บทที่ 3 บริษัทเกิดเรื่อง
“คุณพ่อพูดถูกแล้ว” ณัฐพลหันไปมองณิชาภัทร น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังเจือความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีไว้อย่างชัดเจน
“ณิชาภัทร เลิกทำตัวงี่เง่าได้แล้ว”
“เรื่องหย่าร้าง ถ้าข่าวหลุดออกไป มันจะกระทบชื่อเสียงของทั้งสองตระกูล"
เขาถอนหายใจคล้ายพยายามจะข่มอารมณ์ ก่อนเอ่ยต่อ
“เรื่องวันนี้ ผมยอมรับว่าตัวผมเองคิดน้อยเกินไป แต่คุณเองก็ควรรู้จักพอได้แล้วเหมือนกัน”
ณัฐพลเว้นจังหวะเล็กน้อย แววตาที่เคยนิ่งกลับเปลี่ยนเป็นเย็นชาลง จนคล้ายแฝงคำขู่บางอย่างไว้ภายใน
“ไม่อย่างนั้น ถ้าพวกเราต้องหย่ากันขึ้นมาจริง ๆ ผม... ณัฐพล จะไม่มีวันหันกลับมามองคุณอีก”
ณิชาภัทรกลับคร้านแม้แต่จะปรายตามองเขาเพียงเสี้ยววินาทีเดียว
เธอหันไปสบตาผู้เป็นแม่และพี่ชายคนโตด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“แม่คะ พี่ภากร”
“เราไปกันเถอะค่ะ... ไปที่สำนักงานเขต”
……
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ หน้าสำนักงานเขต
ณิชาภัทรกำใบสำคัญการหย่าในมือไว้แน่น ความรู้สึกโล่งสบายค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ความรักตลอดห้าปี จบสิ้นลงในพริบตา
“เหลวไหล! นี่มันเรื่องบ้าบอที่สุด!”
อชิระที่สะกดกลั้นโทสะมาตลอดทาง ในที่สุดก็ระเบิดอารมณ์ออกมา
เขาชี้หน้าณิชาภัทรด้วยความเจ็บใจราวกับจะกระอักเลือด
“แกรู้ไหมว่าวันนี้แกทำอะไรลงไป แกทำแบบนี้ต่อหน้าคนตระกูลภูสมสาย ทางนั้นเขาจะมองอริสายังไง?”
“น้องเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ต่อไปจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”
ณิชาภัทรหันกลับไปมองบิดาผู้ให้กำเนิดเขม็ง ดวงตานิ่งสงบจนแทบไร้อารมณ์
เธอเพิ่งแท้งลูก เพิ่งถูกสามีทิ้ง และเพิ่งจะก้าวผ่านความตายมาได้หมาด ๆ
แต่พ่อของเธอ... กลับห่วงแค่ว่าคนตระกูลภูสมสายจะมองอริสายังไง
นี่น่ะหรือ…สิ่งที่พ่อคนหนึ่งควรทำ??
