ายเห็นก็ดูท่าจะไม่ดีจึงพยายามเก็บอาการ รีบพูดแทรกขึ้นก่อนเพราะไม่อยากพูดคุยกับเมฆินมากไปกว่านี้

แต่ในเมื่อวันนี้ ชายหนุ่มมาในฐานะลูกค้า เธอก็ต้องต้อนรับในฐานะลูกค้าให้มันจบโดยไว หัวใจดวงน้อยตอนนี้ห่วงอย่างเดียวก็คือ ‘พริกแกง’

‘พริกแกง หนูอย่าเพิ่งออกมาตอนนี้นะลูก’

เธอไม่อยากให้สองคนนี้ต้องพบกัน เพราะปัญหามันอยู่ที่ใบหน้าของทั้งคู่ เมรินจึงรีบถามเมื่อเห็นเขายังจ้องหน้าเธอนิ่ง

“รับอะไรดีคะ”

“อืม เอาอะไรดีล่ะ” เมฆินไม่แม้แต่จะมองเมนู เขามองหน้าหญิงสาวไม่วางตาพลางคิดว่าเธอช่างสวย และมีเสน่ห์มากกว่าเมื่อห้าปีที่แล้วเสียอีก

“ถ้านึกไม่ออก งั้นนายเหมืองไปนั่งดูเมนูที่โต๊ะก็ได้ค่ะ คิดออกแล้วค่อยมาสั่ง” เมื่อเห็นเมฆินเอาแต่จ้องตนเองไม่วางตา เมรินจึงรีบไล่เขาให้กลับไปโต๊ะเพื่อให้เธอได้มีโอกาสตั้งตัว

ชายหนุ่มมองเธออย่างงงๆ ก่อนจะยอมเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะตามคำแนะนำของหญิงสาว โดยไม่พูดอะไรสักคำ เพราะเขากำลังเก็บข้อมูล และสังเกตว่าเธอกำลังประหม่า เหมือนมีอะไรปกปิด

“หึๆ”

เมรินรีบทำออร์เดอร์ลูกค้าคนอื่น พยายามไม่สนใจเมฆินมากนัก คิดว่านายเหมืองหนุ่มบังเอิญผ่านมาเท่านั้น ถ้าเขาคิดได้ว่าจะสั่งอะไรก็คงจะเดินมาหาเธอเอง

ด้านเมฆินไม่ได้อยากชิมขนมหรืออาหารแต่อย่างใด แค่อยากเข้าไปสังเกตอาการเมรินใกล้ๆ และที่สำคัญคือต้องการถามความจริงเรื่องที่ได้ยินมาจากเพื่อน ว่าเธอมีลูก แล้วเด็กคนนั้นยังมีใบหน้าเหมือนกันกับเขา อยากรู้ว่าสรุปแล้วเด็กเป็นลูกของตนเองหรือไม่ แต่เธอกลับทำท่าทีเหมือนเป็นคนแปลกหน้ากัน ซึ่งก็ไม่แปลก เมรินคงเกลียดเขามากจนไม่อยากมองหน้า

ขณะที่เมฆินกำลังคิดหาคำตอบอยู่นั้น เสียงใสๆ ก็ดังมาจากทางซ้าย แม่หนูตัวน้อยวัยห้าขวบเศษ รูปร่างอวบกลม หน้าคม แต่ผิวขาวได้แม่ แต่งตัวน่ารักด้วยชุดเอี๊ยมเดินมาเกาะขอบโต๊ะ ในมือถือเมนูอาหาร ดวงหน้าสดใสของแกมองลูกค้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พร้อมยิ้มหวานให้ เพราะคิดว่าลูกค้าคนนี้คงไม่รู้จะสั่งอะไรดี

“คุงอาขา รับอะไรดีคะ ร้านนี้อร่อยทุกอย่างเลยค่ะ”

เมฆินหันมามองเด็กน้อยตรงหน้าอย่างแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง! เขาตกใจมากจนร้องออกมา

“เฮ้ย!”