“ในเมื่อคุณพ่อเป็นห่วงอริสามากขนาดนั้น” ณิชาภัทรเอ่ยเน้นทีละคำ “ถ้าอย่างนั้น คณพ่อก็อย่ากลับรถคันเดียวกับหนู กับแม่ และพี่ภากรเลยค่ะ”
พูดจบ เธอก็หันหลังเปิดประตูรถ ก่อนประคองแม่ขึ้นไปนั่งที่เบาะด้านหลังอย่างอ่อนโยน
ภากรปรายตามองอชิระที่ใบหน้าถอดสีด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนก้าวขึ้นนั่งประจำตำแหน่งคนขับ โดยไม่เอ่ยคำใดออกมาเลยสักคำ
รถเบนท์ลีย์สีดำเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้อชิระยืนตัวแข็งทื่ออยู่เพียงลำพังใบหน้าตึงค้างด้วยความอับอายและเสียหน้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ดึกสงัด ณ คฤหาสน์ตระกูลเขียวภักดี ภายในห้องนอนที่คุ้นเคย
หลังอาบน้ำเสร็จ ณิชาภัทรก็ทิ้งตัวลงบนเตียงคิงไซส์ที่ทั้งนุ่มทั้งกว้าง
นี่คือห้องนอนเดิมของเธอก่อนแต่งงาน ทุกอย่างยังคงสภาพเดิมที่คุ้นเคย ช่วยปลอบประโลมเส้นประสาทที่ตึงเครียดมาตลอดทั้งวันให้ผ่อนคลายลงได้บ้าง
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนนิ้วมือเรียวยาวจะกดเข้าแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กราวกับถูกบางอย่างชักนำ
โพสต์ล่าสุด เป็นของอริสาที่เพิ่งโพสต์เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว
【ขอบคุณพี่ณัฐพลที่คอยดูแลนะคะ พอหายตกใจแล้วมีพี่อยู่ข้าง ๆ มันดีจริง ๆ 】
รูปประกอบคือภาพถ่ายในร้านอาหารหรู
อริสากำลังประคองถ้วยซุปร้อน ๆ รอยยิ้มหวานละมุนแต่งแต้มอยู่บนใบหน้า
ข้างกายเธอมีณัฐพลนั่งอยู่ด้วย เขาไม่ได้มองกล้อง แต่กลับหันข้างทอดสายตามองอริสาด้วยความอ่อนโยน
สายตาแบบนั้น... ณิชาภัทรวิ่งไล่ตามมาห้าปี แต่กลับไม่เคยได้รับมันจากเขาเลย…แม้เพียงสักครั้งเดียว
เธอนึกถึงวันครบรอบแต่งงานนับครั้งไม่ถ้วน ที่ณัฐพลรีบร้อนลุกจากโต๊ะอาหารทันที เพียงเพราะได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งจากอริสา
นึกถึงทริปฮันนีมูน ตัดสินใจจองตั๋วบินกลับอย่างไม่ลังเล เพียงเพราะอริสาอกหัก
นึกถึงตอนที่เธอนอนซมอยู่บนเตียงด้วยพิษไข้สูง แต่เขากลับไปฉลองวันเกิดให้อริสา
ที่แท้ไม่ใช่เขาไม่รู้จักความรัก... เพียงแต่คนที่เขารัก...ไม่ใช่เธอเท่านั้นเอง
การถูกลักพาตัวในครั้งนี้ ความเป็นความตาย และหนึ่งชีวิตบริสุทธิ์ที่ต้องสูญเสียไป ทำให้เธอได้ตาสว่างเสียที
ก็ดีเหมือนกัน...
และก็น่าเสียดายจริง ๆ
ณิชาภัทรยกมือลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองเบา ๆ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ลูกจ๋า แม่ขอโทษนะ”
“ขอให้หนูได้ไปเกิดใหม่...ในครอบครัวที่รักหนู และเฝ้ารอการมาของหนูจริง ๆ นะลูก”
เธอกำลังจะกดออกจากหน้าจอ แต่ปลายนิ้วกลับชะงักค้างกลางอากาศ
สายตาค่อย ๆ เพ่งมองไปยังมุมขวาล่างของภาพถ่ายใบนั้น
ตรงนั้น... ติดภาพมือของใครคนหนึ่งที่กำลังยกจานผลไม้ บนข้อมือนั้นสวมนาฬิกาเรือนหนึ่ง
นาฬิกาปาเต็ก ฟิลลิป รุ่นสกายมูนเรือนนั้น... ทำไมมันถึงเหมือนกับเรือนที่คุณพ่อใส่เมื่อวันนี้ไม่มีผิดเพี้ยน?
ความคิดอันน่าตลกขบขันผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง!
หัวใจของณิชาภัทรเต้นระรัวจนแทบควบคุมไม่อยู่
เมื่อมั่นใจว่าแม่หลับสนิทแล้ว เธอจึงค่อย ๆ ลุกจากเตียง ย่องเงียบไปยังห้องทำงาน
ภากรยังคงนั่งจัดการเอกสารกองโต คิ้วเข้มขมวดแน่นราวกับกำลังปวดหัวกับอะไรบางอย่าง
“พี่ภากร”
ภากรเงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเป็นเธอ สีหน้าที่ตึงเครียดก็อ่อนลงเล็กน้อย
“ทำไมยังไม่นอนอีก?”
“คุณพ่อยังไม่กลับมาเหรอคะ?” ณิชาภัทรลองหยั่งเชิงถาม
ภากรถอนหายใจ พลางยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วเบา ๆ
“ยังเลย ไม่เห็นหน้าตั้งแต่บ่ายแล้ว โทรไปก็ไม่ติด”
หัวใจของณิชาภัทรค่อย ๆ ดิ่งลึกลงเรื่อย ๆ
เธอสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ราวกับตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“พี่ภากร พี่ช่วยสืบอะไรให้หนูเรื่องหนึ่งได้ไหม?”
“ว่ามาสิ”
“ช่วยสืบให้หน่อยว่า พ่อของอริสาที่อ้างว่าติดคุกอยู่... มีตัวตนอยู่จริงหรือเปล่า”
ภากรชะงักไปทันที... เมื่อเห็นแววตาเย็นเยียบของน้องสาวที่ไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังในพริบตา
“ได้ เรื่องนี้พี่จัดการเอง”
เขาลุกขึ้น เดินเข้ามาแตะไหล่เธอเบา ๆ อย่างปลอบโยน “เราเพิ่งหย่ามา ร่างกายก็ยังไม่แข็งแรง อย่าคิดมาก พักผ่อนให้เยอะ ๆ ล่ะ”
ณิชาภัทรฝืนยิ้มบาง ๆ ออกมา
“พี่ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้หนูหลุดพ้นจากผู้ชายเฮงซวยอย่างณัฐพลแล้ว อารมณ์ดีจะตายไป”
สายตาของเธอเลื่อนมองพี่ชาย ก่อนจะสะดุดเข้ากับรอยคล้ำใต้ตาที่ชัดเจน และแก้วกาแฟที่เกือบแห้งขอดบนโต๊ะ จึงหยิบแก้วนั้นออกมาด้วยความสงสาร
“พี่เองก็เหมือนกัน อย่าหักโหมนักเลยค่ะ รีบเข้านอนเถอะ”
จังหวะที่เธอหยิบแก้วกาแฟออกมา หางตาเหลือบไปเห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยบังเอิญ
บนหน้าจอนั้นคือกราฟหุ้นของบริษัทเขียวภักดี... เส้นกราฟสีแดงฉานกำลังดิ่งลงราวกับตกเหว
รูม่านตาของณิชาภัทรหดเกร็งวูบ หัวใจเหมือนถูกบีบแน่นในทันที
บริษัทกำลังเกิดเรื่อง!
เธอรีบเก็บสีหน้า ทั้งที่ในใจเริ่มสั่นระรัว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“หนูไปก่อนนะคะ พี่ก็รีบพักผ่อนด้วย” ณิชาภัทรหันหลังเดินออกมาอย่างสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่พอพ้นประตูห้องทำงาน ร่างกายก็เหมือนถูกปล่อยให้พังลงในความเงียบ เธอกลับห้องตัวเองทันที ล็อกประตูลงกลอนแน่นหนา
มือไม้สั่นเทาขณะพิมพ์ค้นหาคำว่า “บริษัทเขียวภักดี” ในโทรศัพท์
ข่าวพาดหัวแต่ละข่าวช่างน่าตกใจจนแทบหยุดหายใจ
【โปรเจกต์ยักษ์ล้มเหลว! บริษัทเขียวภักดีส่อแววขาดสภาพคล่องทางการเงิน!】
【พันธมิตรแห่ถอนทุน บริษัทเขียวภักดีจ่อล้มละลาย!】
【ลือหึ่ง! ประธานกรรมการอชิระยักยอกเงินบริษัท ถูกหน่วยงานตรวจสอบสั่งสอบสวนด่วน!】
ณิชาภัทรยกมือปิดปากเพื่อกลั้นเสียงอุทาน
ที่แท้... ที่บ้านเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้มาตั้งนานแล้ว
และพี่ชาย... เพื่อไม่ให้เธอกังวลใจ กลับแบกรับเรื่องราวทั้งหมดนี้ไว้เพียงลำพัง!
ในขณะที่ใจกำลังว้าวุ่น หน้าจอโทรศัพท์ก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกับการแจ้งเตือนข่าวใหม่เด้งขึ้นมา