แม่หนูพริกแกงเองก็ตกใจ ร่างอวบๆ ผงะถอยไปสองก้าว ดวงตาสองคู่ที่เหมือนกันมากแม้จะคนละวัยจ้องกันตาไม่กะพริบ

“คุงอาร้อง เฮ้ย! หนูตกใจหมด” แม่หนูยกมืออวบทาบอก

ส่วนนายเหมืองเมฆินอยากจะร้องเฮ้ยอีก เขาต่างหากที่ตกใจ พอหันไปแล้วเห็นตัวเองกลายร่างเป็นเด็กผู้หญิงผมยาว ร่างอวบ แม่หนูคนนี้มีผิวขาวอมชมพู จมูกเป็นสัน ปากกระจับ แต่ที่น่ามองก็คงเป็นดวงตาที่คม แฝงไปด้วยความมีอำนาจ และใช่ เด็กคนนี้หน้าเหมือนเขาราวกับพรินต์ออกมาเลย

ชายหนุ่มพิจารณาเด็กหญิงร่างอวบอย่างถี่ถ้วนแล้วรีบถามว่า

“หนูเป็นลูกสาวเจ้าของร้านนี้หรือเปล่า”

แม่หนูน้อยห่อปาก ทำตาโต ขมวดคิ้วแน่น แล้วจ้องกลับคนที่กำลังยิงคำถาม เพราะเมื่อครู่ คุณอาทำให้เธอตกใจที่จู่ๆ ก็มองเธอแล้วร้องเฮ้ยออกมาเหมือนเจอผี เธอตั้งใจจะเอาเมนูมาให้ลูกค้าดู แต่ลูกค้ารายนี้ช่างไม่อ่อนโยนเอาเสียเลย แม่หนูพริกแกงเลยเกิดอารมณ์ไม่พอใจ สองแขนยกขึ้นกอดอก ดวงหน้าน่ารักดูเอาเรื่องขึ้นมาแล้วตอบกลับ

“แล้วคุงลุงถามทำไมเหรอคะ หนูไม่บอก หลอกให้งง” จากที่เรียก ‘คุงอา’ ยามอารมณ์เปลี่ยน สรรพนามก็เลยเปลี่ยนตามไปด้วย ดวงหน้ากลมน่ารักน่าเอ็นดูเชิดใส่เมฆิน แล้วทำท่าจะเดินหนีไป

“อ้าว เฮ้ย! อะไรกันนี่หนู” เมฆินมองเด็กน้อยที่หน้าตาน่ารัก แต่มาดแม่หนูมันยียวน กวนประสาท ช่างเหมือน...เขาเลย “เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป”

คนอย่างนายเหมืองเมฆินไม่เคยวิ่งตามสาวๆ คนไหน ทั้งสาวน้อยและสาวใหญ่ แต่วันนี้กลับลุกขึ้นพรวดแล้ววิ่งไปขวางหน้าสาวน้อยวัยห้าขวบเอาไว้

“ใจเย็นๆ นะหนูน้อย อย่าเพิ่งงอนฉันสิ”

ด้วยส่วนสูงถึงร้อยแปดสิบห้า ขณะที่สาวน้อยที่ถือเมนูอยู่ความสูงประมาณหัวเข่าเขาเอง ชายหนุ่มเลยต้องย่อตัวลงมาคุยกับเธอ และเพราะรู้ว่าตนเองเป็นคนหน้าดุ จึงปรับน้ำเสียงให้อยู่ในโทนอ่อนนุ่มขึ้นอีก ก่อนจะค่อยๆ ถาม

“เมื่อกี้ขอโทษทีที่ทำหนูตกใจ ฉันกำลังคิดอะไรเพลินๆ พอหันมาเจอเด็กหน้าตาน่ารักยังกับนางฟ้า เลยตกใจร้อง เฮ้ย!”

เดิมที พริกแกงที่กำลังอารมณ์เสีย ตั้งใจว่าจะเดินหนีลูกค้ากลับไปเล่นที่หลังร้าน ซึ่งมีห้องสำหรับพักผ่อนที่มารดาทำเอาไว้ เวลามาที่ร้าน ลูกสาวแสนน่ารักจะได้มีพื้นที่เล่นหรือเอาการบ้านมาทำ คราวนี้พอได้ยินลูกค้าเอ่ยชมว่าเธอน่ารักยังกับนางฟ้า ไม่ใช่น่ากลัวสักหน่อยก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที แต่ยังเอียงคอมองคนพูดอย่างไม่มั่นใจนัก

“จริงเหรอคะ”

เมฆินเห็นแก้มอ้วนๆ ชวนให้หยิกของเด็กน้อยก็รู้สึกเอ็นดูอย่างประหลาด ทั้งๆ ที่ปกติ เขาก็ไม่ได้ชอบคุยกับเด็กนัก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป